ทิพย์ธิดา ศรัทธาทิพย์ ปราณประมูล เขียน...คือวิถีชีวิต

สัมภาษณ์
ช่างภาพ: 

ปราณประมูล นักเขียนบทละครแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย นามนี้ได้พิสูจน์ฝีมือและคุณภาพมานานกว่า ๓๐ ปี เพราะฉะนั้น 'คอละคร' บ้านเรา จึงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักชื่อและผลงานภายใต้นามปากกานี้ บทละครโด่งดังในอดีตที่ผ่านมา อาทิ ปริศนา น้ำผึ้งขม สวรรค์เบี่ยง เคหาสน์สีแดง หัวใจสองภาค แก้วกลางดง กว่าจะรู้เดียงสา ช่อปาริชาต ห้องหุ่น ปราสาทมืด ตำรับรัก แม่หญิง วันนี้ที่รอคอย จอมใจ บ่วงหงส์ ใต้ร่มไม้เลื้อย เรือนศิรา คนเหนือดวง ปัญญาชนก้นครัว น้ำใสใจจริง มาลัยสามชาย เป็นต้น ส่วนผลงานปัจจุบันที่ใกล้จะเผยแพร่ออกอากาศทางทีวี ก็คือเรื่อง เจ้าบ้าน เจ้าเรือน ฯลฯ นอกจากนั้น ผลงานเขียนบทที่ได้รับรางวัล มีดังนี้ รางวัลพระสุรัสวดี บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม จากเรื่อง "๓๐๓ กลัว กล้า อาฆาต" รางวัลเมขลา ผู้เขียนบทละครดีเด่น จากเรื่อง "คนเหนือดวง" รางวัลนาฏราช บทละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยม จากเรื่อง "มาลัยสามชาย"

สิ่งที่น่าคิด เมื่อได้รับฟังเรื่องราวชีวิตและการทำงานของเธอ ทำให้ระลึกถึงถึงสุภาษิตจีนบทหนึ่ง ที่ว่า 'จงเลือกทำในสิ่งที่รัก แล้วจะรู้สึกเหมือนไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต'

ชีวิตและงานของคุณทิพย์ธิดา ก็เป็นดังเช่นสุภาษิตดังกล่าว โดยเธอเปรียบให้ฟังว่า "สมมติเหมือนเรารักการเตะบอล เตะบอลเก่งตั้งแต่เด็ก เราก็ต้องเตะบอลไปเรื่อยๆ จนขึ้นไปสู่ทีมชาติ ชีวิตและงานของดิฉันคล้ายๆอย่างนั้น ไม่มีอะไรที่ต้องพยายามหรือต้องตะกายดาว ทำอะไรก็ได้ที่ไม่เหมือนเรียน ไม่เหมือนทำงาน เหมือนเล่น มันมีความสุข"

ปราณประมูล หรือนามจริงว่า ทิพย์ธิดา ศรัทธาทิพย์ จบเอกการละคร จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นลูกศิษย์ของ 'ครูแอ๋ว' - รองศาสตราจารย์ ดร.อรชุมา ยุทธวงศ์ 'ครูช่าง' - ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ฯลฯ เธอเริ่มจากเขียนบทละครทีวีให้แก่บริษัทดาราวิดีโออยู่นานสิบกว่าปี และเคยร่วมแสดงละครอยู่บ้างเมื่ออดีต เช่นเรื่อง พระอภัยมณี ซึ่งเป็นทั้งคนเขียนบทเองด้วย แต่ช่วงหลังมานี้หันมาเขียนบทให้แก่บริษัทชลลัมพี ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านบทละครในบริษัทชลลัมพี โดยดูแลทีมเขียนบทละครพร้อมกับสร้างนักเขียนบทละครหน้าใหม่ประดับวงการโทรทัศน์ไทย และยังเป็นนักเขียนบทอิสระ

-รักในการเขียนบทละครมาตั้งแต่วัยเรียน...

