คดีพระปรีชากลการ มโหฬารงานสร้างทางการเมือง (๑)

ประวัติศาสตร์มีชีวิต
ช่างภาพ: 

ข่าวดังเมืองสยาม ลามไปโผล่อเมริกา

หลังเหตุการณ์วิกฤตวังหน้าจบไปแล้วประมาณ ๕ ปี หนังสือพิมพ์อเมริกันชื่อ นิวยอร์กไทมส์รายวัน ได้โปรยพาดหัวในสกู๊ปข่าวสำคัญในเล่มดังนี้

 

A Dark Tragedy in Siam The Execution of Pra Preecha. A Native Nobleman Beheaded for Marrying A British Officer's Daughter-How a Cruel King Can Retain A Grudge For Years-Medieval Horrors in the Nineteenth Century.

เรื่องเศร้าอันมืดมนในสยาม

การประหารชีวิตพระปรีชาฯ

อำมาตย์ชาวท้องถิ่นถูกกุดหัวเพราะแต่งงานกับลูกสาวผู้ดีอังกฤษ - พระราชาใจร้ายทนเก็บความขุ่นแค้นไว้นานหลายปี - ความสยองขวัญแบบยุคกลางของยุโรปยังมีอยู่ในศตวรรษที่ ๑๙

เนื้อในของข่าวเป็นอย่างนี้ครับ

กรุงเทพฯ สยาม ๒๔ กุมภาพันธุ์ ทางการสยามได้ทำการประหารชีวิตพระปรีชาฯ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอำนาจหน้าที่สำคัญของประเทศ สาเหตุของโทษนั้นยังเป็นที่วิจารณ์กันอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ รวมถึงอาณานิคมของอังกฤษอื่นๆในเอเชียตะวันออก การตัดศีรษะนักโทษผู้นี้คงจะกระตุ้นความสนใจผู้คนได้น้อยมาก หากว่าชายผู้นั้นจะไม่ใช่บุตรเขยของ โทมัส จอร์จ น็อกซ์ กงสุลใหญ่อังกฤษประจำสยาม และหากมันจะเป็นเรื่องที่คนในรัฐราชาธิปไตยที่มีอะไรแปลกๆประเทศนี้ จะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ไม่ว่าจำเลยจะได้รับการพิพากษาอย่างยุติธรรมหรืออยุติธรรม แต่ละคนย่อมมีสิทธิแสดงความเห็น ชาวต่างประเทศในสยามและมะละกาอาจเห็นว่าเขาสมควรตาย แต่อีกมากที่เชื่อว่าแม้เขาจะได้กระทำความผิดจริง แต่โทษก็ไม่น่าจะถึงประหารชีวิต หากไม่มีอิทธิพลของความแค้นส่วนตัวไปกดดันศาล เพราะจำเลยที่เป็นขุนนางระดับเดียวกันในคดีอื่นๆก่อนหน้า มีน้อยมากที่จะลงโทษกันถึงประหารชีวิต

ความเจริญอันเด่นชัดในประเทศนี้ ที่แตกต่างกับสมัยเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ว่ากันว่า ผู้มีตำแหน่งสูงและเงินถึงจะสามารถหลุดคดีอาญาได้ด้วยการติดสินบนผู้พิพากษา และผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ในแผ่นดิน แต่ทว่าคราวนี้ พระปรีชาฯผู้ถึงแม้จะเคยเป็นคนโปรดของพระเจ้าแผ่นดิน และมีมิตรผู้ทรงอำนาจช่วยเหลือ ก็มิอาจหลุดพ้น

ทุกวันนี้การประหารชีวิตมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยแล้ว ความสับสนวุ่นวายที่ติดตามมาพิสูจน์ได้ว่า เรื่องสยดสยองเช่นนี้ไม่ได้เกิดมานานกว่าเสี้ยวศตวรรษ ท่านจะสามารถเข้าใจผลกระทบของมันได้จากการจินตนาการ แบบว่า นายจอห์น เชอร์แมน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ ถูกจับกุมไปอย่างลึกลับ แล้วถูกหิ้วข้ามรัฐไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อถูกแขวนคอไปอย่างเรียบร้อย

