"ฟอนต์ไทย" เสน่ห์เส้นสายลายอักษร

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

องค์ประกอบสำคัญในการผลิตหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆ นอกจาก "สาร" หรือว่าเนื้อหา "ตัวอักษร" ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในฐานะตัวกลางที่ใช้ในการถ่ายทอด "สาร" จากผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยีการผลิตตัวอักษรจึงถูกพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเรื่อยมา จนถึงยุคปัจจุบัน การพิมพ์ตัวอักษรได้กลายมาเป็นตัวพิมพ์ดิจิทัล หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆว่า "ฟอนต์" (font)

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มตันการพิมพ์ตัวอักษรในประเทศไทย เริ่มจาก นายแพทย์ แดน บีช แบรดลีย์ หรือ หมอบรัดเลย์ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ ได้ก่อตั้งโรงพิมพ์ และจัดพิมพ์หนังสือด้วยตัวพิมพ์ไทยเป็นครั้งแรก แทนการคัดลอกด้วยลายมือ

ทั้งนี้ ก่อนยุคของหมอบรัดเลย์นั้น การพิมพ์และการหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยมีขึ้นแล้ว แต่ทำกันที่ต่างประเทศ ในช่วงแรกที่หมอบรัดเลย์รับจ้างพิมพ์เอกสารราชการก็ได้ใช้ตัวพิมพ์ชุดนี้ ก่อนจะหล่อตัวพิมพ์ขึ้นเองในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๔ ซึ่งมีความสวยงามกว่า และมีขนาดเล็กกว่าที่เคยสั่งหล่อจากสิงคโปร์ สิ่งพิมพ์ชิ้นแรกที่ใช้ตัวพิมพ์หล่อในประเทศ คือ คัมภีร์ ครรภ์รักษา ผลงานของหมอบรัดเลย์เอง ต่อมาได้มีการพัฒนาตัวพิมพ์ให้สวยงามขึ้น นำมาสู่ "บรัดเลย์เหลี่ยม" ตัวพิมพ์รุ่นถัดมา ซึ่งสันนิษฐานว่าใช้ต้นแบบจากลายมือแบบอาลักษณ์ที่พบได้ในสมุดข่อยยุคต้นรัตนโกสินทร์ และ "บรัดเลย์โค้ง" ที่ใช้สำหรับพาดหัวในหนังสือพิมพ์

การแกะตัวพิมพ์ถือเป็นงานศิลปะรูปแบบหนึ่ง เพราะในการออกแบบตัวพิมพ์ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างของตัวอักษรบางอย่างเพื่อให้แกะง่ายขึ้น เช่น ดัดตัวให้ตรง มีรูปทรง มีสัดส่วนที่แน่นอน และมีการหักมุมที่เที่ยงตรงแบบเรขาคณิตเพื่อความเป็นระเบียบ จึงเรียกได้ว่าตัวพิมพ์บรัดเลย์เป็นการสร้างมาตรฐานของอักษรไทย และเป็นการวางรากฐานสำคัญให้แก่ตัวพิมพ์ไทยในภายหลัง

ตัวพิมพ์ ได้ผ่านการปรับปรุงมาตลอดหลายร้อยปี จนกลายมาเป็นตัวพิมพ์ดิจิทัล หรือฟอนต์ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีการพิมพ์ครั้งสำคัญ โดยฟอนต์ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาและออกแบบให้มีความสวยงาม หลากหลาย ทั้งยังสื่อถึงอารมณ์ของสารได้ตรงตามที่ต้องการมากกว่าเดิม เกิดเป็นศาสตร์ของการออกแบบฟอนต์ (Typography) และเหล่านักออกแบบฟอนต์ (Typographer) กลุ่มคนผู้หลงใหลในตัวอักษรขึ้น

ไพโรจน์ ธีระประภา นักออกแบบฟอนต์รุ่นแรก ที่เคยฝากผลงานการออกแบบตัวอักษรให้กับภาพยนตร์ไว้หลายเรื่อง อาทิ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ฟ้าทะลายโจร หมานคร และเปนชู้กับผี รวมทั้งยังได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาเรขศิลป์ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๗ โดยกระทรวงวัฒนธรรม และ ธีรวัฒน์ พจน์วิบูลศิริ หนึ่งในผู้ออกแบบ ๑๓ ฟอนต์แห่งชาติ ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา "ทีเอช จักรเพชร" ร่วมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี และไพโรจน์ พิทยเมธี ได้รวมตัวกันออกแบบฟอนต์ไทยเพื่อคนไทย ภายใต้ชื่อกลุ่ม เซียมไท้ (siam type)

