เคนเนดี้พิการที่ถูกแอบซ่อน

โรสแมรี่ เคเนดี้ น้องสาวอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โครงกระดูกในตู้ที่น่าสงสารของครอบครัวเคนเนดี้
สำรับโลก
ช่างภาพ: 

ตระกูลเคนเนดี้ของ Joseph และ Rose Kennedy นั้นเป็นที่รู้กันทั่วว่ามีลูกรวม ๙ คน มีถึง ๘ คน ที่มีบทบาทเป็นที่รู้จักกัน แต่มีอยู่ ๑ คน ที่ไม่มีใครเคยเห็นแม้แต่รูปถ่ายของเธอในตอนแรกๆ ครอบครัวปิดบังเธอมืดมิด สาธารณชนพอรู้เรื่องราวของเธอบ้างหลังจากที่พี่ชายเป็นประธานาธิบดี ทำไมเธอจึงถูกแอบซ่อนและชีวิตของเธอเป็นอย่างไร

Rosemary คือชื่อของเธอโดยเลียนแบบแม่ซึ่งมีชื่อว่า Rose โชคชะตาคนบางครั้งก็ถูกกำหนดแบบชุ่ยๆ อย่างไม่น่าเชื่อ Joe พี่ชายคนโตและ John พี่ชายคนรองซึ่งต่อมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เกิดที่บ้านโดยหมอเดินทางมาทำคลอดให้ แต่เมื่อถึงคิวเกิดของเธอหมอเกิดไม่อยู่ แต่เธอกำลังจะเคลื่อนร่างออกมา พยาบาลจึงสั่งให้แม่ไขว้ขาและบีบขาให้แน่นเพื่อคอยหมอ การกระทำเช่นนี้ถึง ๒ ชั่วโมง ทำให้เธอขาดออกซิเจน สมองบางส่วนจึงถูกทำลายไปอย่างน่าสมเพช

Rosemary เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว เป็นที่ชัดเจนเมื่อโตขึ้นว่าเธอเรียนช้ากว่าปกติ I.Q. อยู่ประมาณ ๖๐-๗๐ (ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็มีอายุสมองเท่ากับเด็กอายุ ๘-๑๒ ปี) Rosemary เกิดใน ค.ศ.๑๙๑๘ ในยุคที่คนมีความผิดปกติอย่างเธอเป็นเรื่องที่ไม่เปิดเผยกัน Rose แม่ของเธอทำเสมือนว่าเธอเป็นเด็กปกติ บุคคลนอกครอบครัวจะไม่รู้สภาพที่แท้จริงของเธอเลยเพราะถือเป็นความลับ

พ่อส่งเธอเข้าโรงเรียนที่สอนเป็นพิเศษตัวต่อตัวแบบเข้มจนเธออ่านออกเขียนได้แต่ก็ช้ากว่าเพื่อน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพี่น้องในตระกูลเคนเนดี้ที่ถูกสอนให้มีเป้าหมายในชีวิต ต้องแข่งขัน ต้องบากบั่นมานะ ฯลฯ

หนังสือชื่อ Rosemary The Hidden Kennedy Daughter (๒๐๑๕) เขียนโดย Kate Clifford ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ เล่าเรื่องชีวิตที่น่าสงสารของเธอ โดยเก็บข้อมูลจากคนดูแล พี่เลี้ยง ฯลฯ ก่อนหน้านี้ยังไม่มีการเขียนถึงเธออย่างละเอียดเช่นนี้มาก่อน

เมื่อ Joseph ไปเป็นทูตสหรัฐอเมริกาประจำอังกฤษในปี ๑๙๓๘ Rosemary ในวัย ๒๐ ปี สวยสดงดงามมากในหมู่ของสาวไฮโซฯ เธอก้าวหน้าขึ้นมากในด้านความสามารถในการใช้ภาษา ในการเข้าสังคม ฯลฯ จนเป็นที่สนใจของชายหนุ่มในแวดวงไฮโซฯอังกฤษ

อย่างไรก็ดีหลังจากพ่อเธอกลับจากอังกฤษมาพำนักในวอชิงตัน ดี.ซี. สภาพร่างกายและจิตใจของเธอก็เปลี่ยนแปลง อารมณ์ของเธอแกว่งไปมา ก้าวร้าว ควบคุมพฤติกรรมยากขึ้น ฯลฯ อาการเหล่านี้ซึ่งเชื่อว่ามาจากความสมดุลของฮอร์โมนของวัยสาวเต็มที่ของเธอหนักขึ้น

