รัก (ษ์) เกิดที่บ้านเก่า (๕) "บ้านเก่า" ที่บ้านเกิด

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

บ้านเกิดของฉันเป็นเมืองเล็กๆอยู่ริมทะเลสาบ ทะเลสาบนี้กว้างใหญ่มากๆในสายตาของเด็กที่โตมาก็เห็น "กว๊าน" แล้วเข้าใจเอาเองว่า...นี่คงใหญ่พอๆกับมหาสมุทรแน่ๆ

"กว๊าน" เป็นภาษาเหนือ แปลตามพจนานุกรมว่า "บึง" แต่สำหรับ "กว๊านพะเยา" ยังไงๆก็ไม่ใช่บึงธรรมดา แต่เป็นบึงขนาดใหญ่มาก (มากพอจะทำให้เด็กรู้สึกได้ว่าเป็นมหาสมุทร) กินเนื้อที่ถึงกว่าหนึ่งหมื่นไร่ และเป็นแหล่งประมงน้ำจืดเลี้ยงปากท้องของชาวบ้านมาเนิ่นนาน นอกจากประโยชน์ในแง่ของแหล่งอาหารแล้ว ทิวทัศน์ของกว๊านพะเยาก็เป็นความงามที่อิงอยู่กับธรรมชาติ ด้วยภูเขา ทะเลสาบ ท้องฟ้าที่ดูเหมือนจิตรกรแห่งธรรมชาติบรรจงวาดเส้นเล่นสีให้เปลี่ยนแปลงไปไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน

เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว แทบไม่มีสนามเด็กเล่นสำหรับเด็กๆที่อาศัยอยู่ในตัวอำเภอเมือง คงยิ่งไม่ต้องพูดถึงห้างสรรพสินค้าที่พ่อแม่จะอุ้มลูกจูงหลานไปเดินเล่นในตอนเย็นเหมือนสมัยนี้ มีแต่เพียง "กว๊าน" เป็นสถานที่พักผ่อน หย่อนใจ ออกกำลังกายในยามเย็น...ครอบครัวของฉัน พ่อแม่และพี่น้องจะพากันขี่จักรยานคันเล็กๆตามกันไปเป็นพรวน ลัดเลาะตามตรอกซอกซอยไปจนถึงกว๊าน ยังจำได้ดีถึงเสียงล้อจักรยานที่ช่วยทรงตัวสำหรับเด็กหัดขี่จักรยานใหม่ๆของน้องสาวคนเล็กที่ดังลั่นถนนขณะที่ขี่ไล่ตามพี่ๆ

สายลมเย็นๆริมกว๊านทำให้เหงื่อแห้งระเหยไป บางครั้งมีกลิ่นปลา กลิ่นจอก แหน ผักตบชวาที่ติดอยู่ริมตลิ่งโชยมากับลม ในบางวันเราปูเสื่อริมตลิ่งนั่งกินข้าวเย็นและดูพระอาทิตย์ตกดิน โดยมีทิวทัศน์ของกว๊านที่สวยงามกว้างใหญ่ไว้ดูแทนจอทีวี

วันหนึ่งในความทรงจำอันงดงามนั้น ครอบครัวของเราขี่จักรยานไปริมกว๊านเช่นเคย แต่สิ่งที่ได้พบเห็นกลับแตกต่างออกไป พ่อและแม่พาพวกเราเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งอยู่บนถนนเลียบกว๊านพะเยา ด้านข้างของร้านอาหารเป็นสนามหญ้ารกๆโล่งๆ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จำไม่ได้ว่าใครที่สังเกตเห็น "บ้าน" หลังนั้น แล้วถามเจ้าของร้านว่า "เข้าไปดูได้ไหม"