ธีรวัฒน์ : "ตอนเด็กๆ ผมชอบตัวอักษรไทย ชอบเขียน ชอบอ่าน ชอบวิชาภาษาไทย ชอบประวัติศาสตร์ แล้วก็ชอบดูพวกป้ายชื่อร้านเก่าๆด้วย พอมาเรียนศิลปะได้มาทำวิทยานิพนธ์การออกแบบตัวอักษร ซึ่งผมเป็นคนเดียวในรุ่นที่ทำ ตอนนั้นทั้งเครื่องมือและความรู้มีน้อยมาก เรียกว่าซื้อหนังสือมาเรียนด้วยตัวเองเลย ภายหลังได้ประกวดออกแบบฟอนต์แห่งชาติ และมารู้จักกับพี่โรจน์ (ไพโรจน์ ธีระประภา) ที่เป็นวิทยากรในงานนั้น ก่อนหน้าชอบงานพี่โรจน์อยู่แล้ว เพราะเป็นสไตล์ย้อนยุคแบบที่เราชอบเหมือนกัน"

ไพโรจน์ : "เป็นความบังเอิญอย่างหนึ่ง ผมกับพจน์ (ธีรวัฒน์ พจน์วิบูลศิริ) ทำฟอนต์จากการมั่วเหมือนกันทั้งคู่ ผมเริ่มมาจากทำงานออกแบบสไตล์ย้อนยุค แล้วมีหนังไทยเรื่องหนึ่งกำลังจะสร้างขึ้นด้วยสไตล์ย้อนยุคจัด เขาให้เราช่วยออกแบบตัวอักษรของชื่อหนัง ตอนนั้นไม่มีฟอนต์ที่เป็นสไตล์ย้อนยุคจริงๆ ผมเลยวาดมือทีละตัว แล้วก๊อบปี้ตัวอักษรมาจัดเรียงจนเป็นคำ เป็นประโยค เครดิตท้ายเรื่องผมก็เรียงทีละตัวด้วยมือ มันทั้งทรมานและหนักหนาสาหัส จึงเกิดความคิดอยากให้พิมพ์ออกมาได้เลยเป็นข้อความยาวๆ จึงเสนอเป็นหัวข้องานวิจัยปริญญาโทที่กำลังศึกษาอยู่พอดี ตอนนั้นผมยังทำแบบงูๆปลาๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง ฟอนต์ฟ้าทะลายโจรเลยยังมั่วอยู่ แต่ความไม่สมบูรณ์กลับกลายเป็นลักษณะพิเศษไป

หลังจากทำฟอนต์ฟ้าทะลายโจรแล้ว ยังมีความสงสัยเหลืออยู่ เราอยากรู้ว่าแล้วฟอนต์ที่เป็นลายมือล่ะจะทำได้ไหม เลยทดลองต่อ จนกลายมาเป็นฟอนต์ที่ชื่อ 'โรจี้' ซึ่งเป็นลายมือของผมเอง ช่วงแรกผมแจกฟรีให้พี่น้องในวงการนักออกแบบ สถานการณ์ในวันนั้นเราขาดแคลนฟอนต์ที่มีอารมณ์หลากหลาย ไม่มีคนทำ การแจกของเราเป็นการหาพวกไปในตัว พอเราแจกไป เขาเป็นมิตรกับเรา เราจะแจกคู่มือการทำฟอนต์ที่ผมบันทึกไว้ ชักชวนลองมาทำฟอนต์ลายมือสิ ไม่เครียด ไม่ต้องระเบียบมาก เป็นการยุ พอทุกคนทำจริงจะรู้ว่าไม่ง่ายหรอก แต่เรามีกลยุทธ์ในการหลอกเขาว่าง่าย" (หัวเราะ)

ความยากของการทำฟอนต์อยู่ที่ปริมาณตัวอักษรที่ต้องดูแลซึ่งมีจำนวนมาก โดยเฉพาะตัวอักษรไทยที่มีทั้งพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ซึ่งต้องออกแบบให้ทั้งหมดนั้นรวมกันแล้วออกมาสวยงาม

ไพโรจน์ : "อักษรไทยมีเยอะ ทั้งพยัญชนะ วรรณยุกต์ แล้ววรรณยุกต์ยังมีระดับที่ไม่เหมือนกัน มีสูง กับสูงมาก เช่น ก.ไก่ ใส่ไม้โท แล้วทีนี้ไม่ได้มีแค่นั้น ยังมี ก.ไก่ สระอี แล้วไม้โทเพิ่มเข้าไปอีก และไม่ได้มีแค่ ก.ไก่ ยังมี ป.ปลา สระอี บนตัว ป.ปลา ต้องกระเถิบมาข้างหน้าหน่อย เพราะจะติดหาง ป.ปลา ที่ต่อยาวขึ้นมา พอ ป.ปลา สระอี แล้วยังมีไม้เอกอีก ก็ต้องกระเถิบอีก จะเอาไม้เอกที่ใส่สำหรับ ก.ไก่ มาใส่ตำแหน่งเดียวกับ ป.ปลา ไม่ได้ เพราะจะไปทับกับหาง ป.ปลา ปริมาณตัวอักษรจึงเยอะมาก จำนวนชั้น (layer) ก็เยอะด้วย และต้องจัดให้ดูดีทุกคำที่จะเกิดขึ้น ยิ่งต้องใส่ใจ อีกทั้งยังมีเรื่องของเส้น คุณอาจจะคิดว่ามันเท่ากัน แต่ที่จริงเส้นตั้งกับเส้นนอนจะไม่เท่ากัน ถ้าเส้นตั้งหนาเท่านี้ จับมาวางนอนจะดูหนาขึ้น ต้องใช้ศาสตร์การลวงตาแบบเดียวกับสถาปนิกที่ว่าคานต้องบางกว่าเสา