ในยุคทศวรรษ ๑๙๓๐ มีการรักษาความผิดปกติทางจิตแบบที่ Rosemary เป็นด้วยเทคนิคสมัยใหม่ของยุคนั้นที่มีชื่อว่า Lobotomy ซึ่งคิดค้นขึ้นโดยแพทย์ชาวโปรตุเกส ชื่อ Antonio Moniz ในปี ๑๙๓๕ (ได้รับรางวัลโนเบิลจากการคิดค้นนี้ใน ค.ศ.๑๙๔๙)

ในสหรัฐอเมริกา นายแพทย์ Walter Freeman เป็นมือเอกผ่าตัดสมองเพื่อรักษาด้วยวิธี Lobotomy เขาผ่าประมาณ ๓,๕๐๐-๕,๐๐๐ ราย ของกรณี Lobotomy ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีประมาณ ๕๐,๐๐๐ ราย นับจนถึงต้นทศวรรษ ๑๙๖๐ วิธีการของ Lobotomy ก็คือเจาะรูสมอง ๒ รู จากด้านบน แล้วใช้ใบมีดสอดเข้าไปตัดเนื้อเยื่อสมอง และใช้ใบมีดผ่าไปเรื่อยๆ พร้อมกับให้คนไข้ท่องบทสวดมนต์หรือนับถอยหลัง เพื่อให้รู้ว่าจะผ่าตัดไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อถึงจุดที่พูดไม่รู้เรื่องหมอก็จะหยุด

ในกรณีของ Rosemary ในปี ๑๙๔๑ นั้น การรักษาแบบ Lobotomy ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หลังการรักษาเธอพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ และมี I.Q. เท่ากับเด็กอายุ ๒ ขวบ พ่อของเธอเป็นผู้อนุญาตให้หมอผ่าตัดโดยมิได้หารือภรรยาและต้องปิดบังไม่ให้ใครรู้ว่าเธอเป็นอะไรหลังการรักษาเพราะเกรงว่าจะไปบดบังหรือทำลายอนาคตการเมืองหรือชีวิตของลูกคนอื่น Joseph เสียใจจากเหตุการณ์ "ทำลาย" ลูกครั้งนี้มาก เขาเสียชีวิตในปี ๑๙๖๙

ในยุคนั้นการป่วยโรคจิตเป็นเรื่องน่าอับอายของญาติพี่น้อง การมีสภาวะ "ปัญญาอ่อน" ยังเป็นเรื่องน่าอับอายน้อยกว่า และสำหรับ Joseph Kennedy สิ่งที่น่าอับอายมากสุดก็คือเป็นเหยื่อของ Lobotomy ที่ผิดพลาดจากการตัดสินใจ

เมื่อ Lobotomy ล้มเหลว พ่อส่งเธอเข้าโรงพยาบาลที่สร้างเป็นพิเศษเพื่อ "ฝัง" เธอไว้ แม่เธอเองไม่เคยไปเยี่ยมเป็นเวลา ๒๐ ปี ส่วนพ่อนั้นไม่ไปหาเธอตั้งแต่ปี ๑๙๔๘ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Joseph ตัดสินใจทำ Lobotomy ก็คือพฤติกรรมของเธอเมื่อเป็นสาว เธอหนีจากโรงเรียนกินนอนออกไปเที่ยวตอนกลางคืน และสามารถควบคุมเธอได้น้อยลงทุกที การเกรงว่าจะเกิดเรื่องอื้อฉาวทางเพศจนบั่นทอนอนาคตทางการเมืองของลูกชายผลักดันให้ตัดสินใจรักษา

ชีวิตของเธอถูกเปิดเผยขึ้นหลัง John ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี โดยให้ข่าวกันว่าเธอพิการ "ปัญญาอ่อน" แต่ก็ไม่เคยมีรูปของเธอให้เห็น น้องสาวของเธอที่สนิทกันมากที่สุดคือ Eunice Shriver ได้ใช้สิ่งที่เห็นจากชีวิตเธอเป็นแรงกระตุ้นการออกกฎหมายช่วยผู้พิการทางสมองหลายลักษณะ โดยเฉพาะในช่วงที่พี่ชายเป็นประธานาธิบดี