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันมองผ่านสนามหญ้ารกร้างจนเห็น "บ้าน" ที่หลังใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ในความรู้สึกของเด็ก นอกจากความใหญ่โตแล้ว นี่เป็นบ้านที่แปลกประหลาด ทั้งรูปทรง หน้าต่าง ประตู ล้วนแตกต่างไปจากบ้านของชาวบ้านชาวช่องเขาไปทั้งสิ้น แถมยังความน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้างเพราะเป็นบ้านร้างที่ถูกปล่อยทิ้งไว้มานานหลายสิบปี เจ้าของเป็นใครก็ไม่รู้ นั่นเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกันคร่าวๆ และเด็กก็ไม่สนใจเอาเสียเลย สนใจแต่ความรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจเมื่อเจ้าของร้านอาหารซึ่งเป็นคนเฝ้าบ้านด้วยอนุญาตอย่างใจดีว่า "เข้าไปดูได้ตามสบายเลย ประตูบ้านก็ไม่ได้ล็อก" แถมแกยังเป็นไกด์นำชมอีกด้วย

อดไม่ได้ที่จะถามลุงเจ้าของร้านตามประสาเด็กช่างสงสัยว่า บ้านหลังนี้อายุกี่ปี ลุงแกว่าไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เก่ามาก ทำเอาเด็กช่างมโนคิดไปว่า... "เก่ามาก...คงสร้างสมัยอยุธยาโน่นละมั้ง"

ภายในบ้านว่างเปล่าเต็มไปด้วยหยากไย่ แต่ยังมองเห็นความงามของลวดลายบนขอบประตูหน้าต่าง สิ่งที่จำได้แม่นยำที่สุดคือ สวิตช์ไฟแบบโบราณที่ยังคงติดอยู่ในผนังบ้าน ฉันยังเอื้อมมือไปเปิด-ปิดเล่นๆ ดูว่ายังใช้การได้ไหม แน่นอนว่าใช้การไม่ได้แล้ว บ้านจึงค่อนข้างมืด มีเพียงแสงรางๆที่ส่องผ่านกระจกสีเหนือหน้าต่างส่องทางให้เราเดินชมบ้านอย่างเพลิดเพลินจนใกล้พลบค่ำ

ฟ้าเริ่มมืดแล้วเมื่อออกจากบ้านร้าง ฉันมองบ้านหลังใหญ่เต็มตาแล้วรู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อยเหลือนิดเดียว บอกไม่ถูกว่ากลัวหรือชื่นชม แต่รู้สึกว่าบ้านใหญ่ที่แปลกประหลาดหลังนี้ มี"อะไร"มากกว่าความน่ากลัว

"อะไร" ที่ว่านั้น ฉันได้พบคำตอบในอีกสามสิบกว่าปีต่อมา

เวลาผ่านไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง เด็กหลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางคนจากบ้านเกิดไปอยู่เมืองหลวง ทำงานต่างถิ่นต่างที่ แต่ทุกครั้งที่หวนกลับมาบ้านเกิด เราต้องมา "กว๊าน" เสมือนหนึ่งว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องมาทักทายเพื่อนที่คุ้นเคย

เราอาจจะเปลี่ยนแปลง แต่ทิวทัศน์ของกว๊านไม่เคยเปลี่ยน และบ้านเก่าหลังนั้นก็ยังคงอยู่ มีแต่สภาพแวดล้อมรอบๆที่เปลี่ยนแปลงไป ทราบว่าก่อนนั้นบ้านหลังนี้มีผู้มาเช่าเป็นร้านอาหาร แต่ใช้พื้นที่เพียงบริเวณด้านหน้า ตั้งโต๊ะเป็นชุดๆ ให้ลูกค้าได้ชมความงามของอาคารโบราณ ต่อมาภายหลังก็หมุนเวียนเปลี่ยนผู้เช่าไปเรื่อยๆ

ทุกครั้งที่มองผ่านรั้วที่เก่าคร่ำคร่า จะเห็นว่าตัวบ้านทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาอย่างน่าใจหาย แต่ก็ยังคงงดงามด้วยโครงสร้าง และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น เหมือนรอเวลากลับมาสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง

พ.ศ.๒๕๕๔ บ้านเก่าหลังนี้เปลี่ยนมือจากเจ้าของเดิม มาอยู่ในความครอบครองของ สุวิช พิสิษฐ์กุล คหบดีชาวพะเยา ผู้มีความผูกพันกับบ้านหลังนี้มาแต่เดิม...