คนที่เรียนการออกแบบฟอนต์จะมีเนื้อหาที่เรียกว่า type anatomy เขาจะวิเคราะห์โครงสร้างอวัยวะหรือชิ้นส่วนต่างๆของตัวอักษร โดยมีชื่อเรียก ลำตัว แขน ขา เหมือนอวัยวะคน จะวิเคราะห์ว่าตัวอักษรแต่ละตัวจะงอกออกมายังไง จะเลื้อยไปตรงไหน ความกว้างความหนาควรเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับการตีความของนักออกแบบแต่ละคนด้วย แต่สำหรับผมชอบเปิดโอกาสให้ตัวเองละเมิดการคาดเดาเหล่านั้น"

สำหรับฟอนต์ที่นักออกแบบทั้งสองลงความเห็นว่าโหดหินที่สุด เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ฟอนต์ที่ใช้ในการอ่านหนังสือ หรือ font text นอกจากปริมาณตัวอักษรที่ใช้มีจำนวนมากแล้ว ยังต้องออกแบบให้อ่านง่าย สบายตา ไม่เครียด รวมทั้งคำนึงถึงการออกแบบอย่างไรไม่ให้เปลืองหมึกพิมพ์ หรือเปลืองหน้ากระดาษด้วย ซึ่งยุ่งยากกว่าฟอนต์ที่ออกแบบหวือหวา ไว้พาดหัวตัวโตๆ หรือที่เรียกว่า font display

ทว่ายังมีบางความเห็นที่มองว่าตัวอักษรไทยเขียนออกมาแล้วไม่สวย ไม่ทันสมัยเท่าภาษาอังกฤษ นักออกแบบฟอนต์ผู้หลงใหลในความเป็นไทยทั้งสองมองว่าอยู่ที่ฝีมือของผู้ทำมากกว่า

ธีรวัฒน์ : "ผมว่าอาจจะอยู่ที่รูปลักษณ์ของฟอนต์ที่ออกแบบมาไม่สวยอยู่แล้ว พอเอามาพิมพ์ก็เลยอาจจะไม่สวยเท่าภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ต้องแล้วแต่รสนิยมด้วย"

ไพโรจน์ : "ผมว่าคนทำต้องใช้ความละเอียดลออในการจัดวาง ไม่ใช่เครื่องมาแบบไหน เราก็ฝากให้มันทำ เราต้องเป็นคนควบคุมมัน ตัวอักษรไทยจริงๆแล้วสวย ฝรั่งเขาอยากจะจัดวางผังหน้าสิ่งพิมพ์ด้วยภาษาไทย เพราะเห็นว่ามันสวย ท้าทาย อยากทำ แต่ไม่มีโอกาส แต่คนไทยบางส่วนกลับจะเอาภาษาฝรั่ง เพราะดูว่า คูลกว่า (หัวเราะ) ผมมองว่าถ้าคนทำใส่ใจในงาน ไม่ชุ่ย งานทุกงานจะออกมาสวยได้เหมือนกันหมด"

แม้ว่าการทำฟอนต์จะต้องใช้ทั้งความประณีต และอดทนอยู่ไม่น้อย แต่นักออกแบบฟอนต์ทั้งสองต่างไม่หยุดที่จะให้สร้างฟอนต์ชุดใหม่ออกมาอยู่เสมอๆ จึงอดถามไม่ได้ว่า อะไรคือเสน่ห์ของเส้นสายลายอักษรที่นักออกแบบทั้งสองหลงใหล

ธีรวัฒน์ : "ภาษาไทยอย่างที่รู้ว่ามีตัวอักษรเยอะ ทั้งสระบน สระล่าง ถึงแม้จะยาก แต่ยิ่งยากก็ยิ่งภูมิใจ"

ไพโรจน์ : "มันเป็นเรื่องของความหลงใหลนะ เป็นความสวยงามที่เกิดขึ้นจากความใส่ใจ เราได้ข้อความมาสั้นๆ แล้วต้องมาทำให้มันออกมาสวยด้วยตัวอักษร ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย แค่ตัวอักษรเท่านั้น ยกตัวอย่างข้อความ 'ทรงพระเจริญ' จะทำอย่างไรให้สวยไม่ซ้ำกับที่เห็นอยู่เต็มท้องตลาด ถ้าเราทำด้วยความใส่ใจจนสำเร็จ ออกมาสวยงามต่อหน้าต่อตา และผู้คนยอมรับ ก็ถือเป็นรางวัลให้กับเราแล้ว"

(ข้อมูลอ้างอิง : http://www.sarakadee.com/feature/2002/09/thaifont_2.htm)