ดิฉันชอบเขียนค่ะ นวนิยายก็เขียนเหมือนกัน เขียนทุกอย่าง เขียนมาตั้งแต่เด็ก ก็เขียนหนังสือในชั้นเรียนให้เพื่อนๆอ่าน เพราะธรรมชาติเป็นคนชอบเขียนอยู่แล้ว ถึงไม่มีใครจ้าง ก็คงเขียนไว้อ่านกันเอง ให้เพื่อนอ่าน งานเขียนเป็นงานที่ถูกจริตที่สุด และชอบเขียนบท เพราะว่าตั้งแต่สมัยเด็ก เป็นคนทำบทละครให้เพื่อนๆเล่นในงานโรงเรียน คือหมายความว่ามีความสุขในสิ่งที่ทำ กระทั่งกลายเป็นวิชาชีพมาจนถึงทุกวันนี้

-ครอบครัวช่วยส่งเสริมด้วยมั้ยคะ

คุณพ่อดิฉันเป็นนักอ่านมากๆ คุณแม่ก็เป็นนักอ่าน คุณแม่รับนิตยสารสกุลไทย สตรีสาร เป็นประจำ ส่วนคุณพ่อก็ชอบอ่านหนังสือแนวการเมือง และหนังสือของนักเขียนชายเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคุณพ่อเป็นเพื่อนสนิทกับคุณสุวัฒน์ วรดิลก คุณทวีป วรดิลก คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ และด้วยความที่น้องชายของคุณพ่อ ก็คือ คุณอาทนง ศรัทธาทิพย์ เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สารเสรี (พ.ศ.๒๔๙๗-๒๕๐๘) ซึ่งดังมากในสมัยนั้น จึงทำให้ทั้งคุณอาทนงและคุณพ่อมีเพื่อนเป็นนักเขียนมากมาย ท่านนักเขียนเหล่านี้ก็จะมาตั้งกลุ่มนั่งสนทนากันที่บ้านคุณพ่อเป็นประจำ ตั้งแต่ดิฉันยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น เมื่อดิฉันเกิดเติบโตมา จึงเป็นเด็กที่อ่านหนังสือผู้ใหญ่หมดเลย การอ่านการเขียนเป็นวิถีในชีวิตประจำวัน แล้วพอมาอยู่โรงเรียนราชินี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ห้องสมุดดีมาก หนังสือดีมหาศาลเลย ดิฉันหายตัวไปเป็นประจำ เพื่อนๆก็รู้ว่าไปตามดิฉันได้ที่ห้องสมุด

ดิฉันชอบอ่านนวนิยายทุกแนว ทั้งนวนิยายจีนกำลังภายใน นวนิยายนักเขียนชาย นวนิยายนักเขียนหญิง การ์ตูนญี่ปุ่น อ่านหมดทุกประเภท นักเขียนทุกคนก็เป็นนักเขียนในดวงใจ เพราะว่าดิฉันได้หยิบยืมวิธีคิดหรือถ้อยคำสำนวน การใช้ภาษา มาจากหลายๆท่าน

-คุณพ่อปลื้มที่ลูกสาวเลือกเดินสายการเขียนละครหรือไม่คะ

ไม่เลย คุณพ่อไม่อยากให้ลูกเรียนเอกละครเลย ท่านอยากให้เรียนภาษาศาสตร์มากกว่า เช่น ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ท่านอยากให้เราเป็นนักวิชาการด้านอักษรศาสตร์ พอคุณพ่อมาทราบภายหลังว่าดิฉันเลือกเอกการละคร ท่านก็อึ้ง เงียบไป แต่ทุกครั้งที่เล่นละครในมหาวิทยาลัย คุณพ่อก็จะมาดูทุกครั้ง เพียงแต่ท่านไม่อยากให้ลูกยึดเป็นอาชีพ เพราะสมัยนั้นนักเขียนหลายท่านมีรายได้ไม่เพียงพอ คุณพ่อเห็นว่าอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพที่ลำบากในการดำรงอยู่ ท่านจึงกลัวว่าลูกจะลำบาก ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นธุรกิจมากเท่ายุคปัจจุบันนี้ คนทำงานศิลปะในยุคอดีตต้องเสียสละ ต้องอุทิศชีวิตเพื่อจรรโลงงานศิลปะ แต่ว่าพอมาถึงยุคของดิฉัน มันเปลี่ยนไปแล้ว อาชีพสร้างสรรค์งานเขียนบทละคร สามารถสร้างรายได้ให้ดำรงอยู่ได้และอยู่ดีด้วย สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เป็นอาชีพที่มั่นคง ไม่ต้องพึ่งพ่อแม่