ถ้าท่านจะบอกว่าที่สหรัฐฯ เขาไม่แขวนคอเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐกันแล้วไซร้ ที่ประเทศนี้เขาก็ไม่ตัดหัวข้าราชการระดับสูงเหมือนกัน กรณีของพระปรีชาฯจะหาคดีใดมาเปรียบมิได้ อย่างน้อยก็ในหนึ่งชั่วอายุคน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะค้นหาความจริงแท้ของคดีสะเทือนขวัญนี้ และความยากสุดสุดที่จะเข้าถึงข้อมูลนี้เองที่กระตุ้นต่อมอยากรู้ของเรา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีอยู่ด้วยกันสองกรณี เพื่อความเข้าใจอันดีก็จำเป็นที่ต้องปูพื้นฐาน กรณีแรก พระปรีชาฯถูกจับกุมพร้อมกับบิดาผู้ชราและน้องชาย ๒ คน ด้วยข้อหาว่าร่วมกันกระทำการฉ้อฉล เพื่อเบียดบังทรัพย์ของหลวง มีหลักฐานว่าคนพวกนี้ได้ซื้อเงินสกุลดอลลาร์หลายล้านเหรียญด้วยกลโกงอย่างเป็นระบบ สามารถยักยอกทองคำจากเหมืองที่กบินทร์บุรีของพระราชาไปจนเกือบหมดภายในระยะเวลา ๓ ปี โดยกล่าวเท็จกับพระองค์ว่าเหมืองนั้นมีทองคำน้อยเกินกว่าจะทำกำไร แต่ในขณะที่พวกของตนกลับร่ำรวยขึ้นจากทองเหล่านั้น

เดี๋ยวนี้บิดาและน้องชายยังอยู่ในคุก รอการสอบสวน หากพบว่ามีความผิดทั้งหมดจะโดนโทษจำคุกระยะยาว พร้อมกับต้องทำงานกรรมกรในโรงสีของหลวง หรือบางทีอาจจะโดนประหารชีวิตด้วยเช่นกัน ตัวบิดานั้นคงไม่อยู่ในคุกอีกนานนัก เพราะความชราและโรครุมเร้า สมบัติทั้งหมดของตระกูลรวมถึงคฤหาสน์ริมแม่น้ำ ตรงข้ามเรือนรับรองอาคันตุกะของกระทรวงการต่างประเทศถูกยึดไปเป็นของหลวง พร้อมสมบัติอื่นๆ เช่น ม้า รถม้า บ้าน จาน ชาม เครื่องเพชร พลอย เรือกลไฟ ประมาณว่ามีมูลค่าหกเจ็ดแสนเหรียญ เพื่อชดใช้สิ่งที่พระราชากล่าวหาว่าพวกนั้นโกงกินไปจากเหมืองทอง

ส่วนความเห็นอีกกรณีหนึ่งนั้นแตกต่างออกไป เรื่องราวที่กล่าวแล้วนั้นอาจจะมีมูลความจริงเป็นที่ยอมรับ แต่ท่านคงจะทราบว่า ในประเทศนี้มีพระราชา ๒ พระองค์ พระองค์แรก คือผู้กุมอำนาจอธิปไตย และพระองค์ที่ ๒ จะขึ้นครองราชย์แทนหากพระราชาพระองค์แรกสวรรคต แต่ถ้าพระราชาพระองค์ที่ ๒ เป็นอะไรไปก่อน ตำแหน่งนั้นก็จะว่างไปจนกว่าพระราชาพระองค์แรกจะสวรรคต บรรดาเสนาบดีหรือสภาสูงก็จะลงมติเลือกพระราชาพระองค์แรกขึ้นใหม่ แล้วพระราชาพระองค์ใหม่ก็จะเป็นผู้แต่งตั้งพระราชาพระองค์ที่ ๒ ซึ่งมักจะเป็นพระอนุชาร่วมพระครรภ์ หรือพระราชโอรสของพระองค์อันประสูติจากพระราชินี

