สุประวัติ ปัทมสูต

บรรเลงเสียงระนาดเอกให้ก้องในหัวใจอีกครั้ง
ศิลปบันเทิง
ช่างภาพ: 

จากความสำเร็จของละครเวที โหมโรง เดอะมิวสิคัล ที่ได้พาคนดูไปสัมผัสกับ "ราก" ของความเป็นไทย ผ่านเรื่องราวชีวิตของมหาคีตกวีไทย "หลวงประดิษฐไพเราะ" กลับมาอีกครั้งกับรอบ Restage บรรเลงเสียงระนาดเอกให้ดังก้องในหัวใจ โดยครั้งนี้ได้นักแสดงชั้นครูเจ้าบทบาท ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี ๒๕๕๓ สุประวัติ ปัทมสูต กลับมารับบท "ท่านครู" หรือ "หลวงประดิษฐไพเราะ" สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมอีกครั้ง

ย้อนกลับไปถึงวันที่ตัดสินใจรับเล่นละครเวที โหมโรง เดอะมิวสิคัล อี๊ด - สุประวัติ ปัทมสูต ยังคงจำเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน และเล่าถึงการตัดสินใจรับบทบาทในวันนั้นของตนว่า

"ตอนแรกผมมีความรู้สึกอย่างกลางๆนะ ในฐานะคนที่รับงานแสดงทั่วไป เรามีหลักที่ยึดถือตามปกติเวลารับงานแสดง เนื่องจากตัวเองเป็นผู้อาวุโสแล้ว เวลาเลือกรับงานจะดูว่ามันจะทำผลร้ายให้ตัวเราไหม และเราจะทำผลดีให้เขาได้เท่าไร เมื่อเทียบกับนักแสดงในวัยเดียวกันอายุหกสิบขึ้น ถือว่าเรามีงานมากกว่าหลายคน ก็คิดไปว่านักแสดงเหล่านั้นบางท่านสูญหายไปจากวงการไปจากจอ หากเราเล่น ก็จะไปดึงนักแสดงเก่าเหล่านั้นมา อย่างน้อยเราได้ช่วยเขา

กลับมาที่โหมโรง เมื่อได้รับการติดต่อก็รู้สึกว่าเวิร์คพอยท์ทำอะไรแล้วทำจริง และเคยร่วมงานกับโต๊ะกลมมาหลายเรื่องเหมือนกัน แต่ความที่เราเป็นศิลปินอาวุโส จะคิดเผื่อ อย่างโหมโรงที่เป็นภาพยนตร์เขาทำไว้ดีมาก ภาพยนตร์จะทำได้ชัดกว่าละครเวที เพราะเขาสามารถยกกองไปถ่ายทำยังต่างจังหวัดได้ แต่ละครเวทีไปไม่ได้ แล้วจะเปลี่ยนฉากให้เร็วแบบภาพยนตร์ได้อย่างไร ก็กลัว แต่ในความกลัวมีความเมตตา ด้วยความสนิทกันทั้งเวิร์คพอยท์และสังข์ (ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม - ผู้กำกับฯ) เลยบอกเขาเอาบทมาก่อนสิ อย่างที่สอง การเล่นระนาดของเรา ดูก๊องแก๊ง แม้นว่าไปนั่งตีให้คนเอาสตางค์มาใส่ เชื่อว่าคนจะผ่านแล้วไปให้ระนาดรางอื่น เพราะว่าตีไม่เป็นสับปะรด แม้นจะเป็นเช่นนั้น แต่ยังช่วยแนะให้ เพราะใจเราชักจะเทไปแล้ว ถึงจะยังไม่เห็นบท

ก่อนเขาจะส่งบทมา ผมได้มีการเตรียมตัว นี่ขนาดว่าไม่เล่น (หัวเราะ) เตรียมตัวเงียบๆโดยฝึกตีระนาด เพลงที่สำคัญที่สุดคือเพลงแสนคำนึง เอาเทปเปิดตีซ้อม พอเขาส่งบทมา เฮ้ย ชักดี ยิ่งอ่านยิ่งสนุก แต่ยังปรามาสว่าจะทำอย่างไร ฉากเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน แต่สังข์เชื่อว่า ๗๐ - ๘๐% น่าจะทำได้ ก็เลยรับเล่น ส่วนตอนรีสเตจนั้น เมื่อแรกตัวเองยังไม่มั่นใจเพราะเชื่อว่าอาจติดงานอื่น ไม่กล้ารับปาก แถมเป็นโรคเบื่อง่าย กับข้าวกินตอนเช้าอร่อย แต่อย่ามาวางมื้อต่อไปนะ ไม่กินแล้ว ทว่าสำหรับโหมโรง รู้สึกว่าควรเล่น เพราะเป็นชีวิตเราเองแล้ว เราอยากขึ้นไปเล่นจังเลย แล้วเราจะทำร้ายตัวเองทำไม ทำไมไม่กินกับข้าวเมื่อเช้านี้อีกรอบล่ะ มันอร่อยก็กินสิ"

