จรินทร์พร จุนเกียรติ

นางเอกนักกิจกรรม - ทำประโยชน์
ศิลปบันเทิง
ช่างภาพ: 

"นักแสดง" เป็นอาชีพที่สร้างชื่อเสียง และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จจากการต่อยอดการทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ทั้งร้านอาหาร แบรนด์เสื้อผ้า ร้านกาแฟ และอื่นๆอีกมากมาย แต่มีนักแสดงคนหนึ่งที่ใช้ชื่อเสียง และการเป็นที่รู้จักดังกล่าว ต่อยอดธุรกิจที่มีแนวคิดมาจากความรัก (ษ์) โลก

เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ บอกเล่าเรื่องราวผลงานในวงการบันเทิงของเธอ พร้อมแนวคิดของธุรกิจที่กำลังดำเนินไปพร้อมกันอย่างลงตัว เริ่มต้นจากละคร "ห้องหุ่น" ที่ได้รับการตอบรับที่ดีของผู้ชม

"เต้ยต้องขอบคุณที่ติดตามกันเยอะขนาดนี้ค่ะ ตอนที่เต้ยถ่ายก็คือลุ้น ลุ้นว่าสุดท้ายแล้วตัดต่อจะเป็นอย่างไร เพราะว่าตอนถ่ายมันไม่มีซาวด์น์ประกอบ ไม่มีอะไรเลย เน้นแอ็คติ้ง แล้วพอตัดต่อออกมาเราก็สบายใจมันโอ.เค.มาก ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินที่คิดไว้ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ ๑ ตอนที่ออกอากาศเลย สำหรับเต้ยบทอัมรายากนะคะ เต้ยคิดว่าคาแร็คเตอร์ทุกคาแร็คเตอร์ไม่ได้ง่าย เราต้องทำให้อัมราเป็นคนเรียบร้อย ซึ่งปกติแล้วเต้ยเป็นคนยุกยิกกระโดดกระเดก แล้วเราต้องไปเป็นเขา ต้องเรียบร้อยทุกอย่างต้องนางเอ๊กนางเอก ทุกอย่างต้องคิดดี เวลาแก้ไขสถานการณ์ก็จะพยายามอะลุ่มอล่วยทุกอย่าง กับการเป็นนางเอกเต็มตัวก็กดดันนะคะ แต่เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดี ที่กดดันจะกดดันที่ละครมากกว่า เพราะเป็นละครรีเมคด้วย เลยแบบคิดว่ามันต้องมีกระแสนู่นนี่นั่น แต่ว่ามันกลับมีกระแสที่ค่อนข้างดีมากๆ ก็เลยโล่งใจ"

ห้องหุ่น เป็นละครแนวลึกลับ สยองขวัญที่สอนเรื่องการทำความดี ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีทุกครั้งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะนอกจากเรื่องความน่ากลัวแล้ว คติธรรมที่ได้จากเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีวันล้าสมัยด้วย

"ละครเรื่องนี้มันจะมีข้อคิดตลอดเวลา ข้อคิดมาจากหุ่นผี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ข้อคิดที่สอดแทรกกับเรื่องมาตลอด เราก็ได้เองด้วย ในเรื่องอัมราน่าสงสารมากค่ะ เสียคุณพ่อ เสียคุณแม่ โดนแกล้งตลอดเวลา ก็ทำให้รู้ว่าตัวอัมราเขาเป็นคนยึดมั่นในความดีมาเสมอสุดท้ายเขาก็จะผ่านทุกอย่างมาได้ด้วยดี"

ในห้องหุ่น เต้ยรับบทเป็น "อัมรา" นางเอกผู้น่าสงสาร แต่ในละครอีกสองเรื่องซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการทำงาน เต้ยกลับพลิกคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งแนวของละครและบทบาทที่ได้รับ