พระราชาพระองค์ที่ ๒ ในรัชกาลก่อนสวรรคตก่อนพระราชาพระองค์ที่ ๑ ผู้ซึ่งก็ได้เสด็จสวรรคตตามในปี ๑๘๖๘ เหล่าเสนาบดีจึงได้ประชุมกันเพื่อเลือกผู้ที่จะสืบพระราชบัลลังก์แทน เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ผู้ซึ่งมีอิทธิพลมากในสภา ได้แนะนำให้ผู้เข้าประชุมเลือกเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ พระราชโอรสของพระราชาพระองค์ที่แล้วกับพระราชินี ขึ้นเป็นพระราชาพระองค์ที่ ๑ ต่อไป สำหรับตำแหน่งพระราชาพระองค์ที่ ๒ ให้เลือก เจ้าชายยอร์ช วอชิงตัน (ผู้ซึ่งพระชนกของพระองค์พระราชทานพระนามนี้ให้ เพราะความชื่นชมที่มีต่อบิดาของประเทศอเมริกา) ท่านเป็นพระราชโอรสของพระราชาพระองค์ที่ ๒ ในรัชกาลที่แล้ว ดังนั้น บรรดาเสนาบดีจึงเห็นชอบ หรือไม่ก็ถูกบังคับให้ลงมติในสิ่งที่ควรจะเป็นสิทธิของพระราชาองค์ปัจจุบัน

และเนื่องจากตอนนั้นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ยังมีพระชนมายุน้อย เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ จึงถูกเลือกหรืออาจเรียกว่าเลือกตนเองขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แล้วไม่ยอมให้เสียเวลาแม้แต่น้อยที่จะเสริมสร้างเพิ่มพูนอำนาจของตระกูลอันยิ่งใหญ่อยู่แล้วของตน เขาได้ลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เพื่อแต่งตั้งบุตรชายคนโตให้เป็นแทน และแต่งตั้งน้องชายต่างมารดาให้เป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ โยกย้ายเจ้านายผู้เป็นที่ยอมรับนับถือในตำแหน่งราชการต่างๆมาช้านานอย่างมีเลศนัย แล้วยกตำแหน่งเงินๆทองๆที่สำคัญให้แก่พวกพ้องเครือญาติผู้ใกล้ชิด โดยมีผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย

เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระเยาว์ มีพระราชประสงค์จะเสด็จประพาสต่างประเทศ ผู้สำเร็จราชการจึงได้จัดการถวายอย่างสมพระเกียรติให้เสด็จฯชวา ในปี ๑๘๗๐ และอินเดีย ในปี ๑๘๗๑-๑๘๗๒ ซึ่ง โทมัส จอร์จ น็อกซ์ ขณะนั้นเป็นกงสุลอังกฤษ ได้ตามเสด็จพระราชาหนุ่มไปด้วยในฐานะที่ปรึกษาส่วนพระองค์ แต่เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าในการถวายข้อแนะนำนั้น มีประเด็นที่ไม่โปรด อย่างน้อยหลังจากที่เสด็จฯกลับมาแล้วความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ไม่เป็นมิตร และเมื่อน็อกซ์กลับไปอังกฤษในสี่ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระอักษรไปถึงลอร์ดดาร์บี้ รัฐมนตรีการต่างประเทศ ขอร้องไม่ให้ส่งกงสุลผู้นี้กลับมาสยามอีก แต่เนื่องจากพระราชสาสน์ดังกล่าวไม่ได้ผ่านไปจากสถานกงสุลสยามในกรุงลอนดอน ตามวิถีทางการทูตอันพึงปฏิบัติ ลอร์ดดาร์บี้จึงถือโอกาสไม่ใส่ใจในเรื่องนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรลุนิติภาวะในเดือนกันยายน ๑๘๗๓ และโปรดฯให้จัดงานพระบรมราชาภิเษกขึ้นอีกครั้งหนึ่งตามพระราชประเพณี มีการเฉลิมฉลองประดับโคมไฟในกรุงเทพฯ และปริมณฑลตลอด ๓ คืน ท่ามกลางคำกล่าวถวายพระพรจากตัวแทนของชาติคู่สนธิสัญญาทางพระราชไมตรี มีความเชื่อกันว่ายุคใหม่ของเสรีภาพและความก้าวหน้าอันทันสมัยได้ถูกกำหนดไว้แล้วในประเทศราชาธิปไตยที่แปลกประหลาดนี้ เครื่องแต่งกายแบบชาวยุโรปบางส่วนถูกนำมาใช้ พระเจ้าแผ่นดินออกพระราชกำหนดยกเลิกการหมอบคลาน ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ผู้น้อยต้องปฏิบัติต่อหน้าผู้มีอำนาจมากกว่า ออกประกาศยกเว้นความสำคัญบางมาตราในกฎหมายเกี่ยวกับทาส สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อถวายข้อแนะนำแก่พระเจ้าแผ่นดิน

