รัก (ษ์) เกิดที่บ้านเก่า (๕) "บ้านเก่า" ที่บ้านเกิด

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

พ.ศ.๒๔๗๑ เรือนหลังใหญ่ริมกว๊านพะเยาสร้างเสร็จสมบูรณ์ เป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น ที่โอ่อ่างดงามด้วยสถาปัตยกรรมไทยผสมฝรั่งและจีน ใช้เป็นเรือนรับรองและพักค้างแรมของเจ้านาย และขุนนางระดับสูงในยุคนั้น ความงดงามของเรือนหลังนี้ได้รับการบันทึกในสมุดบันทึกเยี่ยม โดยพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ เทศาพายัพ ว่า

"...ขอชมว่าการสร้างบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านได้ตั้งใจทำด้วยความประณีต ยากที่จะหาผู้ละเอียดลออได้เสมอเหมือน ข้าพเจ้าขอชมเชย และขอเตือนเพื่อกันลืมอีกหน่อยว่า อย่าลืมติดสายล่อฟ้า ซึ่งเป็นของจำเป็นอย่างยิ่ง"

เรือนหลังนี้ใช้เป็นเรือนรับรองเรื่อยมา จนกระทั่งในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา จอมพล ผิน ชุณหะวัณ ได้นำกองทัพหน่วยต่างๆเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่ภาคเหนือ เพื่อเข้าโจมตีสหรัฐฯ ทางเชียงตุง บ้านสุทธภักติได้กลายเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองพลที่ ๔ และหน่วยทหารนาน ๕ ปี หลังจากนั้นก็ยังคงใช้เป็นเรือนรับรอง จนกระทั่งต่อมาเมื่อหลวงศรีนครานุกูลเสียชีวิตลง เรือนรับรองนี้ก็ถูกทิ้งร้างนับแต่นั้นเป็นต้นมา

เป็นเวลานานหลายสิบปีที่เรือนรับรองหลังนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในความเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงของเมืองพะเยา และกว๊านพะเยา แต่ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาบนถนนเลียบกว๊านพะเยา ให้ชะเง้อชะแง้มองผ่านรั้วบ้านที่เก่าชำรุดทรุดโทรม เข้าไปเห็นความงามที่ไม่มีกาลเวลาของเรือนหลังนี้ และกระซิบถามกันเสมอว่า

"บ้านใครหนอ"

และหลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่า สักวันหนึ่งเรือนหลังนี้จะถูกรื้อถอนไปหรือไม่ เพราะที่ดินบริเวณนี้ถือว่าเป็นทำเลทอง เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กว๊านพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ผ่านไปผ่านมาคราใด ประตู หน้าต่างบ้านก็ปิดตายเหมือนกับว่าไม่สามารถจะให้คำตอบที่แน่ชัดกับใครได้เลย

จนเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว หลังจากเปลี่ยนเจ้าของมาเป็น คุณลุงสุวิช พิสิษฐ์กุล ประตูและหน้าต่างบ้านหลังนี้ถูกเปิดออก หลังจากปิดตายมานานหลายสิบปี ดังที่ได้เล่าในตอนที่แล้วว่า ในช่วงแรกที่บ้านยังไม่ได้รับการบูรณะ ฉันได้มีโอกาสเข้าไปชมบ้านอีกครั้ง และพบว่าสภาพภายนอกบ้านปกคลุมด้วยเถาวัลย์ ดูเป็นบ้านร้างที่ลึกลับ น่ากลัวอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเปิดประตูอันเก่าคร่ำคร่าเข้าไป ก็พบว่าในท่ามกลางฝุ่นละออง และความว่างเปล่าภายใน แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกสีทางช่องหน้าต่าง ก็ทำให้เห็นว่าแม้กาลเวลาจะกลืนกินความโอ่อ่าสมบูรณ์ของเรือนหลังนี้ไปบ้าง แต่ความประณีตในงานไม้ของช่างโบราณยังถูกเก็บรักษาไว้ได้ตลอด จนโครงสร้างต่างๆก็ยังคงอยู่ในสภาพดีอย่างน่าประหลาด น่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่ดีที่สุดประการหนึ่ง นั่นคือการที่เรือนหลังนี้เป็นเพียง "เรือนรับรอง" มิใช่บ้านอยู่อาศัย ทำให้ตัวเรือนไม่ทรุดโทรมเพราะการใช้งานมากเกินไปนั่นเอง

จากข้อมูลของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้ทำการศึกษา จัดทำข้อมูลเพื่ออนุรักษ์อาคารอย่างเป็นระบบ เรือนหลังนี้เป็นเรือน ๒ ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม ๒ ชั้น ประมาณ ๕๐๐ ตารางเมตร สร้างโดยไม้ทั้งหลัง ด้านหน้าอาคารเป็นมุขโถงเทียบรถยนต์ และมีทางเข้าสู่โถงบันได จุดนี้มีความโดดเด่นน่าสะดุดตาตรงที่ประตูบานเฟี้ยมขนาดใหญ่ ประดับด้วยลวดลายทรงกลมและเรขาคณิตติดกระจกสี เป็นลวดลายอะราเบสก์แบบยุโรป (The Arabesque-European Art) ซึ่งเป็นที่นิยมในอังกฤษเมื่อสมัย ๑๐๐ ปีที่แล้ว

