Book Clinic งานพลิกฟื้นคืนชีวิตให้หนังสือ

"ช่างซ่อมหนังสือ" ช่วยเนรมิตสิ่งที่รักให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

เมื่อใดก็ตามที่หนังสือเล่มโปรดที่คุณทั้งรักทั้งหวงเกิดชำรุดเสียหาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุจากการใช้งาน จากสภาพแวดล้อม เช่น อากาศ แสงแดด ความชื้น ตัวแมลงต่างๆ ตลอดจนความเก่าแก่อันเกิดจากกาลเวลา โปรดอย่ารอช้ารีบพามาให้ "ช่างซ่อมหนังสือ" ช่วยฟื้นคืนชีพให้ใหม่ทันที

"เวลาทำงาน ผมจะไม่ชอบให้ลูกค้ามาชม แต่จะชอบดูแล้วเปรียบเทียบภาพความรู้สึกเวลาที่เขาเอาหนังสือมาให้ซ่อม กับวันที่เขามารับหนังสือที่เราซ่อมให้แล้ว ปฏิกิริยาหรือสีหน้าท่าทางที่ลูกค้าแสดงออกมาตอนที่เห็นหนังสือของเขาถูกทำให้กลับมาดูดีเหมือนเดิมอีกครั้ง นี่แหละที่ผมถือว่าเป็นคำชมที่มันให้อะไรกับเรามากกว่าคำชมที่เป็นคำพูดเสียอีก"

ภัทรพล ฉัตรชลาวิไล แห่งร้าน Book Clinic บอกเล่าความรู้สึกอย่างถ่อมตน โดยเขาถือเป็นหนึ่งในช่างซ่อมหนังสือที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนในประเทศ เหตุผลสำคัญที่มีจำนวนผู้เชี่ยวชาญในงานด้านนี้น้อย ข้อหนึ่งอาจเพราะเป็นวิชาที่ไม่มีการเปิดสอนในสถาบันการศึกษาใด องค์ความรู้ทุกอย่างที่ คุณกุ๊ก-ภัทรพล และช่างซ่อมหนังสือคนอื่นๆมีอยู่ล้วน แต่ได้มาจากการฝึกฝนและค้นคว้าหามาด้วยตัวเองทั้งสิ้น

"จุดเริ่มต้นของผมนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นความบังเอิญที่เราปิ๊งนะครับ แบบว่างานนี้น่าทำ เนื่องจากผมมีความรู้ในการเข้าเล่มอยู่แล้ว เพราะว่าเคยเปิดร้านถ่ายเอกสารแล้วพอทำไปทำมาเราต้องเข้าเล่มให้ลูกค้าด้วย เริ่มจากเย็บแม็ก สักพักต้องเย็บเชือก พอทำเรื่อยๆ ก็เกิดความชำนาญขึ้นมา ต่อมามีลูกค้าเอาหนังสือของลูกมาให้ซ่อม เพราะเขาเห็นเราเย็บเข้าเล่มสวย ดูเอาใจใส่ ก็เลยลองซ่อมให้ เสร็จแล้วเขาบอกว่าสวยดี น่าจะทำงานซ่อมหนังสือนะ เพราะไม่มีใครทำ ตอนนั้นผมฟังแล้วปิ๊งเลยว่า อืม...ใช่...น่าทำ

