กนกลายโบตั๋น (ศรีฟ้า ลดาวัลย์)

ชวนอ่านวรรณกรรม

"ความฝันก็คือสิ่งที่เราพบมัน

ในเวลาครู่เดียว เหมือนนอนหลับแล้วฝันไป

พอตื่นมาก็หายหมด..."

หากวันหนึ่ง เราตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า บ้านก็ไม่ใช่ของเรา ทรัพย์สินที่เคยมีก็ไม่มี คู่ครองก็อาจต้องแยกย้ายกัน แม้ไม่เต็มใจ สุดท้ายญาติพี่น้องที่รัก พ่อแม่ที่เคารพ ก็ต้องห่างหาย แล้วเราจะทำอย่างไร และหากการต้องเสียสละ พลัดพราก (อาจเพียงชั่วคราว) จะทำให้ "ความเป็นชาติ" ของเราเข้มแข็ง มั่นคง ความสุขที่หายไปอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่มีอนาคตของชาติเป็นเดิมพัน!

ปักกิ่ง

เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๘

กราบเท้า คุณแม่ที่รักและเคารพ

เป็นเวลาห้าหกปีแล้ว ที่ลูกไม่มีโอกาสติดต่อคุณแม่เลย พอดีมีคณะคนไทยเดินทางมาที่นี่ ลูกจึงได้ฝากจดหมายมากราบเท้า ลูกไม่ทราบว่าคุณแม่ได้ข่าวเรื่องน้ารุ่งตายหรือเปล่า ถ้ายังไม่ทราบลูกก็ขอเรียนให้ทราบเสียเลย น้ารุ่งตายแล้วค่ะ ตอนนั้นเกิดวุ่นวาย มีการต่อสู้กันตลอดเวลา บังเอิญกระสุนปืนมาถูกน้ารุ่งเข้า นั่นเลยเป็นเหตุให้ลูกกลับมาเมืองไทยไม่ได้ แต่ถึงกลับได้ ลูกก็คงไม่สมัครใจกลับอยู่ดีนั่นแหละค่ะ

ลูกต้องรีบเขียนจดหมายฉบับนี้ เพราะกว่าจะได้พบท่านที่ลูกฝากจดหมายมานี้ ก็เป็นวันสุดท้ายพอดี และทางนี้ก็กวดขันไม่ให้ติดต่อด้วย ขอกราบเรียนในสุดท้ายนี้ว่า ลูกแต่งงานแล้ว ลูกเขยของคุณแม่ชื่อ วูซูเหลียง และเวลานี้แม่กำลังมีหลานตัวเล็กๆ ชื่อ วูซูหลิน ค่ะ

ลูกขอกราบมาแทบเท้า หากไม่ตายเสียก่อน คงได้มีโอกาสกราบเท้าคุณแม่จริงๆ

ริมทอง

(ลูกมีชื่อจีนว่า ซูหลาน)

จากจดหมายฉบับประวัติศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้ "หม่อมริ้วทอง" ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อหลานสาวคนเล็ก "วิภาดา" บอกว่า เธอจะ "ไปเที่ยวเมืองจีน"

หม่อมริ้วทองในวัยสาวนั้น เธอสวยทันสมัย และร่ำรวยด้วยทรัพย์สิน ด้วยบิดาค้าขายจนได้รับบรรดาศักดิ์ แม้จะเป็นชาวจีน แต่ก็มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและพระมหากษัตริย์ของไทย เมื่อนางสาวริ้วทองได้สมรสกับเจ้านายชั้นหม่อมเจ้าก็ยิ่งเป็นการย้ำว่า ความแตกต่างระหว่างเชื้อชาตินั้นสามารถผสมกลมกลืนกันได้ด้วยความรักและความเข้าใจ บุตรทุกคนจึงมีศักดิ์เป็นหม่อมราชวงศ์ และบุตรีคนสุดท้องคือ "หม่อมราชวงศ์หญิงริมทอง"

พ.ศ.๒๔๙๐ หม่อมราชวงศ์ริมทอง "ไปเที่ยวเมืองจีน" กับน้าชาย และพบรักกับชายหนุ่มผู้มีฐานะและการศึกษาดีนามว่า "วูซูเหลียง" จึงแต่งงานกับเขา และเมื่อเกิดการปฏิวัติเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ วูซูเหลียงยอมละทิ้งฐานะอันรุ่งเรือง ยอมอยู่ภายใต้กฎอันเข้มงวดของการปกครองเพื่อ "อนาคตที่ดีของชาติและประชาชน" ทั้งๆที่หากเขาจะลี้ภัยก็สามารถทำได้ด้วยฐานะอันร่ำรวยของตระกูล คุณหญิงริมทองจึงตัดสินใจร่วมชะตากรรมด้วยความเต็มใจ

และเมื่อจีนเปิดประเทศ จึงเริ่มมีคนหลากหลายจากประเทศต่างๆ เริ่มเข้าไปท่องเที่ยว และเริ่มตามหาญาติมิตรของตน

วิภาดาจึงรับปากคุณยายของเธอว่าจะพยายามตามหาหม่อมราชวงศ์ริมทอง หรือ "ซูหลาน"

เยาวชนรุ่นใหม่อาจนึกภาพไม่ออกว่า การปฏิวัติของจีนคืออย่างไร และกฎอันเข้มงวดนั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด เพราะปัจจุบันนี้จีนคือประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล และเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ตลอดจนผู้คนที่อพยพออกมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้วไปตั้งรกรากทำมาหากินในประเทศใหม่ๆ ต่างก็ร่ำรวยด้วยความขยันขันแข็ง มีอิสรภาพเสรีที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ทั่วโลก

แต่ทว่าเรื่องราวที่ "ศรีฟ้า ลดาวัลย์" นำเสนอในรูปของนวนิยายเรื่อง "กนกลายโบตั๋น" นี้ ได้นำสถานการณ์ช่วงที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆมากล่อมเกลาเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็น "ความรัก" ในแง่มุมต่างๆ รวมทั้งความเสียสละอดกลั้นของบุคคลอันได้รับการหล่อหลอมจากแบบพิมพ์เดียวกัน ด้วยอุดมการณ์เดียวกัน แต่ทว่า...ความคิดฝันก็ยังเป็นเสรีที่น่ายกย่อง ก็คือในเสรีภาพนั้นยังมีจิตสำนักอันมั่นคงอยู่ว่า ควรใช้เสรีภาพอย่างไร เพียงใด และเพื่อสิ่งใด เพราะ "เสรีภาพ มิใช่การตามใจ"

"กนกลายโบตั๋น" จึงเป็นนวนิยายที่สะท้อนภาพของการเมือง สังคม และการปกครองที่เข้มข้นด้วยกติกาบางอย่างที่ผู้นำเลือกแล้วว่าจะนำพาประเทศไปสู่จุดหมายใดๆ และนำผู้อ่านไปพบกับบทสรุปอันลงตัวของหัวใจที่อุ่นละไมด้วยไอรักอันงดงาม