ดาวลิขิต รัญญา ศิยานนท์

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

(ตีพิมพ์ ๒๒ ตุลาคม ๒๐๑๕)

ยากนักที่จะปฏิเสธว่า เส้นทางแห่งดวงดาวมิข้องเกี่ยวกับความเป็นไปในชะตาชีวิตของมนุษย์เรา และหากพิจารณาแล้ว อาจเป็นความเหลือเชื่อสำหรับหญิงสาวสวยผู้หนึ่งที่พยายามจะ 'หนี' ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่การเป็นนักเรียนการแสดงของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ ทั้งที่พยายามหลีกไกลอย่างไร ก็มิอาจเลี่ยงพ้นจากความปรารถนาของบุพการีที่ต้องการเห็นลูกสาวคนสวยหันเหจากการเรียนสาย 'พยาบาล' มาสู่การเรียนในอาชีพนักแสดงอย่างเต็มตัว

นั่นแสดงว่า ผู้เป็นมารดาย่อมเห็น 'อะไร' ในตัวเธอ จึงตั้งเป้าหมายให้แก่บุตรสาวเช่นนั้น และอีกมูลเหตุหนึ่งซึ่งน่าจะกล่าวได้ว่า เพราะดวงดาวลิขิตหรือไฉน จึงเสกสรรให้หญิงสาวสวยผู้นี้ บุ๋ม-รัญญา ศิยานนท์ ผู้เคยออกปากเมื่อสมัยอดีตตั้งแต่ ๓๐ ปีมาแล้วว่า ตนเองมิใช่คนของใคร หากแต่เป็นคนของตัวเอง แต่แล้วกลับกลายมาเป็นคนของประชาชน คนของสาธารณชน คนของวงการมายา คนผู้ต่อยอดดวงดาราประดับฟากฟ้าบันเทิงไทย อย่างชนิดที่เจ้าตัวเองก็ต้องยอมรับต่อสถานภาพเหล่านี้

บุ๋ม-รัญญา ศิยานนท์ ชื่อจริงคือ อรัญญา โกศิยกาญจน์ เป็นชาวจังหวัดแพร่ เธอมีผลงานโฆษณาและละครโทรทัศน์ตั้งแต่อายุ ๑๕-๑๖ ปี ต่อมา "ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา" คัดเลือกเธอจากโรงเรียนการแสดงฯ ให้ขึ้นอันดับแถวหน้ามาเป็นนางเอกเต็มตัวในละครเรื่อง 'นางเอก' ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ เมื่อปี ๒๕๒๙ นับจากนั้นมา ชื่อ บุ๋ม-รัญญา ศิยานนท์ จึงแจ้งเกิดและโดดเด่นบนฟากฟ้าบันเทิงไทยมาตลอด

๓๐ ปีที่ผ่านมา เธอทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง อาทิ ร้องเพลงประกอบละคร 'รักประกาศิต' (ปี ๒๕๓๑) ร้องเพลง 'วนาสวาท' คู่กับ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ประกอบละครเรื่อง 'วนาลี' (ปี ๒๕๓๓) ร้องเพลง 'สุดเหงา' ประกอบละครเรื่อง 'ดาวกระจ่างฟ้า' และนอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ดาราสนับสนุนหญิงดีเด่นจากละคร 'เกมเกียรติยศ' ปี ๒๕๓๗

เธอเป็นนักแสดงอาชีพอีกผู้หนึ่งที่พัฒนาศักยภาพโดยไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันเธอขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับละครโทรทัศน์เต็มตัว โดยได้รับความไว้วางใจจาก "ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา" ผู้ซึ่งมีความละเมียดละไมในการสร้างสรรค์ละครอย่างหาตัวจับยาก เธอจึงมาทำหน้าที่ผู้กำกับละครเรื่อง เจ้าบ้าน เจ้าเรือน (บทประพันธ์ของ แก้วเก้า) แว่วว่ากำลังจะออกอากาศในเร็วๆนี้