หลังจากนั้นสักเกือบปี ผมหาความรู้ หาทำเล จนได้มาเปิดร้านเป็นโต๊ะเล็กๆ ให้บริการรับห่อปกด้วยอยู่ตรงหน้าร้านดวงกมล ที่ห้างซีคอนสแควร์ ใช้ชื่อว่า Book Clinic จำได้ว่าเล่มแรกที่ซ่อมเป็นหนังสือของเวอร์ซาเช่ที่เอามาขายเลหลังที่ร้านหนังสือนี่แหละ ลูกค้ามาถามว่าซ่อมได้ไหม ถ้าทำได้เขาจะซื้อ เราก็รับปากจะทำให้ โดยที่ในใจคิดว่า ซ่อมยังไงหว่า (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นความรู้ยังไม่เยอะ แต่ว่าพอทำออกมา ทั้งตัวเราและลูกค้าต่างพอใจนะครับ หลังจากนั้นรู้สึกว่าลูกค้าเริ่มมีมา แล้วทำให้ได้เรียนรู้เรื่อยๆ พร้อมกับที่ผมหาตำราของต่างประเทศมาศึกษาเองด้วย เริ่มจากดูรูปไปก่อน เพราะภาษาอังกฤษเราไม่ค่อยแข็งแรง แต่พอดูนานเข้าจะมีบางคำที่เห็นบ่อย เป็นคำศัพท์ของทางสายงานนี้ก็เริ่มคุ้นขึ้น"

คุณกุ๊กอธิบายว่าหนังสือ ๑ เล่ม มีองค์ประกอบอยู่ ๒ ส่วน ได้แก่ "ปก" แบ่งประเภทได้เป็น "ปกแข็ง" (มีทั้งแบบสันโค้ง และสันตรง) กับ "ปกอ่อน" และ "เนื้อหา" ซึ่งสามารถเลือกใช้วิธีการเย็บเข้าเล่มได้หลายแบบตามความเหมาะสม เช่น ไสกาว เย็บเจาะ เย็บกี่ เย็บพัน ฝังเชือก เย็บแบบจีน แบบญี่ปุ่น ฯลฯ นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องชนิดของกระดาษที่ใช้ทำหนังสือด้วย เช่น กระดาษอาร์ต กระดาษปอนด์ หรือจะเป็นกระดาษเยื่อไผ่ที่ในยุคหนึ่งนิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีราคาถูก แต่พอเวลาผ่านไปกลับส่งผลเสีย คือทำให้มีหนังสือเก่าจำนวนหนึ่ง กลายเป็นอาหารอันโอชะของพวกหนอน ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในศัตรูตัวฉกาจที่ช่างซ่อมหนังสือต้องสู้รบปรบมือด้วยเป็นประจำ

ทั้งนี้เมื่อใดก็ตามที่มีหนังสือชำรุด หรือหนังสือเก่าถูกส่งมาถึงมือ ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ช่างซ่อมหนังสืออย่างคุณกุ๊กจะต้องขอฟังความต้องการของลูกค้าก่อนว่า อยากให้ช่วยฟื้นฟูหนังสือเล่มนั้นเพื่อนำกลับไปใช้งานในลักษณะใด โดยจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ๑๖ ปี ได้ซ่อมหนังสือมาแล้วเกือบสองหมื่นเล่ม เขาได้แบ่งการซ่อมหนังสือออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ "เพื่อการใช้งาน" กับ "เพื่อการอนุรักษ์"

หากเป็นกรณีแรก ลูกค้าจะเป็นกลุ่มคนที่มุ่งเน้นในด้านเนื้อหา ต้องการความแข็งแรงของตัวเล่มเพื่อจะใช้งานต่อไปได้อีกนานๆ ส่วนกรณีหลังจะเน้นที่ความต้องการเก็บหนังสือไว้ในสภาพที่เหมือนกับของเดิมให้มากที่สุด บางครั้งเจ้าของถึงกับบอกให้ช่างซ่อมช่วยคงสภาพด้านข้างตัวเล่มที่ดูหมองๆดำๆนั่นไว้ ห้ามเจียนกระดาษออกให้ขาว เพราะชอบที่ดูแล้วขลังดีก็มี