แต่วัตถุประสงค์อันดีเหล่านั้นได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นประสงค์ร้าย พระราชดำริที่จะปฏิรูปสู่ความก้าวหน้าปรากฏต่อมาว่าเป็นแค่กลลวง เพียงปีเดียวหลังจากเถลิงพระราชอำนาจสมบูรณ์แบบ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการก็ถูกจับกุมข้อหายักยอก เฉื่อยชาในการทำงาน และโดนประณาม ชายผู้นี้อาจถือว่าเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ สุดท้ายทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของเขาถูกริบราชบาทว์เข้าหลวง ภรรยา และลูกๆถูกนำตัวไปเป็นทาส ตัวเขาถูกถอดยศ และโดนเฆี่ยนอย่างโหดร้าย น่าจะโดนโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิตด้วยซ้ำ แต่รอดไปเพราะการวิงวอนของอดีตผู้สำเร็จราชการ ผู้ซึ่งทรงเกรงใจ ได้ออกรับหน้าแทนเพื่อช่วยผู้รับเคราะห์

การที่พระราชาพระองค์ที่ ๑ มิได้ทรงเป็นผู้เลือกพระราชาพระองค์ที่ ๒ ก็ด้วยว่าเหล่าเสนาบดีเห็นว่าพระราชาพระองค์ที่ ๒ เป็นที่นิยมของสังคมมาก พระราชาพระองค์ที่ ๑ ทรงเขม่นท่านมานาน เมื่อทรงมีโอกาสก็กล่าวหาว่าคิดการกบฏและเรียกให้เข้าเฝ้าฯ แต่ท่านทรงรู้ตนดีและเกรงว่าจะถูกกำจัด จึงลอบหนีไปสถานกงสุลอังกฤษ เพื่อขอความคุ้มครอง แทนที่จะกระทำตามพระราชบัญชา

น็อกซ์ขณะนั้นลางาน นิวแมนเพื่อนของ ยอร์ช วอชิงตัน ปฏิบัติหน้าที่แทนชั่วคราว ได้ให้การต้อนรับผู้ลี้ภัยอย่างดียิ่ง พระราชาพระองค์ที่ ๑ ทรงเรียกประชุมสภาทันที และพวกนั้นมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าพระราชาพระองค์ที่ ๒ ขัดพระราชบัญชา หนีไปอาศัยความคุ้มครองของต่างชาติทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ พวกเขาถวายคำแนะนำว่า ควรให้พระราชาพระองค์ที่ ๒ สละตำแหน่ง หรือถวายตำแหน่งให้เจ้านายองค์อื่นที่เหมาะสมกว่า

พระราชาพระองค์ที่ ๑ มิทรงกล้าจะกระทำการบังคับเช่นนั้น เพราะเกรงว่าราษฎรส่วนใหญ่จะเห็นว่าทรงพาลหาเรื่อง ในภาวะคับขันดังกล่าว จึงทรงต้องการคำปรึกษาของอดีตผู้สำเร็จราชการ ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับกงสุลอังกฤษเท่าๆกับ ยอร์ช วอชิงตัน เขาได้ถวายคำแนะนำให้ทรงพระอักษรถึงพระราชาพระองค์ที่ ๒ ให้เสด็จฯกลับคืนสู่พระราชวัง โดยจะรับรองความปลอดภัย พระราชาพระองค์ที่ ๑ ทรงกระทำตามคำแนะนำนั้น แต่พระราชาพระองค์ที่ ๒ ก็ยังทรงไม่ไว้พระทัย ทรงยืนยันว่าต้องการอยู่ที่สถานกงสุลก่อน เพื่อรอข้าหลวงใหญ่อังกฤษในสิงคโปร์ ที่คาดว่ากำลังจะมาถึงในไม่ช้า แล้วจะได้ไกล่เกลี่ยความเห็นต่างของพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๒ พระองค์ให้สิ้นข้อกังขา แต่เมื่อข้าหลวงใหญ่มาถึงก็ปรับเปลี่ยนข้อเสนออย่างไม่เกรงใจ ให้พระราชาพระองค์ที่ ๑ ทรงปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงปรองดองเสียใหม่ ซึ่งภายใต้สภาวการณ์นั้นคงจะไม่ทรงละเมิดแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้น ยอร์ช วอชิงตัน จึงได้เสด็จกลับวังประหนึ่งผู้ชนะ