และประกอบกับว่าอาจารย์ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ท่านอยากจะเลิกเขียนบทละครแล้ว จึงส่งดิฉันซึ่งเป็นลูกศิษย์ให้เขียนแทน พอคุณไพรัช สังวริบุตร ซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณพ่อของดิฉันด้วย เห็นชื่อนามสกุลของดิฉันที่อาจารย์ชลประคัลภ์แนะนำมาให้ คุณอาไพรัชก็ขับรถยนต์มาหาคุณพ่อที่บ้าน เพื่อชักชวนให้ดิฉันเขียนบทละครโทรทัศน์ให้แก่ช่อง ๗

-นามปากกาปราณประมูลกำเนิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา

จริงๆแล้ว นามปากกาปราณประมูลเกิดครั้งแรกในนิตยสารสตรีสาร ได้เขียนเรื่องสั้นส่งไปที่สตรีสารค่ะ

-ที่มาของชื่อนามปากกา

เนื่องมาจากคุณแม่ชื่อปราณี คุณพ่อชื่อประมูล ก็เลยเป็นปราณประมูลค่ะ

-สไตล์การทำงานของปราณประมูลเป็นอย่างไรคะ

ดิฉันเป็นคนที่ค่อนข้างคิดเร็ว แต่เขียนช้า เพราะกว่าจะลงมือเขียน ต้องคิดให้ได้ก่อน ที่บอกว่าเขียนช้า เพราะว่าต้องคิดให้มันแตกต่าง ยิ่งปัจจุบันนี้ งานละครถูกผลิตออกมาเยอะแยะมากมาย มุกทุกอย่างเคยบอกเล่ากันไปหมดแล้ว วิธีบอกรักทุกอย่าง วิธีบอกเลิกทุกอย่าง เซอร์ไพรส์ทุกอย่าง เคยเกิดขึ้นในงานละครหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงต้องคิดสิ่งที่คนยังไม่เคยใช้หรือว่าแหวกแนว ฉีกออกไป ถ้าถามว่ารักษาคุณภาพยังไง ก็คือรักษาคุณภาพที่เราจะต้องยอมรับได้ ถ้าเปรียบว่าเป็นคนทำกับข้าว ก็ต้องเป็นคนทำกับข้าวที่ไม่ได้คำนึงว่านี่คือการทำขาย แต่นี่คือการทำกิน โดยทำทุกอย่างเหมือนทำกินเองที่บ้าน ลูกหลานเรากินได้ ไม่ว่าจะเป็นละครบ่าย ละครเย็น หรือละครอะไรเวลาไหนก็ตาม ถ้าเราทำเองแล้ว เราต้องกินลง หมายถึงว่ากินลงอย่างอร่อยด้วยนะ ไม่ใช่คิดลดคุณภาพ เพราะว่ามันเป็นละครหัวค่ำ ไม่เคยคิดอย่างนั้น

-มีความกดดันไหมคะ

กดดันพอสมควรค่ะ ยิ่งเขียนมานาน ยิ่งกดดัน เพราะว่าทำงานยากขึ้น ดิฉันคิดว่าไม่ใช่เฉพาะคนเขียนบทอย่างเดียว แต่เป็นทุกองคาพยพ ทั้งผู้จัดละคร ผู้กำกับฯ ตัวนักแสดงเอง ก็ใช่ว่าจะไม่กดดัน เพราะทุกคนล้วนอยากให้งานของตัวเองก้าวหน้าขึ้น พัฒนาขึ้น