นการทำงานย่อมมีทั้งเรื่องราวที่โหดหินและเรื่องราวที่สุดแสนประทับใจควบคู่กัน สำหรับละครเวที โหมโรง เดอะมิวสิคัล เมื่อพูดถึงส่วนที่ยากคงหนีไม่พ้นการบรรเลงระนาดกันสดๆ

"ที่ยากเป็นพิเศษก็ตีระนาดเนี่ยแหละ วันที่เราซ้อมตีอยู่ที่บ้าน ทางทีมงานได้เอาบทมาให้ เขาเดินมาหยุดยืนฟังอยู่หน้าบ้านผม เหมือนกับฉากในโหมโรงที่ท่านครูตีระนาด แล้วพันโทวีระเดินออกจากบ้านแล้วเสียงระนาดดังขึ้นเลยหยุดยืนฟัง ในละครเขาเดินออก แต่ในชีวิตจริงทีมงานเขาเดินเข้า ผมกำลังตีระนาด แต่ไม่รู้พวกเขามากันด้วย วันนั้นคือตีเล่นๆแต่ชักเนียนนิดๆแล้ว เสียงออดดังขึ้น อ้าว! มาทำไมกัน ทีมงานบอกพวกเขามานานแล้ว แต่รอฟังเพลงผมเล่นจนจบ ต้องฝากขอบคุณถึงทีมงานเหล่านั้น เพราะหูไม่ถึงจึงบอกกันว่าไพเราะเสียเหลือเกิน ถ้าหูถึง จะรู้ยังไม่เพราะ (หัวเราะ)

จุดที่ประทับใจในการแสดงโหมโรงนั้น ผมชอบฉากสุดท้ายที่แสดงมากที่สุด เป็นฉากที่โต้เถียงกันระหว่างท่านครูกับพันโทวีระ ในตอนแรกคลำทางทั้งคู่ ไม่ใช่เล่นไม่ถูกนะ แต่มันมีร้อยตัวเลือก ไม่รู้จะเอาอย่างไรให้พอดี พอเป็นฉากโต้เถียงกันเราก็เล่นอย่างเอาชนะในตอนแรก แต่ภายหลังมันไม่ใช่ ในฉากนี้ตัวละครท่านครูจะยิงคำถามให้ผู้พันว่า หัวกระสุนของผู้พันมีตะกั่ว ระนาดของผมก็มีตะกั่วเหมือนกัน ตะกั่วในกระสุนของผู้พันมีไว้ทำลายล้างฆ่ามนุษย์ แต่ตะกั่วในผืนระนาดของผมมีไว้ปรับเสียงระนาดให้กลมกล่อมและจรรโลงใจคน ตรงนี้เราต้องรู้สึกถึงความเมตตา ตัวผู้พันไม่เข้าใจเราต้องทำให้เขาเข้าใจ แค่ฉากนี้ฉากเดียวเราสามารถคุมทั้งเรื่องว่า ที่ผ่านมาต้องการสื่ออะไร เป็นฉากที่ผู้ชมลุกขึ้นยืนปรบมือให้ น่าจะเป็นเรื่องที่ ๒ ของผมตั้งแต่เล่นละครเวทีมา"

กระแสตอบรับของละครเวทีในครั้งแรกที่จัดแสดงเรียกว่าเป็นที่ชื่นชอบของคนดูเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดการรีสเตจขึ้นอีกครั้งในเวลาไม่นาน

"กระแสตอบรับดีมาก เห็นจากโซเชียลหรือข้อความต่างๆ แม้แต่ศิลปินรุ่นใหญ่ คุณสวลี ผกาพันธุ์ ท่านก็ได้ชมมา โดยเฉพาะชมถึงตัวเรา ศิลปินแห่งชาติตัวเล็กๆ มา ๔ - ๕ หัวข้อ เช่น ด้านการแสดง ด้านการใช้น้ำหนักเสียง ด้านการตีระนาด และด้านการร้องเพลง โดยท่านลงท้ายด้วยคำว่า นี่คือฝีมือศิลปินแห่งชาติ เรารู้สึกว่าสิ่งนี้คือความสำเร็จของโหมโรงที่ได้ช่วยกันทำมา"