น็อกซ์กลับมากรุงเทพฯในเดือนเมษายน ๑๘๗๕ หลังได้รับบรรจุให้เป็นข้าราชการอังกฤษในตำแหน่งกงสุลใหญ่ แต่ความสัมพันธ์กับพระราชาพระองค์ที่ ๑ ยังคงไม่ดีขึ้น ส่วนมิตรภาพกับพระราชาพระองค์ที่ ๒ ยังแน่นแฟ้น สร้างความขุ่นข้องขึ้นมาใหม่ในพระทัยอีก ส่วนสัมพันธภาพระหว่างกงสุลกับอดีตผู้สำเร็จฯก็เป็นไปด้วยดี ในไม่ช้าพระราชาพระองค์ที่ ๑ ก็ทรงไม่ต่างกับหุ่นเชิดของอดีตผู้สำเร็จฯ เสมือนกลายเป็นแค่พระราชาแห่งพระราชสำนัก ส่วนนายน็อกซ์กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในประเทศนี้ จนถูกล้อว่าเป็นประหนึ่งพระราชาของประเทศสยาม ขุนน้ำขุนนางต่างปรารถนาที่จะคบหาสร้างมิตรภาพด้วย หนึ่งในนั้นคือพระปรีชาฯ เจ้าเมืองปราจีนบุรี และผู้อำนวยการเหมืองทองคำหลวง ที่กบินทร์

มีนาคมปีที่แล้วพระปรีชาฯได้แต่งงานกับ แฟนนี น็อกซ์ ตามประเพณีที่กรุงเทพฯ แล้วรีบเดินทางกลับไปปราจีนบุรีทันที สองสามสัปดาห์ต่อมาเมื่อคู่บ่าวสาวกลับเมืองหลวง พระปรีชาฯก็ถูกจับกุมเข้าคุก เพราะว่าได้ฝ่าฝืนแต่งงานกับลูกสาวคู่อริของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนข้อหาอย่างเป็นทางการเป็นว่าเขาได้แต่งงานกับลูกสาวนายน็อกซ์โดยไม่ได้รับคำยินยอมจากบิดาของฝ่ายหญิง การนี้พระปรีชาฯได้ถูกนำไปเฆี่ยน แล้วคุมขังไว้ในคุกใต้ดินอันสุดแสนจะโสโครก

กงสุลน็อกซ์เดือดดาลมากเท่าที่พ่อตาทั้งหลายจะพึงโกรธ โดยเฉพาะเขามีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินตกอยู่ภายใต้อิทธิพลชักนำของอดีตผู้สำเร็จฯ ผู้ซึ่งเกลียดชังพระปรีชาฯ เพราะเห็นว่าร่ำรวยและมีอำนาจมาก น็อกซ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่อ้างตัวเขา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวลูกเขยของตนทันที พร้อมกับเรียกร้องคำขอโทษจากรัฐบาลสยามที่ลากชื่อเขาเข้าไปเกี่ยวพันในคดี และสร้างผลกระทบเลวร้ายต่อลูกสาว

รัฐบาลออกมาแสดงความเสียใจในสิ่งที่กระทำไปโดยมิได้ตั้งใจ จนเป็นเหตุให้นายน็อกซ์ต้องออกมาปฏิเสธนั้น และได้ถอนข้อกล่าวหาพระปรีชาฯในประเด็นที่ไปแต่งงานกับลูกสาวนายน็อกซ์ทั้งหมด แต่ปฏิเสธที่จะปล่อยตัว เพราะยังยืนยันความผิดของพระปรีชาฯในฐานที่ยักยอก บีบบังคับผู้อื่น และฆาตกรรม แต่สวรรค์ทรงทราบว่าทั้งหมดนั้นไม่เป็นความจริง