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นโดย หลวงศรีนครานุกูล ขุนนางเชื้อสายจีนซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านการค้าในแถบภาคเหนือตั้งแต่เมืองพิษณุโลก แพร่ เรื่อยไปจนถึงเมืองพะเยา โดยมี หลวงพิสิษฐ์กัยกร หรือ ฉีถิ่งแซน เจ้าภาษีนายอากรเมืองพิษณุโลกเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ ทั้งสองเริ่มกิจการรถเมล์ที่จังหวัดพิษณุโลกก่อนจะร่วมกันตั้งโรงกลั่นสุราและค้าข้าวที่จังหวัดพะเยา มีบทบาทสำคัญในด้านการค้าขายแถบนี้จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

เดิมทีบ้านหลังนี้ชื่อว่า "บ้านสุทธภักติ" หลวงศรีนครานุกูล สร้างขึ้นใน พ.ศ.๒๔๖๕ เพื่ออยู่อาศัย ใช้เวลาก่อสร้างบ้านนานถึง ๗ ปี จึงเสร็จสิ้น ทำเลของบ้านนี้นับว่างดงามมากเพราะสร้างบนที่ดินผืนใหญ่ริมถนนเลียบกว๊านพะเยา มีเพียงถนนคั่นกลางระหว่างตัวบ้านและกว๊านพะเยา เมื่อมองจากบนชั้นสองจะเห็นกว๊านอย่างชัดเจน บริเวณใกล้ๆกันเป็นบ้านหลวงพิสิษฐ์กัยกรผู้เป็นหุ้นส่วนธุรกิจ คุณลุงสุวิช พิสิษฐ์กุล ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานปู่ของหลวงพิสิษฐ์กัยกร เมื่อเด็กๆก็เคยวิ่งเล่นในบ้านสุทธภักติหลังนี้ เพราะมีอาณาบริเวณใกล้เคียงกับบ้านของหลวงพิสิษฐ์กัยกรนั่นเอง

เมื่อ ๔ ปีที่แล้ว ฉันได้กลับไปยืนอยู่ใกล้เคียงกับจุดเดิมใกล้ร้านอาหารที่เคยมองเห็นบ้านเก่าหลังนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เมื่อเพื่อนสนิทในวัยเด็ก วุฒิกฤษฏิ์ พิสิษฐ์กุล บุตรชายของคุณลุงสุวิช พาเดินเข้ามาสำรวจบ้านที่ในวันนั้นยังรกเรื้อด้วยเถาวัลย์ปกคลุมไปทั่ว แต่ก็ยังคงความโอ่อ่างดงามในโครงสร้างของเรือนไม้ทรงปั้นหยา ลวดลายฉลุภายในยังอยู่ในสภาพดีแม้จะจมอยู่ในหยากไย่และฝุ่นละอองมานานหลายสิบปีก็ตาม

อดีตของบ้านหลังนี้ นับว่าอยู่ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองพะเยาก็ว่าได้ เนื่องจากเมื่อกว่าหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน พะเยาเป็นเส้นทางผ่านไปสู่เมืองภาคเหนือตอนบนสุดของไทยอย่างเชียงราย การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือโดยสารทางรถไฟมาลงที่สถานีลำปางก่อนจะนั่งรถยนต์ต่อไปยังเชียงราย แต่ด้วยระยะทางที่คดเคี้ยว และการคมนาคมที่ไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ จึงต้องใช้เวลามากในการเดินทาง คณะเดินทางทั้งพ่อค้า ข้าราชการ จึงจะต้องแวะพักแรมที่เมืองพะเยาในเวลาค่ำก่อนจะเดินทางต่อไปยังเชียงรายในวันรุ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ "บ้านสุทธภักติ" อันสง่างามของหลวงศรีนครานุกูลกลายเป็นเรือนรับรองของบรรดาข้าหลวงและบุคคลสำคัญที่เดินทางมาปฏิบัติราชการในมณฑลพายัพ อาทิ พลเรือโท พระยาราชวังสัน หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และ พระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือข้อความในสมุดบันทึกเยี่ยมจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ที่บันทึกไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จฯมาเสวยพระกระยาหารกลางวันที่บ้านนี้ในระหว่างการเสด็จประพาสมณฑลพายัพ นั่นทำให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งบ้านหลังนี้เคยเป็นฉากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองพะเยาที่ไม่ธรรมดาทีเดียว

(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า)