-สังเกตว่าปัจจุบันนี้วงการละครเกิดการแข่งขันกันสูงมาก คนรุ่นใหม่ก็อยากเข้ามาทำงานในวงจรนี้กันมากทีเดียว

ดิฉันก็ฝึกมาหลายคนมาก ทั้งลูกศิษย์โดยในระบบและนอกระบบ สอนจับมือเขียนกันมา ถกเถียงกัน ดุด่าว่ากล่าวกันก็มี ลูกศิษย์บางคนส่งงานมาให้ช่วยตรวจก็มี ดิฉันก็ยินดีช่วยมากๆ เพราะเข้าใจดีว่าทุกวันนี้ละครกลายเป็นตลาดที่ใหญ่มาก เป็นธุรกิจที่วิ่งเป็นสงครามเลย ทุกช่องมีละครมากมาย แต่ว่าคนทำงานเท่าเดิม ดาราเท่าเดิม ผู้กำกับฯเท่าเดิม ห้องตัดต่อก็เท่าเดิม แต่ดันมีชั้นวางสินค้าเพิ่มมากขึ้นมาก ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นปัญหา ไม่ใช่คนเขียนบทอย่างเดียว เป็นปัญหาของทุกส่วน ในที่สุดอะไรที่มันเกินหรือมันเฟ้อในวัฏจักร มันก็ต้องหลุดออกไป หมายถึงว่าใครที่ไม่ใช่ของจริง ก็ต้องหลุดออกไป

คือคนใหม่ๆบางคน ถ้ารักงานนี้จริงๆ แล้วสู้กับมันจริง อย่างไรเสียวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นของจริง แต่ถ้าใครที่เข้ามาด้วยความฉาบฉวย ด้วยความรู้สึกว่าเป็นกระแส หรือเป็นอาชีพที่เก๋ไก๋ได้เงิน แต่เขาไม่ได้รักหรือไม่ได้ลึกซึ้งกับมัน ในที่สุดแล้วเขาก็ต้องเลิก เขาก็ต้องไปทำอย่างอื่นที่เขาชอบจริงๆมากกว่า เพราะพอลองเข้ามาชิมลางแล้ว พบว่ามันไม่ได้เป็นงานสวยหรู แต่มันเป็นงานหนัก ต้องอุทิศอะไรต่างๆเยอะแยะมากมาย ซึ่งเขาก็จะรู้เองว่าเขาเหมาะไหม

-มีลูกศิษย์มือเขียนบทรุ่นใหม่ที่ปราณประมูลปั้นขึ้นมาเพื่อให้เป็นตัวจริงต่อไปหรือไม่คะ

มีค่ะ เช่น ศักดิ์ชาย เกียรติปัญญาโอภาส โอ้โหปลื้มใจมาก เขาเขียนบทละครเรื่อง ลมซ่อนรัก ประสบความสำเร็จมาก ซึ่งแรกๆบทละคร ลมซ่อนรัก ยังเป็นนามปากกาปราณประมูลอยู่ แต่เผอิญดิฉันป่วย (มะเร็งเต้านม) จึงบอกกับทางผู้จัดละครว่าให้ศักดิ์ชายเขียนไปเลย ลูกศิษย์คนนี้เราปั้นมา คือเดิมเขามาเรียนเขียนบทละครกับดิฉันก่อน ศักดิ์ชายเขาจบวารสารศาสตร์ เขาถนัดทางละครเวที แต่เขาก็มาเรียนด้านบทละครโทรทัศน์ไปจากเรา ต่อมาก็เขียนบทละครคู่กับดิฉันหลายเรื่อง เราทำงานเขียนบทด้วยกันมาเป็นสิบปี เป็นนามปากกาแยกบ้าง เป็นอยู่ในปราณประมูลบ้าง แต่พอมาถึงเรื่อง ลมซ่อนรัก ก็เลยรู้ว่าฝีมือเขาแข็งละ หมายถึงเราไม่ต้องเขียนคู่กับเขาก็ได้ละ เปรียบเหมือนกับเวลาเราปลูกต้นไม้ เราต้องมีไม้ค้ำ แต่ศักดิ์ชายคือคนที่เรารื้อไม้ค้ำออกได้อย่างเต็มภาคภูมิ และก็ยังมีลูกศิษย์คนอื่นๆอีก ไม่ใช่ศักดิ์ชายคนเดียว