-ด้วยพรหมลิขิต ชีวิตพลิกผันทันทีตั้งแต่วันที่หักเหจากการเรียนสาย 'พยาบาล' มาเป็น 'นักเรียนการแสดง' ของทางช่อง ๓

น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ ไม่มีอะไรบังเอิญ

ความจริงบุ๋มเป็นคนที่กล้าแสดงออกอยู่แล้ว พอไปเรียนที่โรงเรียนการแสดงฯ ทำให้รู้ว่าเรามีความสามารถมากกว่าที่เราคิด และอาจารย์หลายท่านที่สอนการแสดงให้แก่รุ่นบุ๋ม ล้วนเป็นอาจารย์ระดับเซียนทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับเป็นความโชคดีที่มีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ของอาจารย์ อย่าง รองศาสตราจารย์ สดใส พันธุมโกมล (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี ๒๕๕๔) หลักสูตรการเรียนการสอนก็คล้ายคลึงกับหลักสูตรสาขาศิลปะการแสดงที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเขาเรียนกัน ยังอดคิดไม่ได้ว่าเป็นความโชคดีของเราจริงๆ

-จนกระทั่ง คุณไก่-วรายุฑ ผู้สร้างละครมืออาชีพ มองเห็นแววการแสดง...

ใช่ค่ะ ตั้งแต่เข้าวงการนี้มา บุ๋มมักจะพูดถึง 'พี่ไก่-วรายุฑ' โรงเรียนการแสดงของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ และท่านอาจารย์สดใส พันธุมโกมล ที่หล่อหลอมให้บุ๋มเป็นวันนี้

โดยเฉพาะสิ่งที่พี่ไก่สอนให้เราพึ่งพาตัวเอง คือไม่ได้อุ้มเราตลอดเวลา เวลามีปัญหาพี่ไก่ก็ปล่อยให้เราไปแก้ปัญหาเอง เหมือนต้องการให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง จะได้แข็งแรง อยู่กับพี่ไก่เหมือนได้ฝึกทหารค่ะ เขาบอกว่าในที่สุดคนเราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง อย่าอยู่ให้คนประคองตลอดเวลา ไม่มีใครอยู่กับเราไปตลอดชีวิต จึงมีส่วนทำให้เราแข็งแรงและเข้มแข็งกับทุกๆอย่างในชีวิต

ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่ได้มากไม่ได้น้อย คุณภาพของการทำงาน คือตัววัดผลสำคัญว่า ในที่สุดแล้ว เราจะอยู่ได้ยาวนานขนาดไหนบนถนนสายนี้

พี่ไก่สอนเสมอว่าให้รับผิดชอบในหน้าที่และอาชีพของตนเอง แล้วก็ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน คือตรงเวลา มีวินัยในการทำงาน ต้องไม่ทำให้คนอื่นลำบากไปกับเรา อะไรที่ดูแลตัวเองได้หรือช่วยเหลือตนเองได้ ให้พยายามทำก่อน ก่อนที่จะไปเรียกร้องให้คนอื่นทำให้ ถึงแม้ทุกวันนี้พี่ไก่อยู่ระดับผู้บริหาร มีลูกน้องมากมาย แต่เขาก็ยังทำเองทุกอย่าง ส่วนตัวบุ๋มเองก็เป็นคนไม่ค่อยชอบเรียกใช้ใครค่ะ บุ๋มมีความรู้สึกว่าอะไรที่ทำเองได้ ก็จะทำเอง ไม่ค่อยอยากให้คนอื่นทำให้ เกรงใจ คือไม่อยากถือตัวว่าเราอยู่ระดับนี้แล้วนะ ไม่อยากถือ เพราะเคยถือแล้ว มันไม่มีความสุข ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่การที่เรามีวรรณะสูงกว่าใคร ความสุขอันแท้จริง คือเราอยู่แล้ว เรามีความสุขแค่ไหนมากกว่า

-ถ้าให้ย้อนนึกกลับไป นับจากที่ได้เป็น 'นักเรียนการแสดง' ไม่ทราบว่าพบพรสวรรค์ด้านนี้ของตนเองตั้งแต่เมื่อไร

บุ๋มเชื่อว่าบุ๋มพบพรสวรรค์ของตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่แรกเลย บุ๋มรู้ว่าบุ๋มทำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่บุ๋มทำไม่ได้ แต่บุ๋มชอบกลัวว่าบุ๋มจะทำไม่ได้

-ประหม่า?