สำหรับสิ่งที่ปรับเปลี่ยนในรอบรีสเตจนั้น ผู้รับบทหลวงประดิษฐไพเราะคนนี้กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ปรับอะไรเพิ่มเป็นพิเศษ ยังคงรักษาคุณภาพในแบบเดิมไว้อย่างครบถ้วน จะมีเพียงการเพิ่มเติมเล็กน้อย เช่นเรื่องของ บล็อกกิ้ง มูฟเม้นท์ เพื่อให้เรื่องดำเนินไปอย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงคุณค่าและเสน่ห์ของละครเวที โหมโรง เดอะมิวสิคัล ในมุมมองของศิลปินแห่งชาติและนักแสดงคนหนึ่ง สุประวัติกล่าวว่าละครเวทีเรื่องนี้มีส่วนทำให้ผู้คนรู้จักและรักในดนตรีไทยมากขึ้น

"สำหรับละครถ้าตัวเรื่องดี คนจะรู้สึกว่าต้องไปดู แม้จะไม่ได้ไปดูเพราะมีดนตรีไทย แต่สิ่งที่เขาได้กลับมานอกจากเรื่องแล้ว ยังได้รู้ว่าดนตรีไทยดีอย่างนี้นี่เอง ความไพเราะเพราะพริ้ง ความยากของดนตรี และการต่อสู้ของนักดนตรีในสมัยก่อนเป็นอย่างไร เด็กที่ผู้ใหญ่พาไปดูจะรู้สึกอยากเล่นดนตรีขึ้นมาทันที แล้วพวกครูดนตรีไทยก็จะมีงานกันเยอะขึ้น ซึ่งผมดีใจนะ แต่เสียดายหน่อยที่ว่าพื้นที่สำหรับละครเวทีในไทยยังแคบ แม้จะดูกันเต็มโรงทุกวัน ยังแค่วันละพันกว่าคนเท่านั้น"

สำหรับคนที่เคยดูละครเวทีน้ำดีเรื่องนี้ในรอบแรกแล้ว ศิลปินอาวุโสท่านนี้เชื่อว่า แม้ไม่ต้องบอกว่ามาดูอีกเถอะ พวกเขาก็น่าจะกลับมากันอีกเพราะความดีของละครจะเป็นสิ่งดึงดูด แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยดู หรือยังลังเล อี๊ด - สุประวัติให้ความเชื่อมั่นว่า แม้จะเป็นละครที่เกี่ยวกับดนตรี แต่ความตื่นเต้นสนุกสนานไม่น้อยไปกว่าหนังแอ็คชั่นอย่างแน่นอน

"ต้องบอกถึงคนที่ยังกล้าๆกลัวๆว่า เอ๊ะ เป็นเรื่องดนตรีไทยจะสนุกได้อย่างไร ขอบอกว่าไม่แพ้ภาพยนตร์ตื่นเต้นเร้าใจ เพียงแต่เราต่อสู้ด้วยดนตรี การตัดฉากที่รวดเร็ว เนื้อเรื่องที่สนุก ความเจ็บปวด ความใสของตัวละคร และความเพราะของดนตรีไทย ไม่แพ้ภาพยนตร์ แล้วยังได้สัมผัสถึงความสดของละครเวที ประชันระนาดกันสดๆต่อหน้าผู้ชม นี่คือลูกหลานไทยที่เขาตีกันได้จริงๆ โดยเฉพาะพระเอกของเรื่อง (กรกันต์ สิทธิโกเศศ) เขาตีได้ขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วขนาดนั้นคือขนาดไหน สรุปง่ายๆ นักแสดงในเรื่องผู้กำกับฯเขาใช้นักดนตรีแทบจะทุกสำนักในเมืองไทย เอามาแสดงละคร แม้กระทั่ง เอ๋ เชิญยิ้ม พอรู้ว่าเล่นดนตรีได้เขาก็ดึงมา พอฉากพระเอกเดี่ยวระนาด นักดนตรีเหล่านี้ถึงกับออกปาก พ่อ ผมกลัวเจ้านี่แล้วแหละ ทั้งๆที่แต่ละคนเล่นระนาดกันมือหนึ่งมือสองมาแล้ว ความสนุกจึงอยู่ตรงนี้ คือความสดที่ท่านจะได้เจอ และสบายใจได้ว่าเข้าไปดูแล้วจะไม่ผิดหวัง"

ติดตามและให้กำลังใจการแสดงที่มากด้วยฝีไม้ลายมือของ อี๊ด - สุประวัติ ปัทมสูต ในบทหลวงประดิษฐไพเราะ ได้ใน โหมโรง เดอะมิวสิคัล รีสเตจ เริ่มแสดงตั้งแต่วันที่ ๖ - ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ติดต่อซื้อบัตรได้ทาง Thaiticketmajor ทุกสาขา โทร.๐-๒๒๖๒-๓๔๕๖ หรือทาง www.thaiticketmajor.com