ถ้าดิฉันสอนใคร ดิฉันก็สอนทุกคนเหมือนกันหมด แต่ว่าเขาจะได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตัวเขา ส่วนหลักการสอนของดิฉัน ก็ไม่มีอะไรยาก คือถ้าดิฉันสอนใครทำไข่เจียว คนนั้นต้องทำไข่เจียวเป็น และต้องอร่อยด้วย แต่ถ้าสอนแล้ว คนนั้นกลับทำไข่เจียวไม่เป็น เขาก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ดิฉัน เพราะดิฉันจะสอนลูกศิษย์ให้ทำให้ได้

-คาดหวังอะไรจากนักเขียนบทละครรุ่นใหม่หรือไม่คะ

ก็คืออยากให้ทำอะไรที่เป็นรุ่นใหม่หน่อย อยากได้อะไรใหม่ๆ บางครั้งดูละคร ก็ยังมีมุกเดิมอีกละ พูดแบบนี้อีกละ ประโยคแบบนี้อีกละ ประโยคพิมพ์นิยม ฉากบอกรักพิมพ์นิยม ฉากพบรักพิมพ์นิยม ฉากอิจฉาพิมพ์นิยม รู้สึกเบื่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คาดหวังจากนักเขียนบทรุ่นใหม่ คือช่วยใหม่หน่อย นั่นแหละค่ะอย่าให้คนดูเขาเบื่อกับอะไรที่ซ้ำๆ

-บทละครที่มีลายเซ็นปราณประมูลจะต้องยึดหลักอะไรเป็นสำคัญคะ

ดิฉันเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดี ดังนั้น สิ่งที่พยายามส่งสารออกสู่สังคม ก็คือทัศนคติที่ดี แล้วก็การมีความหวัง มองโลกบวก เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่อนาคต เห็นแก่เยาวชน

-แต่ขณะเดียวกันก็ต้องปรับให้เท่าทันกับยุคสมัย

ใช่ค่ะ ดิฉันเองก็ปรับตัวอยู่แล้วทุกวี่วัน อย่างตัวเราเองก็สมาธิสั้นลงเหมือนกัน สมมติถ้าให้เขียนฉากหนึ่งยาวๆ เราก็คงเบื่อ อย่างเวลาคนส่งบทประพันธ์มาให้เลือกว่าจะทำบทละครไหม บางเรื่องอ่านไปแล้วสิบหน้ายังไม่สนุก อุ๊ย จะไหวมั้ย ซึ่งบางเรื่องเป็นงานของนักเขียนใหม่ที่เรายังไม่รู้จักมาก่อน ก็ต้องรีบอ่านอย่างรวดเร็ว หรือบางทีก็ต้องให้น้องๆในทีมย่อเรื่องมาให้อ่าน แต่ถ้าเป็นบทประพันธ์ของนักเขียนรุ่นใหญ่มืออาชีพ โครงเรื่องแน่น อย่างเช่น นวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล / "แก้วเก้า" เราก็ต้องตั้งใจอ่านให้ดี ไม่ให้พลาด

-ทราบว่าเคยได้รับรางวัลเมขลา ผู้เขียนบทละครดีเด่น จากเรื่อง "คนเหนือดวง" รางวัลนาฏราช บทละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยม จากเรื่อง "มาลัยสามชาย" ด้วย