กงสุลน็อกซ์เริ่มมองเห็นว่าพระปรีชาฯคงพบจุดจบแน่ ถ้าเขาไม่เข้าไปช่วยปลดเปลื้องข้อหาอันฉกาจฉกรรจ์นั้น เขาจึงเล่นนอกบทที่ปกติข้าราชการอังกฤษจะไม่ทำกัน โดยข่มขู่จะเอาเรือรบเข้ามายิงถล่มกรุงเทพฯ พระราชาทรงกระทำตรงกันข้ามกับความคาดหมายทั้งปวง ทรงปฏิเสธอย่างไม่กลัวเกรง กงสุลน็อกซ์จึงต้องขอเข้าเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์ ทูลว่าพระราชาทรงกำลังนำความเสื่อมพระราชอำนาจมาสู่พระองค์เอง เพราะยอมตกเป็นเครื่องมือให้อดีตผู้สำเร็จราชการและบุคคลในตระกูล ใช้ทำลายล้างพระปรีชาฯและวงศาคณาญาติอย่างเหี้ยมโหด น็อกซ์ยกคุณความดีที่ลูกเขยของตนได้ปฏิบัติทั้งอดีตและปัจจุบัน ในการอุทิศตนรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของพระองค์ และท้วงว่าฝ่ายของอดีตผู้สำเร็จราชการก็เคยทำแบบเดียวกันนี้แหละ แม้ปรากฏว่าได้กระทำความผิดจริงเรื่องแล้วเรื่องเล่า ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ

แม้ว่าน็อกซ์จะพูดเรื่องจริง แต่ความเกลียดชังที่พระองค์ทรงมีต่อตัวพ่อตาทำให้ไม่ทรงนึกสงสารลูกเขยแม้แต่น้อย กงสุลน็อกซ์จึงหมดปัญญา จะขอร้องและข่มขู่อย่างไรก็ไร้ผล

สองสามวันต่อมา เจ้าพระยาภาสกรวงศ์น้องต่างมารดาของผู้สำเร็จราชการได้รับพระราชบัญชาให้เดินทางไปลอนดอนเพื่อร้องขอมิให้รัฐบาลอังกฤษเข้าแทรกแซงขบวนการยุติธรรมของสยามในคดีพระปรีชาฯ และขอให้ย้ายกงสุลน็อกซ์ไปด้วย เมื่ออัครราชทูตพิเศษกลับจากลอนดอนแล้ว เวลาใกล้เคียงกันนั้นกงสุลน็อกซ์ก็หลุดจากหน้าที่ และหัวพระปรีชาฯได้หลุดจากบ่า

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เป็นเพราะเขาบังอาจแต่งงานกับลูกสาวของคนที่พระราชาทรงเกลียดชังนั่นเอง รัฐบาลสยามสมควรได้รับการพิพากษาจากกรณีอันน่าเศร้าสลดที่ว่า หากพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมจากบรรทัดฐานที่ประเทศนี้เคยปฏิบัติต่อคดีอื่นๆในอดีต โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงหลักสากลปฏิบัติก็ได้

การตัดสินลงโทษพระปรีชาฯกับครอบครัวอย่างป่าเถื่อนดังปรากฏนี้ พวกชาวสยามอาจอ้างว่าพระปรีชาฯให้การรับสารภาพว่าได้ยักยอกทองคำของพระราชาไปจริง และพวกญาติๆต่างก็รู้เห็นเป็นใจกับการฉ้อฉลด้วย ทว่าคำสารภาพหรือคำปฏิเสธของชาวสยามนั้นเชื่อถือไม่ได้ เพราะจำเลยมักจะเลือกสารภาพในความผิดทางอาญาซึ่งตนมิได้กระทำ แต่เพราะพวกเขารู้ดีว่า จะถูกกระทำทารุณกรรมอย่างสาหัสหากตนยังขืนปฏิเสธต่อไป