"ละครเรื่อง 'คลื่นชีวิต' จะเป็นการพลิกคาแร็คเตอร์ที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิต จะเล่นเป็นคนเอาแต่ใจ เป็นลูกเจ้าของช่อง เป็นคนที่มีเพาเวอร์มากและจะเอาแต่ใจมาก ร้ายๆ วีนๆ เหวี่ยงๆ ทะเลาะกับ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ตลอด ยากมาก เต้ยรู้สึกว่ายากที่สุดตั้งแต่เคยเล่นมาเลย เพราะมันไกลตัวมาก น่าจะได้ชมกันปีหน้า และที่กำลังจะเปิดกล้องอีกเรื่อง ชื่อ บัลลังก์ดอกไม้ เต้ยเล่นคู่กับ มาริโอ้ (มาริโอ้ เมาเร่อ) เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เบาๆ โรแมนติคคอมเมดี้ค่ะ"

เต้ยผ่านบทบาทการแสดงที่ค่อนข้างหลากหลายทั้งในภาพยนตร์ และละครทีวี จากบทนางเอกคู่รอง สู่การเป็นนางเอกเต็มตัว และได้รับความชื่นชมเสมอมาในเรื่องความสามารถด้านการแสดง แต่บทบาทในวงการบันเทิงกลับเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้วางแพลนระยะยาวไว้

"เรื่องในวงการเต้ยไม่ได้วางแพลนอะไรไว้เยอะค่ะ เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับโอกาสและผู้ใหญ่ แต่ว่าถ้าเป็นใกล้ๆ ก็คิดว่าจะพัฒนาฝีมือตัวเอง คือเต้ยรู้สึกว่าทุกๆครั้งที่ได้เล่นละครแต่ละเรื่อง เต้ยจะได้เรียนรู้จากเพื่อนเพิ่ม ชีวิตคนที่เราไม่เคยเป็น แต่เราได้รู้ว่าเขาคิดแบบนี้นะ เป็นเพราะอะไร อยากที่จะเข้าใจคาแร็คเตอร์ต่างๆให้มากขึ้น สนุกกับมันมากขึ้นค่ะ"

ผลงานในวงการบันเทิงของเต้ยกำลังมีอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับโครงการช่วยเหลือช้างและธุรกิจที่ทำร่วมกับ "อเล็กซานเดอร์ ไซม่อน เรนเดลล์" นักแสดงหนุ่มซึ่งกำลังคบหาดูใจกัน ที่กำลังดำเนินไปด้วยดี

"โปรเจ็คท์อื่นๆของเต้ย มีช่วยช้างด้วย แล้วก็ EEC ที่ทำกับอเล็กซ์ อันนี้จริงจังมากเลยนะคะ Environmental Education Camp หรือ EEC เราตั้งใจทำ EECขึ้นมาเพื่ออบรม ให้ความรู้เด็กๆ คือเอ็ดดุเค็ด (Educate) คนนี่แหละแต่ว่าเราจะเริ่มจากเด็กๆก่อน สร้างแรงบันดาลใจปูรากฐานที่ดี เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนที่มาเข้าค่ายกับเราไม่จำเป็นต้องเป็นนักอนุรักษ์ทุกคน ไม่ว่าอนาคตเขาจะเป็นนักข่าว เป็นดารา เป็นอะไรก็ตามจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ในใจเขาจะมีความรักสิ่งแวดล้อม โปรเจ็คท์นี้มาจากการที่เต้ยกับอเล็กซ์รู้จักบุคลากรที่ค่อนข้างเก่งมากใน EEC เราจะมีระดับด็อกเตอร์ ที่มาจากหลายๆที่ มาจากมหิดลด้วยมาจากหลายๆสาขามากๆ และมีแต่คนที่เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แล้วทำไมเราถึงไม่ทำอะไรขึ้นมาล่ะ คือถ้าเริ่มจากมุมของเต้ย ตั้งแต่เด็กเต้ยไม่ได้ไปใกล้ชิดธรรมชาติขนาดนั้น เป็นเด็กที่โตมากับคอมพิวเตอร์ กับการเดินห้าง ทุกอย่างเหมือนเป็นวัตถุนิยม แต่พอเต้ยได้มาเจอกับ ครูอลงกต ชูแก้ว (ผู้อำนวยการกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย) ความคิดต่างๆที่มีต่อสิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยนไปหมดเลย เลยอยากที่จะให้เด็กๆได้มาเจอกับบุคลากรที่ EEC มี"