ทั้งสองเรื่องเป็นบทประพันธ์ของผู้เขียนคนเดียวกัน คือรองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ ใช้นามปากกา "แก้วเก้า" กับ ว.วินิจฉัยกุล สงสัยดวงสมพงศ์กันค่ะ คุณหญิงวินิตาเป็นรุ่นพี่อักษรศาสตร์ แล้วก็เป็นนักเขียนที่ดิฉันปลื้มมาก ปลื้มในที่นี้ก็คือปลื้มในผลงานที่สอดแทรกทัศนคติที่ดีให้แก่สังคม และพล็อตเรื่องของคุณหญิงใหม่ตลอด เรียกว่าคุณหญิงเป็น Queen of Plot เลยทีเดียว นวนิยายของคุณหญิงพล็อตไม่เคยซ้ำ ดิฉันยังเป็นแฟนคลับของ "แก้วเก้า" / ว.วินิจฉัยกุล อีกด้วย เพราะฉะนั้น จึงรักงานของคุณหญิงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใครหรอก (หัวเราะ) การมีโอกาสได้เขียนบทละครจากบทประพันธ์ของคุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ ดิฉันถือว่าได้รับรางวัลในการทำงานแล้ว โชคดีที่ได้เขียนเรื่องดีๆ เรื่องมาดี วัตถุดิบมาดี นี่คือรางวัลแล้วค่ะ

อย่างเช่น มาลัยสามชาย ตัวละครต่างๆ ตัวผู้ร้าย โดยเฉพาะนางอิจฉาในเรื่อง เธอก็แรง 'ทองไพรำ' แล้วยังมีตัวละครผู้ชายอื่นๆที่แวดล้อมเธอ ก็แรงอยู่ เราไม่ต้องไปเพิ่มอะไรให้ฉูดฉาดอีก เพราะตัวเรื่องครบรสลงตัวที่สุดแล้ว

-อยากให้พูดถึงเรื่องใหม่ล่าสุด "เจ้าบ้าน เจ้าเรือน" จากบทประพันธ์มาสู่ละคร

เจ้าบ้าน เจ้าเรือน เป็นอีกเรื่องหนึ่งของคุณหญิงวินิตาที่มีรสชาติเยอะมากเหมือนกันค่ะ แล้วผู้กำกับฯก็ต้องครีเอทต่อยอดจากบทละครที่เราเขียน เรื่องนี้คอยชมเถอะค่ะ ดิฉันคิดว่าน่าสนใจมาก ผู้กำกับฯทำได้สนุกมาก

-ในฐานะคนเขียนบทละคร ตีความ "เจ้าบ้าน เจ้าเรือน" อย่างไรคะ

โรแมนติคดราม่า จะว่ารักโรแมนติคไม่เชิงนะ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ Realistic ด้วยซ้ำ สังเกตมั้ยว่านวนิยายที่เล่าเรื่องข้ามชาติภพ พระเอกเป็นคนโบราณ นางเอกเป็นคนสมัยใหม่ ส่วนใหญ่ผู้เขียนจะปั้นพระเอกให้เป็นผู้ชายดีงามกว่าผู้ชายในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นว่าผู้ชายในอดีตช่างดีเหลือเกิน ขณะที่ผู้ชายปัจจุบันนี้ช่างแย่เหลือเกิน แต่สำหรับเรื่อง เจ้าบ้าน เจ้าเรือน ทำให้เห็นว่าผู้ชายไม่ว่าอยู่ในยุคสมัยไหน ก็เห็นแก่ตัว ซึ่งผู้ชายสมัยนี้ยังมีโอกาสเห็นแก่ตัวในแง่ 'ผัวเดียวเมียเดียว' น้อยกว่าผู้ชายสมัยก่อนนะ เพราะว่าสังคมสมัยก่อนไม่ใช่สังคมผัวเดียวเมียเดียว ผู้ชายในอดีตถ้ามีฐานะหรือว่ามียศตำแหน่ง ส่วนมากไม่มีใครมีเมียเดียว ใครมีเมียเดียวนั้นแปลกประหลาด