ไม่มั่นใจค่ะ เห็นอย่างนี้เป็นคนไม่มั่นใจนะคะ เห็นอย่างนี้เป็นคนขี้กลัวจริงๆ แต่บุ๋มจะปกป้องตัวเองด้วยการแสดงสิ่งที่ตรงข้ามเสมอ ความจริงข้างใน บุ๋มรู้ว่าบุ๋มทำได้แหละ แต่ว่าจะกลัววิธีการที่จะไปถึงตรงนั้นมากกว่า มันก็เป็นกระบวนการของระบบมนุษย์นะคะ บางทีเราไม่รู้ทั้งหมดหรอก เราอาจจะไม่ได้เรียนหนังสือเยอะ เราก็เลยกลัวว่าถ้าทำไปแล้ว เราจะทำได้สำเร็จเหรอ เพราะเราไม่ได้เรียนมา แต่ก็ค้นพบว่าบางครั้งมันก็ไม่ได้อยู่ที่ทฤษฎี สิ่งสำคัญอยู่ที่การเรียนรู้และประสบการณ์มากกว่า ซึ่งเราก็ตระหนักได้ทีหลังว่า เราทำได้จริง เพียงแต่เรากลัวไปก่อน มักดูถูกตัวเองไปก่อน ไม่มั่นใจไปก่อน แล้วก็เอาคำวิจารณ์ของมนุษย์รอบตัวมาเป็นบรรทัดฐานว่า เราทำไม่ได้หรอก ทั้งที่ความเป็นจริง เราทำมันได้

-เคยเจอกับประสบการณ์ที่อ่อนไหวที่สุดไหมคะ

เคยค่ะ ตอน ๒-๓ ปีแรกที่เข้าวงการ มีปัญหากับคาแร็คเตอร์ของตนเอง คือบุ๋มเป็นตัวของตัวเองสูงมาก แล้วบุ๋มไม่รู้ว่าการเป็นดาราหรือการเป็นคนมีชื่อเสียง มันคือการเป็นบุคคลสาธารณะที่ทุกคนจับต้องเราได้ ขณะที่บุ๋มเป็นมนุษย์ที่ชอบใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง บุ๋มชอบเที่ยว ชอบเฮฮา เสียงดัง พูดจาตรงไปตรงมา ซึ่งมีคนคอยเตือน บุ๋มก็ไม่เชื่อเขา และบอกว่าทำไมล่ะ ในเมื่อบุ๋มทำงานเหนื่อย ก็อยากจะพักผ่อนเฮฮาเต็มที่ อยากจะเป็นตัวของตัวเอง เขาบอกไม่ได้ เราเป็นคนของประชาชน บุ๋มก็บอกกลับไปว่า บุ๋มไม่ได้เป็นคนของประชาชน บุ๋มเป็นคนของตัวเอง เพราะฉะนั้น บุ๋มอยากทำอะไร บุ๋มก็ทำ บุ๋มอยากพูดอะไร บุ๋มก็พูด ทำไมบุ๋มถึงไม่มีอิสระในการเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง ทำไมบุ๋มจะต้องเป็นคนของคนอื่น บุ๋มไม่อยากเป็นคนของใครทั้งนั้น ตอนนั้นก็เลยกลายเป็นว่า เราแรง เราไม่ฟังใคร เราดื้อ เราเสียงดัง เราเหวี่ยง เราวีน คาแร็คเตอร์ของบุ๋มตอนนั้น แรงมาก เป็นนักแสดงในยุค ๒๕๒๘ ที่ไม่มีใครเป็นแบบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่นางเอกก็จะมีคนคอยดูแลตักเตือน และเชื่อฟังผู้เตือน คงมีแต่บุ๋มนี่แหละที่ไม่ฟังใคร