ชั้นที่ ๑ ของตัวบ้าน มีโถงทางเข้าขนาดใหญ่ซึ่งงดงามด้วยซุ้มประตูไม้ลวดลาย Wood Archway สิ่งที่น่าสนใจในชั้นนี้ คือห้องรับรองแขก ซึ่งในอดีต ห้องนี้เคยเป็นที่รับรองแขกคนสำคัญของบ้านเมืองในอดีตมาแล้วมากมายดังที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้บริเวณชั้นล่างนี้ ยังมีบันไดอยู่ ๒ แห่ง คือ บันไดสำหรับเจ้าของบ้านและแขก ส่วนอีกบันไดหนึ่งอยู่ด้านหลัง เป็นบันไดสำหรับคนรับใช้

ส่วนชั้นที่ ๒ หากเดินขึ้นจากบันไดใหญ่สำหรับเจ้าของบ้าน จะพบโถงทางเดินไปยังห้องนอนใหญ่ ในห้องนอนใหญ่นี้เอง มีห้องนั่งเล่นที่เป็นเสมือนจุดชมวิวสำคัญของบ้านหลังนี้ นั่นคือเป็นจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของกว๊านพะเยาได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังมีห้องนอนเล็กอีก ๒ ห้อง ทางทิศตะวันตก

อาคารชั้น ๒ นี้ เป็นห้องพักอาศัย จึงได้รับการออกแบบให้ฝ้าเพดานสูง ๓.๕ เมตร และมีหน้าต่างรอบด้านเพื่อระบายอากาศ และรับแสงสว่าง จุดที่สวยงามสำหรับอาคารชั้น ๒ นี้ ก็คือช่องแสงกระจกแบบกลม เจาะช่อง (Round Wooden Opening) บริเวณโถงมุขชั้นบนของทางเข้าจอดเทียบรถยนต์หน้าบ้าน

แต่เดิมนั้น บ้านสุทธภักติ ประกอบด้วยเรือนหลังใหญ่ รายล้อมด้วยเรือนครัว เรือนหลังเล็ก เรือนโรงรถ และเรือนคนใช้ ต่อมาได้มีการรื้อถอนเรือนโรงรถ และเรือนคนใช้ไป สำหรับเรือนหลังใหญ่ จากการที่ถูกปิดทิ้งร้างไว้หลายสิบปี ทำให้เกิดความเสียหายแก่ตัวอาคารอยู่บ้าง เช่น หลังคาแป้นเกล็ดไม้สักที่แม้ว่าจะไม่ได้รับการบำรุงรักษาเลยนับแต่เริ่มต้นสร้างบ้านเป็นต้นมา แต่ก็ทนแดด ทนฝน รักษาตัวอาคารมานานหลายสิบปี ปัจจุบันต้องซ่อมบำรุง เนื่องจากมีการหดตัว รวมทั้งส่วนตกแต่งอาคาร เช่น กรอบช่องแสง ไม้ลายฉลุ และกระจกสี ซึ่งชำรุดไปตามกาลเวลา แต่โดยภาพรวมแล้ว โครงสร้างหลักๆของบ้าน เช่น ฐานรากอาคาร ยังไม่พบว่ามีการทรุดตัว อีกทั้งไม้สักซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเรือนหลังนี้ยังอยู่ในสภาพดี เนื่องจากเนื้อไม้มีคุณภาพดีมาก ส่วนเรือนครัว และเรือนหลังเล็กนั้นอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก เนื่องจากการใช้งานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งไม่ได้รับการบำรุงรักษาจากผู้เช่าเดิม

ขณะนี้บ้านหลังนี้ยังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม และอนุรักษ์ในแนวทางที่ถูกต้อง เวลานี้ใครผ่านไปผ่านมาแถวกว๊านพะเยา อาจจะได้เห็นว่ากำลังมีการซ่อมแซมทั้งภายนอกและภายในตัวอาคาร เป็นงานที่ต้องใช้เวลาทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงจะเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็เป็นความอบอุ่นใจของบรรดากองเชียร์ที่หลงรักบ้านหลังนี้ ทั้งที่เป็นชาวพะเยา และไม่ใช่ชาวพะเยาว่า เรือนไม้งดงามหลังนี้จะยังคงอยู่ให้เราได้แลเห็น ยามใดก็ตามที่ไปเยือน "กว๊านพะเยา

ทิวทัศน์ธรรมชาติของกว๊านพะเยาเปลี่ยนไปอยู่ทุกวัน ไม่มีสิ่งใดคงที่เลยในความเปลี่ยนแปลง และเคลื่อนไหวของกาลเวลา แต่ "บ้านเก่า"ที่อยู่มานานเกินกว่าช่วงชีวิตคนหลังนี้ อาจคงอยู่เพียงเพื่อจะบอกคนรุ่นหลังว่า "อดีต" นั้น งดงาม และมีคุณค่ามากมายเพียงใด