อย่างวรรณคดีขุนช้าง ขุนแผน เมื่ออดีตผู้ชายอย่างขุนแผนไม่ถือว่าผิดบาปด้วยซ้ำในการที่ทำตัวอย่างนั้น แต่มาตรฐานสมัยนี้ต่างหากที่ไปตัดสินว่าขุนแผนผิด เพราะฉะนั้น เรื่อง เจ้าบ้าน เจ้าเรือน ดิฉันถึงรู้สึกว่ามันแปลก คือผู้เขียนต้องการให้เราย้อนกลับไปเพื่อเรียนรู้ธาตุแท้ของผู้ชายว่าไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน มันก็เหมือนกัน เพียงแต่สมัยก่อนมีโอกาสมากกว่าด้วยซ้ำ และก็ยังได้พบความจริงเกี่ยวกับด้านธาตุแท้ของมนุษย์ เพราะฉะนั้น เจ้าบ้าน เจ้าเรือน จึงเป็นนวนิยายที่น่าสนใจมากทีเดียว

-ขออนุญาตเรียนถามเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายบ้าง

ดิฉันก็คาดหวังว่าเราคงจะหายเป็นปกติแล้ว แต่ว่าจริงๆต้องเฝ้าระวังไปอีกห้าปี ถ้ามะเร็งไม่กลับมา จึงจะฟันธงได้ว่าหายขาด แต่ดิฉันก็เชื่อว่าตัวเองต้องหายขาดค่ะ

-การป่วยครั้งนี้ได้มาทดสอบอะไรในชีวิตคะ

ทดสอบในชีวิตว่า จริงๆแล้ว เราโคตรกลัวตาย คือคนที่พูดว่าเราจะต้องมีมรณานุสติอย่างนี้อย่างนั้น ถ้าตนเองไม่เคยเจอสถานการณ์จริง ก็จะพูดง่าย แบบพูดว่า ฉันมรณานุสติทุกวัน แล้วสอนคนอื่นใหญ่เลยนะ แต่ถ้าคุณลองมาเจอฉากเฉียดตาย หรือต้องนอนโคม่านานๆ ต้องผ่านประสบการณ์ความเป็นความตาย แล้วจะเข้าใจว่ามรณานุสติจริงๆนั้นเป็นอย่างไร มันน่ากลัวมากค่ะ การที่รู้ว่าเราอาจเฉียดตายหรือว่าอาจตายได้ เป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา

-มุมมองในชีวิตจริงกับชีวิตในบทละคร

ชีวิตจริงมันไม่มีใครกำหนดได้ค่ะ เราไม่รู้อะไรเลย แต่ชีวิตในละครมันผ่านการออกแบบและการกำหนดมาแล้วจากศิลปินผู้สร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น ดิฉันขอว่าช่วยกันเขียนนวนิยายให้คนเป็นมะเร็งหาย ไม่ใช่ว่าพอเป็นมะเร็ง ตายแน่ ร้องไห้ แล้วตอนจบก็ตาย ไม่เอาค่ะ ต้องเขียนนวนิยายให้คนเป็นมะเร็งหาย แล้วคนเป็นมะเร็งไม่ต้องกลัว ดิฉันก็จะพูดแบบนี้กับทุกคนนะคะ การทำหนังทำละครไม่ใช่การลงโทษตัวละครที่ตอนจบพอรู้ว่าใครเป็นมะเร็งแล้วต้องตาย แล้วก็มีฉากร้องไห้ ไม่ใช่ค่ะ เดี๋ยวนี้ทางการแพทย์ก้าวหน้าล้ำยุคมาก ถึงจะเป็นมะเร็ง แต่ก็สามารถรักษาหาย กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เราขอเป็นกำลังใจให้แก่เธอด้วยค่ะ และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราควรมองโลกอย่างมีความหวัง ถึงแม้โลกในชีวิตอาจจะน่ากลัวไปบ้าง แต่โลกในละครสำหรับปราณประมูลแล้ว ก็คือ การผ่องถ่ายคุณภาพทางความคิด ทัศนคติที่ดี มีความหวัง มองโลกบวก เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่เยาวชน ทั้งนี้ก็เพื่อสังคมที่สวยงามของเราทุกคนนั่นเองค่ะ