ช่วงนั้นก็เลยรู้สึกว่าไม่อยากเล่นละคร ไม่อยากเป็นนักแสดง มีความรู้สึกว่าทำไมชีวิตส่วนตัวของเราหดหายไป บุ๋มอยากแค่มีอาชีพเลี้ยงตัวได้ แต่ไม่อยากมีชื่อเสียง บุ๋มไม่อยากให้ใครรู้จักบุ๋ม ไม่อยากให้เวลาเดินๆไปไหน แล้วคนปรี่เข้ามาขอถ่ายรูป บุ๋มไม่ชอบ เรียกว่า ณ เวลานั้น บุ๋มหาสมดุลของอาชีพนักแสดงกับชีวิตของตัวเราเองไม่เจอ ก็เลยเครียด ไม่อยากทำแล้ว คิดว่าจะกลับไปเรียนต่อเพื่อเป็นนางพยาบาลอย่างที่ใฝ่ฝัน ตอนนั้นคิดแบบนั้น ก็มาบอกกับแม่ว่าบุ๋มไม่ทำแล้วนะ บุ๋มทรมาน ทำไมบุ๋มจะต้องทำ แม่ก็จะคอยสอนว่าเราเป็นคนของประชาชน แม่พูดคำนี้อีกแล้ว บุ๋มอยากขอไปเป็นอย่างที่บุ๋มอยากเป็นดีกว่า ตอนนั้นรู้สึกแย่มากค่ะ แย่แบบร้องไห้ทุกวัน ไม่อยากไปเล่นละคร มีคนติดต่อเข้ามา ก็ไม่อยากทำ หรือทำไปก็หน้าหงิกหน้างอ ไม่อยากเป็นนักแสดงอีกแล้ว เพราะมีความรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ลิดรอนสิทธิชีวิตเรา ตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ

-แล้วเพราะอะไรที่ทำให้ไม่พลิกผัน

เพราะมันเป็นอาชีพเดียวที่ทำให้เราเลี้ยงชีพได้ บอกเลยว่าครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย เพราะฉะนั้น บุ๋มจึงต้องเลี้ยงทั้งบ้าน ก็เลยต้องทนทำไป บอกเลยว่าต้องทนทำไป ทำงานทุกอย่าง ร้องเพลง โชว์ตัว เล่นละคร เป็นพิธีกร ทำทุกอย่างที่ทำได้ เป็นอาชีพที่เงินดีที่สุดนะคะ หาเงินง่ายที่สุด เราจึงทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง หลายปีผ่านไป ฝีมือการแสดงก็พัฒนามากขึ้น ความสามารถทักษะในด้านการทำงานก็ถูกพัฒนาไปด้วย ทั้งๆที่ระหว่างที่ทำไป ก็ยังไม่ได้ชอบ แต่อาจจะมีพรสวรรค์ตรงนี้ จึงมีงานเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง เริ่มเบื่อการแสดง ก็มีคนติดต่อให้บุ๋มไปเป็น 'แอ็คติ้ง โค้ช' หรือผู้ฝึกสอนการแสดงให้แก่ดารารุ่นใหม่ ทีแรกที่ได้ยิน เฮ่ย! ไม่รู้จัก ทำไม่เป็น แต่เขาคงเห็นทักษะการแสดงของเรา เพราะเวลาบุ๋มเจอนักแสดงรุ่นน้องที่เล่นละครด้วยกัน บุ๋มจะช่วยเขา ก็เลยตัดสินใจรับงานเป็น 'แอ็คติ้ง โค้ช'