ในปี ๑๙๗๐ ซึ่งหลังจาก Lobotomy กว่า ๒๐ ปี พี่น้องก็มารับเธอกลับไปเที่ยวบ้านบ้าง และเมื่อเป็นผลดีก็เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง เธอสนุกและดีอกดีใจเพราะเธอพัฒนาขึ้นมากจนเดินได้แต่ก็ยังพูดไม่ได้ เธอใช้ชีวิตอยู่ในคลินิกพิเศษเป็นเวลายาวนานกว่า ๖๐ ปี จนเสียชีวิตเมื่ออายุ ๘๖ ปี ในปี ๒๐๐๕ ส่วน Rose แม่ของเธอจากไปในปี ๑๙๙๕ ด้วยวัย ๑๐๔ ปี

Rosemary เกิดท่ามกลางความมั่งคั่งและชื่อเสียงของครอบครัว แต่ชะตากรรมทำให้เธอเป็นคนด้อยสุดในทางสติปัญญาในหมู่พี่น้องเคนเนดี้ที่มีความสามารถสูง นอกจากนั้นเธอยังโชคร้ายที่ความด้อยได้แปรเปลี่ยนเป็นการป่วยทางจิต ซึ่งบังเอิญที่ช่วงเวลานั้นสังคมไม่ยอมรับการเจ็บป่วยเช่นนี้ พ่อแม่รักเธอมาก พยายามรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ที่ใหม่สุดของยุค แต่ก็ล้มเหลวกลายเป็นคนที่พึ่งตนเองไม่ได้

ความทะเยอทะยานของครอบครัวที่จะผลักดันลูกๆสู่การเมืองทำให้ต้องแอบซ่อนเธอไว้ให้มิดชิดเพื่อไม่ให้ชีวิตของเธอเป็นอุปสรรค โชคดีที่เธอไม่รู้และไม่เข้าใจเธอจึงไม่เจ็บปวด เชื่อได้ว่าทั้งพ่อและแม่เจ็บช้ำจนไม่อาจเผชิญหน้ากับ "ความล้มเหลว" ของตนเองได้ จึงไม่ไปเยี่ยมเป็นเวลานาน

ไม่มีใครรู้ว่า Lobotomy มีผลเสียมากแค่ไหนในตอนนั้น เพราะผู้คนตื่นเต้นกับวิธีการใหม่รักษาโรคซึมเศร้าและโรคจิตเภท (schizophrenia) มีหลายกรณีที่ประสบผลสำเร็จและล้มเหลว หมอใช้ Lobotomy เป็นวิธีรักษามานานจนในที่สุดถูกทดแทนด้วยยาประเภทที่เรียกว่า antipsychotics ในยุคทศวรรษ ๑๙๖๐ ปัจจุบันผู้คนเห็นว่า Lobotomy เป็นวิธีการที่ป่าเถื่อน

อย่างไรก็ดีในหลายประเทศในโลกในปัจจุบัน เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ Lobotomy ในรูปแบบฟอร์มใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างมากมายที่เรียกว่า NMD (Neurosurgery for Mental Disorder) ก็ยังเป็นวิธีรักษาท้ายสุดหากทุกอย่างล้มเหลวหมดแล้วในผู้ป่วยที่ซึมเศร้าอย่างรุนแรง และในกรณีอื่นๆ ที่เรียกว่า anxiety and obsessive-compulsive disorder (ความผิดปกติที่ทำให้เกิดความกระวนกระวายรุนแรงและกระทำสิ่งที่ตนเองควบคุมไม่ได้) มีสองโรงพยาบาลในอังกฤษผ่าตัดรักษาแนวนี้ ๑๐ ครั้งต่อปี ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา

Rosemary คือ "โครงกระดูกในตู้" ของครอบครัวเคนเนดี้ แต่โครงกระดูกที่น่าสงสารนี้มีประโยชน์มากเพราะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดกฎหมายที่ทำให้เข้าใจคนป่วยทางจิตเพิ่มขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีเคนเนดี้ น้องสาวของเธอคนหนึ่ง คือ Eunice Kennedy Shriver ก่อตั้ง Camp Shriver สำหรับผู้ป่วยและความคิดพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการจัด Special Olympics สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ประเภท Intellectual Disabilities ผู้สนับสนุนการเงินและการจัดการคือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Special Olympics โดยมี Eunice เป็นประธาน ปัจจุบันมีนักกีฬาจาก ๑๗๐ ประเทศ จำนวน ๔.๕ ล้านคน เข้าร่วมแข่งขัน ทุกวันทั่วโลกมีการแข่งขันนับรวมได้ ๙๔,๐๐๐ รายการแข่งขันต่อปี (คนละอันกับ Paralympic Games)

แรงกระตุ้น และแรงปลุกเร้าให้ทำสิ่งดีๆ อาจมาจาก "โครงกระดูกในตู้" ก็เป็นได้