เมื่อเข้าใจโจทย์ของลูกค้าแล้วจึงลงมือซ่อม ด้วยวิธีการทำย้อนศรกับขั้นตอนการผลิตหนังสือ กล่าวคือ ช่างจะรื้อหนังสือแยกส่วนประกอบต่างๆออกจากกันให้หมดก่อน จากนั้นถึงค่อยซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดเสียหาย เช่น ถ้ากระดาษโค้งงอต้องทับให้เรียบ หากขาดต้องใช้กระดาษสาปะประสานเข้ากับเนื้อกระดาษเดิม หลังจากนั้นถึงเอาแต่ละส่วนกลับมาเย็บประกอบเข้าเป็นเล่มใหม่อีกครั้ง

ลำพังเพียงอ่านดูแค่นี้อาจรู้สึกว่าไม่น่าใช่เรื่องยาก แต่ถ้าได้ลงในรายละเอียดแล้วจะพบว่าไม่ใช่เช่นนั้นเลย เพราะว่าการซ่อมหนังสือนอกจากจะเป็นกึ่งๆ งานฝีมือที่ต้องอาศัยความประณีตบรรจง ทำไปทีละนิดละหน่อยแบบใจเย็นกันสุดสุดแล้ว ยังมีเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ที่กว่าจะสรรหามาได้ครบ และเป็นชนิดที่เอามาใช้งานได้ดีจริงๆ ก็ต้องเสียเวลาเสาะหากันอยู่นานนับปีทีเดียว

"ที่จริงการซ่อมหนังสือไม่ถึงกับยาก แต่เป็นเรื่องที่ใช้เวลานาน ซึ่งถ้าเราไม่สนุกกับมันก็จะเบื่อ โดยเฉพาะการซ่อมที่เป็นเพื่อการอนุรักษ์ จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีวิชาความรู้เยอะ แต่เนื่องจากในประเทศไทยไม่มีการสอน ที่ไหนๆ ก็ไม่สอน ในสังคมบ้านเราจึงขาดองค์ความรู้ด้านนี้ไปเลย ของผมก็ศึกษาเอาเอง จนผ่านมา ๕-๖ ปี พี่อ้วน-ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ จากสำนักพิมพ์ต้นฉบับ ได้พาไปไหว้อาจารย์จำรัส เปี่ยมเมธางค์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการซ่อมหนังสือ ตอนนั้นอาจารย์อายุ ๗๘ ปี แล้วบอกว่าสอนไม่เป็น แต่ถ้าอยากรู้อะไรให้ถามมา ผมก็ได้ความรู้เรื่องการทำสันโค้งและตีบ่าจากท่านมา เพราะสมัยแรกๆ ยังทำเป็นแต่หนังสือสันตรง

อีกครั้งพี่อ้วนพาไปพบเจ้าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุ ตอนนั้นผมทำเป็นแล้ว เพียงแต่อาจจะขาดเทคนิคบางอย่าง พอไปเจอผู้รู้อีกคนก็เก็บความรู้มาเพิ่ม คือต้องบอกว่าช่างซ่อมหนังสือมีอยู่ทุกประเทศทั่วโลก หลายประเทศมีการเปิดสอนเป็นเรื่องเป็นราว บางที่ช่างซ่อมมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆกันเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในโลกของการซ่อมหนังสือจึงมีรายละเอียดเยอะมาก และแต่ละที่ยังมีเทคนิควิธีแตกต่างกันไป บอกไม่ได้ว่าของใครถูกหรือผิด ถ้าเราได้รู้มาอาจจะต้องเอามาปรับให้เข้ากับวิธีการของเราอีกที