-ถามตรงๆ ในที่สุดได้พบความสุขในอาชีพหรือยังคะ

ไม่ใช่ว่ายังไม่เจอนะคะ แต่ในวันที่บุ๋มเป็นนักแสดง บุ๋มยังไม่เจอความรู้สึกที่มีความสุขหรือความรู้สึกว่าใช่ แล้วถ้าอย่างนั้น เราจะทำอย่างไรเพื่อไม่รำคาญคนอื่นๆ ที่มาวุ่นวายกับชีวิตเรา แต่พอบุ๋มมีโอกาสเป็นผู้ฝึกสอนการแสดง ทำให้บุ๋มตระหนักถึงอะไรบางอย่าง ได้สัมผัสกับนักแสดงรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเหมือนเป็นกระจกมองตัวเราเอง ทำให้เห็นว่าที่ผ่านมาเราเคยทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่ดีเลย

แต่อย่างไรก็ตาม บุ๋มไม่เคยลบหลู่อาชีพ บุ๋มเป็นคนให้เกียรติและเคารพอาชีพตัวเองเสมอมา แล้วก็เป็นคนซื่อสัตย์กับอาชีพของตัวเองอย่างที่พี่ไก่สอน เพียงแต่ว่าบุ๋มไม่ชอบการที่ต้องเป็นคนของประชาชน ไม่ชอบที่สุด เพราะบุ๋มรู้สึกว่าบุ๋มไม่ใช่คนของประชาชน บุ๋มไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี บุ๋มไม่อยากเป็นตัวอย่างที่ดีของใคร บุ๋มอยากเป็นตัวของตัวเอง พอวันหนึ่งที่ได้มาเป็นแอ็คติ้ง โค้ช มันเห็นสิ่งที่เราเคยเป็นและเรากำลังเป็นอยู่ แล้วพอมันสะท้อนเข้ามาที่ตัวเรา ทำให้เราระลึกได้ อะไรที่ทำให้เราเลี้ยงชีพได้จนทุกวันนี้ คำตอบก็คือ ประชาชนคนดู เพราะบุ๋มเชื่อว่าคนดูทุกๆคนบนโลกใบนี้ ดูทุกอย่างเพื่อความบันเทิง ดูทุกอย่างเพื่อสอนเรา และดูทุกอย่างเพื่อความสุข เพื่อเป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้น ประชาชนที่มาดูละคร มาชื่นชอบการแสดง หรือมามองเห็นว่านักแสดงเป็นบุคคลที่มีเสน่ห์ เป็นแม่เหล็กของละคร ประชาชนจึงมีพระคุณกับเรา บุ๋มจึงตระหนักถึงคำว่า 'คนของประชาชน' ตั้งแต่นั้นบุ๋มรู้สึกว่าตนเองเปลี่ยน เดี๋ยวนี้บุ๋มยิ้มให้ทุกคนก่อน เมื่อก่อนบุ๋มไม่ยิ้มให้ใคร เดินก้มหน้าไม่สนใจ ไม่แต่งหน้า เดี๋ยวนี้บุ๋มยิ้มให้ทุกคน เดี๋ยวนี้บุ๋มเจอใครเข้ามาขอถ่ายรูป บุ๋มถ่ายรูปโดยไม่เหนื่อย แล้วข้างในบุ๋มก็มีความสุข

สมมติว่าถ้าประชาชนเขาไม่ดูเรา เราจะมีอาชีพอยู่ไหม สมมติว่าคนทั้งโลกเขาไม่ดูมหรสพ แล้วเราจะมีอาชีพได้อย่างไร ยิ่งยุคปัจจุบันนี้ เอเจนซี่จ้างดาราที่มีชื่อเสียงในราคาค่าตัวสูงๆเพื่อโฆษณาสินค้า บุ๋มยิ่งต้องทำให้น้องๆนักแสดงรุ่นใหม่รู้สึกว่านี่แหละคือเงินของประชาชนที่ซื้อสินค้า ผู้จ้างถึงได้นำกำไรเหล่านี้มาจ้างเราห้าล้าน สิบล้าน เพื่อให้เราโฆษณาสินค้า เพื่อให้ประชาชนมาซื้อสินค้า เพราะฉะนั้น คนที่มีพระคุณกับเรามากที่สุด ก็คือประชาชน

-มีวิธีบ่มรักษา 'คุณภาพ' ในการเป็น 'คนของประชาชน' ให้ยาวนานได้อย่างไร

อาจจะเป็นเพราะว่า เวลาบุ๋มทำงาน คาแร็คเตอร์ของบุ๋มชัดเจนในทุกบทบาท บุ๋มเต็มที่ในทุกงาน และเป็นคนที่ทำงานเกิน ๑๐๐ % ตอนเป็นนักแสดงก็เต็มที่ เป็นแอ็คติ้ง โค้ชก็เต็มที่ เป็นผู้กำกับฯก็เต็มที่ หรือไม่ว่าการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพของความเป็นเพื่อน อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับลูกน้อง อยู่กับทีมงาน อยู่กับตัวเอง ทำกิจกรรมอะไรก็ตาม เล่นกีฬา ปฏิบัติธรรม เที่ยว บุ๋มมีความชัดเจนกับทุกๆกิจกรรม เพราะเป็นคนที่ชัดเจนในทุกๆเรื่องมาก คาแร็คเตอร์ของบุ๋มชัดเจน บุ๋มรู้สึกอย่างนั้นค่ะ

ยิ่งการทำงานยิ่งชัดเจน บุ๋มไม่ได้คิดแค่ว่านี่คืองานของฉัน เพราะความจริงมันคืองานของทุกคน เพราะฉะนั้น ทีมงานทุกคนจึงมีส่วนสำคัญในการทำงาน และความที่บุ๋มเป็นคนอินเนอร์ทุกอย่างในการทำงาน หัวใจมันจึงใหญ่ค่ะ บุ๋มรู้เลยว่าบุ๋มเป็นคนหัวใจใหญ่ในการทำงาน บุ๋มถึงไม่ค่อยเหนื่อย บุ๋มมีความรู้สึกมีความสุขในการทำงาน งานทำให้เราแข็งแรงมากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้มากขึ้น ได้รับประสบการณ์มากขึ้น ดังนั้น ประชาชนคนดูที่เขาเสพงานของเรา เขาก็ย่อมสัมผัสได้ คงเหมือนกับเวลาที่เราทานอาหารอร่อย เราก็จะจดจำอาหารร้านนั้นได้ แล้วก็อยากกลับไปทานอีก

-เมื่อชัดเจนในการทำงานแบบนี้ เกิดความเครียดบ้างไหมคะ

บุ๋มถูกฝึกมาจากท่านอาจารย์สดใส พันธุมโกมล ให้ Jump in และ Jump off พอเสียงนับถึงสาม เราคือตัวละคร เสียงผู้กำกับฯคัตปุ๊บ เราทิ้งตัวละครไว้ตรงนั้น

ทิ้งเลย สามารถค่ะ บุ๋มไม่เคยพาตัวละครกลับบ้าน และบุ๋มไม่เคยเอาตัวเองเข้าไปใส่ในตัวละคร บุ๋มให้เกียรติตัวละคร บุ๋มรู้สึกว่าตัวละครเขามีทางของเขา ตัวละครเขามีชีวิตของเขา เราแค่ทำความรู้จักเขาให้มากที่สุดว่าเขาคือใครมาจากไหน เหมือนการตีความตัวละคร แล้วเราก็ให้เขานำพาตัวเขาเองโดยผ่านตัวเราไป ตรงนี้อาจเป็นศาสตร์ที่อธิบายยากนะคะ แต่ถ้าใครเข้าใจแล้ว ก็จะทำงานได้อย่างสบาย เพราะฉะนั้น คนที่เล่นละครแล้วเครียด คนที่เล่นละครแล้วติดอยู่กับคาแร็คเตอร์ของตัวละคร คนที่เล่นละครแล้วเหนื่อยหนักกลับบ้าน แสดงว่าเขายังไม่ปลดปล่อยตัวละครอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่บุ๋มเล่นละคร ไม่ว่าจะเป็นบทดี บทร้าย บทตลก บทบ้าบอ เวลากลับบ้าน บุ๋มจะมีความสุขเหมือนการได้ออกกำลังกาย เพราะบุ๋มไม่ได้พาตัวละครกลับบ้านด้วย

-กับงาน 'แอ็คติ้ง โค้ช' ล่ะคะ

บอกได้เลยว่าบุ๋มรักงานแอ็คติ้ง โค้ช บุ๋มทำงานนี้มา ๑๐ ปีแล้ว เป็นงานเบื้องหลังการแสดง ชอบถ่ายทอดให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการแสดงแก่น้องๆนักแสดงรุ่นใหม่ และอาจจะชอบงานแอ็คติ้ง โค้ชมากกว่างานการแสดงด้วยซ้ำ ทำแล้วมีความสุขค่ะ

-เคยเป็น 'แอ็คติ้ง โค้ช' ให้แก่ดาราคนไหนบ้างคะ

เช่น 'แอฟ-ทักษอร' 'ลดา เองชวเดชาศิลป์' เรื่อง 'ริษยา' ซึ่งตอนนั้นเป็นนักแสดงใหม่ทั้งคู่ หรือเรื่อง 'แค้นเสน่หา' มีสองนางเอกใหม่ 'ธัญชนก กู๊ด' กับ 'มทิรา ตันติประสุต' และยังทำอีกหลายๆเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นค่ายละคร ฮูแอนด์ฮู ของ พี่ไก่-วรายุฑ กับค่ายละคร บริษัทชลลัมพี โปรดักชั่น ของ คุณสรวงสุดา ชลลัมพี ค่ะ

จริงๆบุ๋มไม่ค่อยอยากใช้คำว่าครูนะ เพราะบุ๋มมีความรู้สึกว่าบุ๋มไม่สมควรกับคำคำนั้น บุ๋มอยากเป็นแค่โค้ชที่บอกฮาวทูของการแอ็คติ้งมากกว่า ซึ่งครูคือผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา แต่บุ๋มไม่ใช่ บุ๋มเหมือนเป็นพี่เลี้ยงค่ะ พี่เลี้ยงนักแสดงที่คอยดูคอยแนะนำ เหมือนเป็นโค้ชจริงๆ เช่น คอยดูกล้ามเนื้อ คอยดูวิธีวิ่งของเขา คอยดูสมาธิของเขา คอยดูความคิดความเชื่อของเขา ฯลฯ บุ๋มมักจะชอบให้คนเรียกบุ๋มว่าพี่ หรืออา หรือโค้ช แต่บุ๋มไม่ค่อยชอบให้เรียกครู แต่ทุกคนก็จะเรียกครูบุ๋มอยู่ตลอด

บุ๋มคิดว่าการที่เราได้รู้จักนักแสดงแล้วต้องไปโค้ชเขา บุ๋มว่าเราต้องทำความรู้จักตัวเขาก่อน ก่อนที่จะบอกว่าเขาต้องทำอะไร บุ๋มจะชอบคุยกับนักแสดงเยอะๆ เพื่อฟังว่าเขาคิดอย่างไรรู้สึกอย่างไร และรู้จักกับตัวละครที่เขาต้องสวมบทบาทแล้วหรือยัง โดยบุ๋มจะทำเวิร์คช็อปกับนักแสดง เพื่อให้เขาเข้าใจคาแร็คเตอร์ตัวละครที่เขาจะต้องเล่นเป็นตัวนั้น

งานแอ็คติ้ง โค้ช ก็เหมือนเป็นอีกศาสตร์หนึ่งของศิลปะการแสดงค่ะ ซึ่งเราต้องสามารถมีวิธีการหรือมีขั้นตอนการทำงานเพื่อให้มองเห็นคนคนนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง เพื่อนำพาเขาไปสู่บทบาทการแสดงให้เป็นผลสำเร็จ พูดง่ายๆก็คือ ทำความรู้จักเขา เพื่อให้เขาทำความรู้จักตัวละคร