การสอบสวนพระปรีชาฯได้รับการยอมรับจากผู้รู้เห็นเหตุการณ์ทุกคนว่าเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะศาลไม่ยอมให้จำเลยซักค้านพยานโจทก์ผู้กล่าวหาเขาในเรื่องการฆาตกรรม หรือห้ามมิให้เขาอ้างความในสมุดเอกสารของตนเอง เมื่อให้การถึงบัญชีที่แสดงยอดรวมค่าใช้จ่ายในการทำเหมือง ความรู้สึกโดยทั่วไปของคนอังกฤษและอเมริกันที่นี่ก็คือ พระราชาทรงอ่อนแอ โหดร้าย และเป็นทรราชย์ที่ขี้ขลาด สูญพระราชอำนาจไปจนจะสิ้นแล้ว จะยังคงรักษาราชบัลลังก์ต่อไปได้อีกสักกี่มากน้อย

มีรายงานว่านางปรีชากลการ หรืออดีตแฟนนี น็อกซ์ ปลอดภัยดีอยู่ในอังกฤษพร้อมกับลูกอ่อนของตน และลูกๆของพระปรีชาฯซึ่งเกิดจากการสมรสครั้งก่อน โดยมีทรัพย์สินประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ ที่สามารถนำไปอังกฤษได้ในทันทีที่ทราบว่าตนตกเป็นม่าย นางเป็นลูกครึ่ง มารดาเป็นคนไทย แต่ด้วยความฉลาดเฉลียว นางจึงเหมือนว่าจะเป็นคนอังกฤษได้อย่างกลมกลืน มีข่าวแพร่ที่นี่ว่า อดีตกงสุลน็อกซ์จะได้เป็น ท่านเซอร์โทมัส จอร์จ น็อกซ์ ในเร็วๆนี้ โดยมิได้อธิบายว่านั่นเป็นการชดเชยกับการที่ต้องถูกโยกย้ายกลับในครั้งนี้หรือไม่

เรื่องทั้งหมดนี้ แน่นอนว่าดูแปลกและโหดร้ายในความคิดของคนแองโกลแซกซอน ยิ่งไปกว่านั้นยังเชื่อกันโดยทั่วไปว่า การประหารพระปรีชาฯครั้งนี้จะส่งผลกระทบกระเทือนสถานะของพระราชาแห่งสยามแน่นอน

หลายหน้าจากบันทึกจดหมายเหตุอย่างไม่เป็นทางการในเรื่องการปกครองแบบเถื่อนๆของชาวตะวันออกนี้ อาจจะอ่านให้ขำๆไปกับเรื่องไร้เหตุผลเกี่ยวกับขบวนการยุติธรรมก็ได้ หากว่ามันไม่มีเลือดจริงๆสาดกระเซ็นออกมาจากฉากอันน่าสะพรึงกลัวนี้

ต้นฉบับภาษาอังกฤษนั้น ถ้าใครอยากอ่านก็สามารถใช้กูเกิ้ลหาได้ โดยใช้ระโยงของผมข้างล่างนี้นะครับ

http://query.nytimes.com/mem/archive-free/pdf?res=9402EEDB1F31EE3ABC4A52...

แต่เมื่อท่านอ่านเรื่องที่ฝรั่งแถวนี้เขียนแล้วส่งไปลงพิมพ์ในสิงคโปร์ ก่อนไปฉายซ้ำในอเมริกา เทียบกับสำนวนแปลของผมแล้วละก็ ไม่ต้องตีโพยตีพายอะไรนะครับ ผมก็พยายามใส่มุกบ้างเพื่อให้ถ้อยคำที่รุนแรงเจือจางลง หากมองข้ามตรงนี้ไป ก็จะเห็นหลายประเด็นที่น่าติดตามกันต่อในหน้า "ประวัติศาสตร์มีชีวิต" ของสกุลไทย เพราะเรื่องคดีพระปรีชาฯที่นำมาเสนอครั้งนี้จะไม่เหมือนกับของคนอื่น รวมทั้งของตัวผมเองที่เคยลงเป็นกระทู้ไว้ในเรือนไทยดอทคอมด้วย