วัสดุอุปกรณ์ก็ต้องค่อยๆสะสม ใช้เวลาหลายปีในการหาว่าอันไหนซื้อที่ไหน เพราะอย่างที่บอกว่าเราไม่รู้จะถามใคร ยกตัวอย่าง ผ้าคิ้วต้องใช้เวลาสามสี่ปีถึงจะรู้ว่ามีขายที่ถนนเสือป่า หรือกระดาษสาที่ใช้เป็นกระดาษสาอุตสาหกรรมที่บางที่สุดประมาณ ๘ แกรห์ม เขาส่งออกไปขายที่ญี่ปุ่นด้วย กว่าจะหาเจอ มีลูกน้องช่วยหาในอินเทอร์เน็ตให้จนไปเจอว่ามีโรงงานผลิตมีอยู่ที่จังหวัดสุโขทัย เครื่องไม้เครื่องมือหลายชิ้น ผมก็คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เพราะบางอย่างถ้าสั่งเข้ามาจะมีราคาแพงมาก โชคดีว่าเคยเรียนวิชาช่างไม้มาก่อนบวกกับทุนน้อยด้วย (หัวเราะ) เลยกลายเป็นความจำเป็นที่ทำให้เรารู้จักปรับเอาสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัวมาใช้แทน"

ปัจจุบัน Book Clinic หันมาใช้สื่อโซเชียลอย่างเฟซบุ๊คและไลน์ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและส่งงานกันทางไปรษณีย์ โดยนอกจากรับซ่อมหนังสือ ที่นี่ยังรับซ่อมสิ่งพิมพ์ชนิดอื่นด้วย อาทิ โฉนดที่ดินสมัยรัชกาลที่ ๕ สมุดทะเบียนรายชื่อนักเรียน อัลบั้มภาพฉลองวันครบรอบแต่งงาน ภาพโปสเตอร์ แต่ถ้าพูดถึงแนวถนัดจริงๆ ยังคงเป็นหนังสือเก่า เหตุผลเพราะว่า...

"ผมว่าหนังสือเก่าๆมันสวยน่ะครับ เพราะสมัยก่อนเรื่องของการอ่านการเขียนเริ่มต้นขึ้นในกลุ่มคนชั้นสูงก่อน ดังนั้น การทำหนังสือจึงมักใช้ช่างที่มีฝีมือเพื่อต้องการใช้หนังสือเป็นเครื่องประดับบารมี และบ่งบอกฐานะไปด้วยในตัว ทุกอย่างจะถูกออกแบบมาอย่างดี ทำให้หนังสือดูสวย เสน่ห์ของงานซ่อมหนังสือของเราจึงอยู่ที่การทำให้หนังสือเก่าเหล่านั้นกลับมาดูดีเหมือนเดิมอีกครั้ง"

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของอัตราค่าบริการ ที่นี่กลับคิดราคาไม่แพงอย่างที่คิด โดยมากมักขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงาน ราคาค่าซ่อมที่สมเหตุสมผล อีกทั้งคุณภาพของผลงานที่ดีด้วย ทำให้มี "หนังสือป่วย" ถูกส่งมารักษาที่บ้านพักของคุณกุ๊กในย่านบางบัวทอง และที่โชคชัย ๔ ไม่ขาดสาย จนบางครั้งทำงานให้แทบไม่ทัน ในอนาคตเขาเลยมีแผนจะเปิดสอนการซ่อมหนังสือ เพราะมองเห็นแล้วว่าถึงจะเป็นอาชีพที่อยู่นอกกระแสความสนใจ และมีลูกค้าเป็นกลุ่มเฉพาะก็ตาม แต่ถ้าเพียรพยายามฝึกฝนจนเป็นแล้วรับรองว่าไม่มีทางตันอย่างแน่นอน

"ตอนนี้คนอาจจะนิยมไปอ่านพวกอีบุ๊คส์กัน แต่พอถึงจุดหนึ่ง ผมเชื่อว่าคนจะหันมาเก็บหนังสือที่ตัวเองเคยซื้อหามา ถึงตอนนั้นจะมีงานซ่อมหนังสือเข้ามาอีกเยอะเลย"

สำหรับคนรักหนังสือคงไม่ละเลยการดูแลรักษาหนังสือในเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่หากวันใดเกิดความเสียหายเกินกว่าจะจัดการได้เอง ยกให้เป็นหน้าที่ของ "ช่างซ่อมหนังสือ" ช่วยเนรมิตสิ่งที่รักให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง