สินจัย ฉัตรชัย นพพล พงษ์พัฒน์

ตะวันชายบ่ายคล้อย
ช่างภาพ: 

เมื่อใดที่เขียนถึงดาวค้างฟ้า ใจก็ประหวัดถึงเขาเหล่านี้ สินจัย ฉัตรชัย นพพล และพงษ์พัฒน์

ในฉบับที่แล้วเขียนถึงดาราที่เปล่งประกายสุกใสประดับวงการในขณะนี้ ว่าในความสำเร็จงดงามมีหลายอย่างที่เขาต้องยอมรับในฐานะคนของประชาชน ในสถานภาพของความเป็นดารา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคาดหวังจากสาธารณชน การดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อมเต็มที่อยู่เสมอ ความเป็นส่วนตัวที่หายไปจากชีวิต เพราะไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็อยู่ในสายตาของผู้อื่นที่พร้อมจะมีความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ตัดสินผิดถูกเสมอ ได้รับความรัก ความชื่นชม และความสำเร็จ แต่ก็ผันแปรไม่คงที่ กลายเป็นความจืดจาง คลายรักคลายหลง ลืมเลือน ห่างหาย ไม่อยู่ในกระแสอีกต่อไป นี่คือสัจธรรมของคนทำงานอิสระ ในสายวิชาชีพที่อยู่เบื้องหน้าในวงการบันเทิง ยิ่งสูงยิ่งหนาว ดังได้ก็แผ่วได้และดับได้

จึงน่าสนใจติดตามว่าอะไรทำให้ สินจัย ฉัตรชัย นพพล พงษ์พัฒน์ และอีกหลายๆคนที่ไม่ได้เอ่ยถึงในที่นี้ เช่น นิรุตต์ มยุรา จินตะหรา เพ็ญพักตร์ รักษาความนิยมไว้ได้เนิ่นนาน และคงอยู่เป็นดาวค้างฟ้าประดับวงการ

คำตอบสั้นๆ น่าจะอยู่ที่ความเป็นมืออาชีพของเขาเหล่านั้น เบื้องหลังพรมแดงและแสงแฟลชวูบวาบนั้นคืองานหนัก การอดหลับอดนอน ถ่ายทำแต่เช้ามืด ข้ามวันข้ามคืนถึงอีกวันรุ่งขึ้น การเลือกรับงานหรือการไม่มีสิทธิ์เลือกรับงาน การทุ่มเททำทั้งสิ่งที่อยากทำและไม่อยากทำ การใช้ร่างกายและอารมณ์อย่างหนักในการถ่ายทำ การแบกรับความคาดหวัง และความไม่แน่นอนของผลสำเร็จ

สินจัย เปล่งพานิช เข้าวงการตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๔ ด้วยการถ่ายแบบให้กับนิตยสารสกุลไทย ก่อนหน้านั้นเป็นนางงามสงกรานต์ของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ เข้ารอบประกวด Miss Young International และเป็นนางแบบรูปร่างสูงโปร่งของห้างไทยไดมารู เริ่มงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกเมื่ออายุเพียง 16 ปี แสดงนำคู่กับฉัตรชัยและพิศาล เรื่องสายสวาทยังไม่สิ้น ต่อมาได้แสดงร่วมกับ โจวเหวินฟะ จากนั้นงานภาพยนตร์ก็ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ และคว้ารางวัลทั้งนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากเรื่องนวลฉวี และเรื่องเพลิงพิศวาส ซึ่งในที่สุดแล้ว สินจัยได้รับรางวัลจากทุกองค์กรก็ว่าได้ ทั้งรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง รางวัลสุพรรณหงส์ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ฯลฯ

สินจัย ครองวงการอยู่นานถึง ๓๔ ปีแล้ว ยังไม่มีทีท่าจะเลิกราห่างหาย เธอยังคงทำงานอย่างมีคุณภาพ และได้รับบทที่โดดเด่นเหมาะสมตลอดเวลา ทั้งบนเวที ในภาพยนตร์ และในโทรทัศน์ ชื่อของเธอคือหลักประกันคุณภาพของทุกงานที่รับทำ

สำหรับฉัน ฉัตรชัย เปล่งพานิช คือ ตี๋ใหญ่ จากละครโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๒๘ เห็นภาพเขาเป็นตี๋ใหญ่ ใส่แว่นดำอยู่ในใจ และท้ายรถบรรทุกเสมอ ภาพลักษณ์ของเขาคือพระเอกนักบู๊ที่สามารถเข้าสู่บทบาทที่หลากหลายได้ ด้วยท่าทีง่ายๆ สบายๆ ราวกับไม่ต้องใช้ความพยายามสักเท่าใด เขาได้รับบทที่ดี โดดเด่นทั้งในภาพยนตร์ และโทรทัศน์เรื่องต่างๆ เช่น ระย้า สารวัตรเถื่อน สาละวิน นอกจากบทบู๊แล้ว เมื่อรับบทเป็นท่านชายพจน์ปรีชา ในเรื่องปริศนา (๒๕๓๐) ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี เป็นคุณเปรม ในเรื่องสี่แผ่นดิน (๒๕๓๔) เป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ในภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท ก็โดดเด่น จะเห็นว่าเขาแสดงอย่างเป็นธรรมชาติ และพลิกบทบาทได้หลากหลาย ไม่น่าแปลกใจว่าเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตลอดเวลา และได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากทุกองค์กรตลอดช่วงระยะเวลา ๓๔ ปี จนถึงปัจจุบัน ทั้งรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สุพรรณหงส์ ชมรมวิจารณ์บันเทิง โทรทัศน์ทองคำ และรางวัลเมขลา

เขาเลือกรับงานแสดงและขยายบทบาทเป็นผู้จัดและผู้กำกับฯที่มีผลงานละเอียดประณีต

นพพล โกมารชุน เป็นนักแสดงโดยสายเลือด มีทั้ง อา พ่อ และแม่ (เสน่ห์ - เสนอ โกมารชุน และจุรี โอศิริ) ที่เป็นนักแสดง นักพากย์ผู้มีชื่อเสียง เมื่อครั้งศาลาเฉลิมกรุงปรับปรุงเสร็จใหม่ๆ เขาพาฉันเดินชมสถานที่พร้อมทั้งเล่าความหลังให้ฟังด้วยตาเป็นประกายว่า เมื่อเด็กๆมารอแม่พากย์หนัง เขาวิ่งเล่นอยู่ตรงที่ใด แอบหลับตรงไหน และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่อยู่ที่ใดบ้าง นพพลเป็นนักแสดงที่ไปร่ำเรียนต่างประเทศและเป็นนักอ่านหนังสือตัวยง จึงเป็นคนที่รู้รอบ รู้กว้าง มีความสนใจหลากหลาย มีรสนิยม และโลกทัศน์กว้างไกล คุณสมบัตินี้เหมาะกับการเป็นนักแสดง และผู้กำกับฯที่ดี

ละครโทรทัศน์ช่อง ๓ เรื่อง เก้าอี้ขาวในห้องแดง เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๗ เป็นละครที่สร้างชื่อโด่งดังให้กับเขาคู่กับ มยุรา เศวตศิลา เขาแสดงภาพยนตร์และละครอีกหลายเรื่อง มีชื่อเสียงว่าเป็นนักแสดงคุณภาพที่ "ทำการบ้าน" ตีความตัวละครโดยละเอียด ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ในฐานะนักแสดงนำชายดีเด่น จากเรื่องหงส์เหนือมังกร รางวัลเมขลา จากเรื่องสี่แผ่นดิน น้ำตาลไหม้ และสายโลหิต และรางวัลอื่นๆ อีกมาก

นพพลเป็นพระเอกนักแสดงคนแรกๆ ที่ตั้งบริษัทผลิตละคร และเป็นผู้กำกับฯ เรื่องที่สร้างชื่อให้เขาได้รับรางวัลในฐานะผู้กำกับฯ คือ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า (๒๕๓๒) โสมส่องแสง (๒๕๓๗) แม่อายสะอื้น (๒๕๔๗) เขามีผลงานอื่นๆอีกมาก และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้เขาอายุหกสิบเศษแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดสร้างสรรค์งาน เขามีวงดนตรีไทยที่นำไปแสดงตามที่ต่างๆ เคล็ดลับของเขา คือ การแสวงหาอย่างไม่สิ้นสุด

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง เข้าวงการโดยเป็นผู้ชมทางบ้านที่สมัครแข่งขันรายการเกมโชว์มาตามนัด และพลิกล็อค แล้วบริษัทเจเอสแอล มอบหมายให้แสดงละครเรื่อง เมฆินทร์พิฆาต เป็นเรื่องแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ จากนั้นพงษ์พัฒน์ไม่เคยหยุดเติบโตในวงการบันเทิง เขามีความสามารถหลากหลาย เมื่อเป็นนักร้องแนวร็อค ก็ออกเทปเพลงถึง ๗ ชุด เขาแสดงภาพยนตร์และละครเฉพาะตามบทบาทที่ต้องการรับแสดง เป็นผู้จัดละครและผู้กำกับละครและภาพยนตร์

พงษ์พัฒน์เป็นคนที่กล้าสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าพูด แล้วลงมือทำ ผลงานของเขาจึงมีสีสันน่าจับตามองเสมอ เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชาย และประกอบชายดีเด่นเป็นระยะๆ นับแต่ พ.ศ.2534 จนถึงปัจจุบัน ทั้งรางวัลสุพรรณหงส์ รางวัลจากชมรมวิจารณ์บันเทิง โทรทัศน์ทองคำ เมขลา และนาฏราช

เขามีความเป็นตัวของตัวเองสูง ได้รับการยอมรับในทุกบทบาทที่เกี่ยวข้อง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้รักการทำงานในวงการบันเทิง ทั้งหน้าฉาก และหลังฉาก

ปิดท้ายด้วยข้อสังเกตถึงดาวค้างฟ้า ๔ ท่านที่กล่าวมานี้ว่า เขาคือของจริง เขาคือคนที่ทุ่มเทชีวิตให้กับงานในวงการบันเทิง คนที่วางตัวดี ครองตัวครองใจ รักและซื่อสัตย์กับงานที่ทำ รักษาคุณภาพของตัวเอง และที่พิเศษคือแต่ละคนมีคู่ใจเคียงข้างคอยสนับสนุนให้ผลิตผลงานได้อย่างน่าชื่นใจ

ขอคารวะ