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เต้ยเป็นส่วนหนึ่งของการมีแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ ช่วยเหลือ และเปลี่ยนแปลงสังคมในหลากกิจกรรม หลายรูปแบบที่ทำมา คือความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากตัวเธอเอง

"เต้ยเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองที่สุดในชีวิตเลย ตั้งแต่มาเรียนปริญญาโท (เต้ยและอเล็กซ์กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ตรงนี้ คือปกติเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลยพูดตรงๆ อ่านแล้วไม่เข้าใจเลย น่าเบื่อ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กว่าจะอ่านเล่ม ๑ จบได้ใช้เวลานานมาก แล้วก็ไม่เอาแล้ว แต่พอมาเรียนอันนี้ มันอาจจะเป็นเรื่องที่เราอยากรู้มั้ง เลยกลายเป็นคนที่อ่านอะไรได้เยอะ พออ่านแล้วมันได้เห็นอะไรที่เยอะขึ้นจริงๆ เต้ยรู้สึกว่าสมัยนี้ แบบ...ไม่รู้ว่าคนยังอ่านหนังสืออยู่ไหม เต้ยอาจจะเป็นเด็กสมัยใหม่ที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือ แต่ว่าพอตอนนี้มันได้เห็นความสำคัญของการอ่านจริงๆ มันช่วยในหลายๆ เรื่องมากๆ ความรู้รอบตัว หรือฝึกให้เราได้จดจ่อกับอะไรบางอย่าง ฝึกความอยากเรียนรู้ อยากรู้ พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ

เมื่อก่อนเต้ยเคยรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมอยู่อันหนึ่ง เราอยู่อันหนึ่ง คือมันไม่ได้รวมกันค่ะ เรายิ่งใหญ่กว่าสิ่งแวดล้อม แต่พอได้มาเรียนปริญญาโท ซึ่งเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย มันก็เลยทำให้รู้ว่า มนุษย์คือส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมนั้นแหละ และมนุษย์ก็เป็นคนทำลายสิ่งแวดล้อม เมื่อไหร่ที่สิ่งแวดล้อมแย่ลงมนุษย์ก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด"

EEC หรือ Environmental Education Camp ของเต้ย เป็นธุรกิจที่มุ่งหวังการพัฒนาด้านจิตสำนึกและความเข้าใจต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเป้าหมายในความสำเร็จของการทำธุรกิจ

"EEC จริงๆแล้วเราจะมีเป็นแคมป์ในป่า กับแคมป์ที่ทะเล หลักๆเราจะโฟกัสที่เด็กๆ ตั้งแต่ ๔ ขวบขึ้นไป แต่ว่าเราก็จะมีทริปที่เป็นไพรเวทแคมป์เป็น CSR ถ้าไพรเวทก็เป็นกลุ่มผู้ใหญ่รวมกันมาสัก ๑๐ - ๒๐ คนเราก็ทำให้ค่ะ เราจะพาเขาไปทำหลายๆอย่าง มีพาไปเรียนรู้ชนเผ่า ชนเผ่าอูรักลาโว้ย ที่หลายคนไม่รู้จัก เขาเป็นชนเผ่าทางทะเล หรือจะเป็นชนเผ่าม้ง และอาจจะมีพาไปต่างประเทศด้วยค่ะ"

นอกจากเป้าหมายที่เป็นความรู้ ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมของผู้เข้าร่วมแคมป์ อีกสิ่งหนึ่งที่เต้ยและทีมวางเป้าหมายไว้ไกล คือการที่เรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียน

"EEC เป็นองค์กรธุรกิจ เต้ยกับอเล็กซ์ทำในส่วนของมาร์เก็ตติ้ง แมนเนจเม้นท์ (การตลาด) แต่ว่าเต้ยจะมีทีมที่ปรึกษาอีกที่หนึ่ง เป็นเหมือนเบื้องหลัง เขาวางเป้าหมายไว้ไกลมาก ไกลถึงขั้นที่แบบ อนาคตมันจะมีวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา ปกติโรงเรียนไทยหรือโรงเรียนทั่วๆไปจะมีเรียนสิ่งแวดล้อมในวิชาสังคมในวิชาวิทยาศาสตร์ แต่อันนี้จะเป็นที่ที่กำเนิดวิชาใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งอัน EEC เป็นที่ที่จะวางการเรียนเรื่องนี้ ไกลมาก"

