แผ่นดินของใคร (สาคร พูลสุข)

ชวนอ่านวรรณกรรม

"เมืองที่สร้างบ้านแปงเมืองกันหามรุ่ง

หามค่ำ จนผู้คนนิ้วมือขาด จะกลายเป็น

เมืองร้างไปได้อย่างไรกันหนอ..."

"...พ่อของเขาเคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่ขุนจอมธรรมยกทัพผ่านมาทางเมืองครัว เมื่อเดินทางมาถึง มีพรานป่าคนหนึ่ง ไม่ยอมทำความเคารพ ขุนเจืองที่ตามมาด้วยจึงจับพรานคนนั้นแช่น้ำ เมืองครัวจึงได้ชื่อว่าเมืองแช่พราน ต่อมาในสมัยพระยาเม็งรายได้ให้เจ้าคำลือมาปกครองเมืองแช่พราน เจ้าคำลือนำคนมาสามร้อยคนเพื่อสร้างบ้านแปงเมือง สร้างกันหามรุ่งหามค่ำ ไม่ยอมให้หลับนอนจนนิ้วมือขาด จากเมืองแช่พรานก็เลยเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นเวียงห้าว ให้สมกับความห้าวหาญของเจ้าคำลือและทหารอีกสามร้อยคน หลังจากนั้นเวียงห้าวก็กลายเป็นเมืองร้าง"

จากตำนานนี้เองที่ทำให้ "อินแก้ว" ครุ่นคิดตลอดเวลาถึงความหมายและความเป็นจริงของชีวิตในเรื่องของผืนดินอันเคยอุดมสมบูรณ์และมีเจ้าของครอบครอง

สมัยที่อินแก้วยังเด็ก เขาจำได้ว่า "น้อยคำ" พ่อของเขาเป็นเด็กหิ้วกล่องฟิล์มหนังของ "นักการเมือง" คนหนึ่ง ชาวบ้านและเด็กๆ เช่น อินแก้ว ได้รู้จักโลกของภาพยนตร์ที่มีดาราคนโปรดและเรื่องราวต่างๆของสังคมที่ห่างไกลก็จากภาพยนตร์เหล่านี้ รวมทั้งผู้นำทางทหารคนหนึ่งที่มียศศักดิ์เป็นถึงนายพลที่น่าเกรงขาม อินแก้วคิดว่า "ขนาดในหนังพวกชาวหัวง้มยังต้องยืนทำความเคารพ ถ้าหากตัวจริงเดินทางมาถึง พวกเขาไม่ต้องพากันยืนตัวแข็งทื่อ เพื่อจัดแถวทำความเคารพท่านจอมพลกันดอกหรือ...

แต่พอเอาเข้าจริง ท่านจอมพลกลับเดินทางมาหัวง้มอย่างเงียบๆ กลับอย่างเงียบๆ แทบไม่มีใครรู้ว่าท่านเดินทางมาตอนไหน มาทราบอีกที ผู้คนก็รู้ว่าท่านเดินทางกลับไปแล้ว..."

"สาคร พูลสุข" นักเขียนเจ้าของ รางวัล "สุภัทร สวัสดิรักษ์ ประจำปี ๒๕๕๖" เปิดพื้นที่ให้เราได้พบกับชะตาชีวิตของ "อินแก้ว" ผ่านประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และความเป็นจริง จากอดีตจนปัจจุบัน ด้วยเรื่องราวของแผ่นดินเกิด ซึ่งผ่านการครอบครองมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทุกข์สุขของผู้คนที่เฝ้ามอง ความเปลี่ยนแปลงอย่างงุนงงสงสัย และตั้งคำถามไปพร้อมกันว่า เราเดินทางมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร

จุดนี้ซึ่ง ณ วันนี้ วันที่ผืนดิน "สี่พันหนึ่งร้อยหกไร่สามงานกับสิบหกตารางวา" กลายเป็นที่อันสวยงามในโฉนดใบเดียว "เจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดให้กับเจ้าของ"

ความเจริญและการพัฒนาที่คืบคลานเข้ามาประหนึ่งการจัดระเบียบและค่านิยมของชาวบ้าน ทำให้ร่องรอยของอดีตและประวัติศาสตร์เริ่มเลือนไปจากความจำและการรับรู้ของคนรุ่นหลัง

นายทุนหน้าใหม่ๆเริ่มปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับชาวบ้านด้วยกันเองที่เปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับเจ้านายของเขา

ที่ดินเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย อินแก้ว ก็พบว่า เจ้าของเป็นชาวต่างชาติ และกำลังปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ที่ไม่ใช่ของไทย เพื่อส่งกลับไปประเทศของตน เพราะแผ่นดินของไทยอุดมสมบูรณ์และเหมาะอย่างยิ่งกับพันธุ์ข้าวของต่างชาติ และเพราะว่าต่างชาติที่ครอบครองแผ่นดินผืนนี้ไม่มีผืนดินเพียงพอในบ้านของเขา แผ่นดินไทยที่อาจห่างไกลจากการรับรู้และเอาใจใส่ของเจ้าของเดิมที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่จึงยินดีขายให้ชาวต่างชาติถือครองผ่าน "ใครบางคน" และทำประโยชน์ตามต้องการ เราคิดอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่?

"...แม้เมื่อยามหลับตาลง อินแก้วยังคงเห็นที่ดินผืนนั้น มีรูปร่างเหมือนหัวกะโหลก..."

และแล้ว "นายทุน" ก็เดินทางมาถึงบ้านของอินแก้ว เพื่อต่อรอง

"...ผมไม่ขายอะไรอีกต่อไปแล้ว ที่จริงถ้าพวกคุณมาก่อนหน้านี้ บางทีผมอาจจะขาย ขายของสำคัญที่สุดที่ผมมี แต่พวกคุณมาช้า ของสิ่งนั้นมันหายไปแล้ว"

"อะไรหรือครับ ที่คุณลุงว่าหายไป"

"หัวกะโหลก เพิ่งหายไปวันนี้เอง!"