ความก้าวหน้าทางธุรกิจของนักธุรกิจหลายคนอาจเป็นเรื่องไกลตัวคนทั่วไป แต่สำหรับธุรกิจของ
เต้ยอย่าง EEC อาจกล่าวได้ว่า เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนทุกคน เพราะเมื่อความรู้ความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นรากฐานในจิตใจคนได้มากเท่าไร สิ่งแวดล้อมและโลกของทุกคน ก็ฟื้นฟูและพัฒนาได้มากเท่านั้น

"เต้ยเคยตั้งใจไว้ว่าอยากทำอะไรสักอย่างที่มันมีคุณค่า อาชีพที่มันมีคุณค่าจริงๆ มันมีหลายอย่าง
เต้ยก็เคยขายจิวเวลรี่ แต่ก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ยั่งยืน พอมันเป็น EEC มันเป็นอะไรที่ยั่งยืนจริงๆ ไม่ได้ยั่งยืนกับเราแต่ยั่งยืนกับคนส่วนมาก"

เต้ยบอกเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แววตามุ่งมั่น แล้วเล่าต่อถึงโปรเจ็คท์อื่นๆที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ด้วยเช่นกัน

"กิจกรรมที่ทำกับเด็กพิการทางสายตา มาจาก ครูอลงกต ชูแก้ว ค่ะ เราโชคดีมากที่ได้ครูเขามาเป็นที่ปรึกษา ช่วยวางโครงสร้างการทำกิจกรรมต่างๆ เขาเป็นคนที่พาเด็กตาบอดมาเรียนรู้กับครูช้าง พาเด็กตาบอดไปดำน้ำ ซึ่งหลายๆคนจะถามว่าเด็กตาบอดดำน้ำเขาจะเห็นอะไร แต่เต้ยไปเป็นอาสาสมัครเพราะเต้ยดำน้ำเป็น เต้ยเป็นคนพาเขาดำน้ำ เขาดีใจมากที่เขาได้ลอยอยู่ในน้ำ ได้ไปนั่งอยู่ใต้ขอบสระ แล้วก็นั่งขัดสมาธิ แค่นี้เขาก็แฮปปี้มากแล้ว แล้วเราก็จำลองเป็นปะการังใต้น้ำ พอเต้ยพาเขาไปจับปะการัง สักพักหนึ่งเขาเอามือออกจากปะการังแล้วจับมือเต้ยให้ไปจับปะการังกับเขา คือแบบมันเป็นความรู้สึกที่ดี เขารู้จักแบ่งปัน คือมันดีอ่ะค่ะ เราได้เห็นอะไรหลายอย่างในตัวเขา เขามีความสามารถเยอะมาก เต้ยเชื่อว่าคนที่พิการทางสายตาเขามีสมาธิมากกว่าพวกเราเยอะมาก เขามองไม่เห็น แต่เขาสามารถฟังเสียงต่างๆได้ เล่นเครื่องดนตรีได้ ร้องเพลงได้ เขามีความสามารถไม่ต่างจากพวกเราหรอกค่ะ แล้วสิ่งที่ EEC กำลังทำคือการมอบโอกาสให้เท่าเทียมกันค่ะ"

นอกจาก เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ แล้ว ยังมีธุรกิจที่มีแนวความคิดสร้างสรรค์ และมุ่งมั่นสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมของนักแสดงอีกหลายคน เช่น Eco Shop Common ของ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร
สเปรย์เย็น Garden of Peace ของ น้ำผึ้ง-ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ ฯลฯ

นั่นอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าวงการบันเทิงของบ้านเรา มีนักแสดงกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดสร้างสรรค์และน่าชื่นชมไม่น้อย