-เบื้องหลัง นอกจากงานสอนการแสดงแล้ว ยังเป็นผู้กำกับละครอีกด้วย

ค่ะ บุ๋มกำกับละครเรื่องแรก คือ 'คุณแม่จำแลง' ที่ ชาคริต แย้มนาม แสดงคู่กับ ธัญญาเรศ รามณรงค์ แล้วก็กำกับละครมาอีกหลายเรื่อง เช่น มารยาริษยา ต้นรักริมรั้ว ฝันเฟื่อง รักปาฏิหาริย์ ฯลฯ และล่าสุดตอนนี้ที่กำกับอยู่ แต่ยังไม่ลงจอ เรื่อง 'เจ้าบ้าน เจ้าเรือน' ค่ะ แสดงนำโดย เจษฎาภรณ์ ผลดี คู่กับ ศรีริต้า เจนเซ่น

-กำกับละครเรื่อง 'เจ้าบ้าน เจ้าเรือน' มีความแตกต่างจากการกำกับเรื่องอื่นๆมั้ยคะ

คือทีแรกบุ๋มได้รับมอบหมายจากพี่ไก่-วรายุฑให้ดูเรื่องนี้ เขาไม่ได้บอกจะให้กำกับ พี่ไก่ส่งนวนิยาย 'เจ้าบ้าน เจ้าเรือน' มาให้อ่าน บุ๋มอ่านสองรอบ ชอบมาก และรู้ว่าเป็นอะไรที่ยากมากสำหรับความรักต่างมิติ ซึ่งในความต่างมิติ ก็ไม่ใช่เป็นมนุษย์ด้วยกันนะคะ คนหนึ่งเป็นวิญญาณ อีกคนหนึ่งเป็นคน โอ้โห! คำถามแรกของบุ๋มหลังจากที่อ่านเรื่องนี้จบ คือเขียนได้อย่างไร ตอนที่เขียน ผู้ประพันธ์มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ เอ่อ ยากมากเลยนะคะที่จะมาทำเป็นละคร แต่พี่ไก่จะทำ พี่ไก่ถามบุ๋ม เธอจะกำกับไหม ไม่ค่ะ บุ๋มตอบไปทันที บอกเหตุผลไปด้วยว่ามันทำยากมาก บุ๋มกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ทันเวลาที่ถูกกำหนดมา บุ๋มบอกกับพี่ไก่เลยว่า ให้คนเก่งๆมาทำเถอะ บุ๋มกลัวจังเลย บุ๋มก็กลัวมากจริงๆค่ะ พี่ไก่ก็ยังบอก ทำไมต้องกลัว ให้ลองทำดู แต่...พี่ไก่งานแบบนี้มันเป็นงานลองไม่ได้นะคะ บุ๋มเป็นแอ็คติ้ง โค้ชให้ได้ และบุ๋มจะทำเต็มที่เลย พี่ไก่เป็นคนกำกับเองเถอะ

บุ๋มยังถามพี่ไก่กลับไปด้วยว่า บุ๋มกำกับละครของพี่ไก่ได้แล้วเหรอคะ พี่ไก่ก็ตอบว่า ได้ คือต้องเล่าว่าก่อนหน้านี้พี่ไก่ไม่ยอมให้บุ๋มกำกับละครของเขาเลย โดยพี่ไก่ให้เหตุผลว่า บุ๋มยังไม่นิ่ง ซึ่งบุ๋มกำกับละครให้แก่ค่ายอื่นๆมาแล้ว ๗-๘ เรื่อง ขณะที่พี่ไก่ก็ยังไม่ยอมให้กำกับละครของเขา ซึ่งงานกำกับละครให้พี่ไก่-วรายุฑ คือฝันสุดท้ายในชีวิตของบุ๋ม มาถึงจุดนี้ บุ๋มรู้สึกว่าไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว เพราะพี่ไก่เป็นประวัติศาสตร์ในชีวิตบุ๋ม เขาปั้นบุ๋มเป็นนางเอก เขาให้โอกาสบุ๋มเป็นแอ็คติ้ง โค้ช และเขายังมอบโอกาสให้บุ๋มได้เป็นผู้กำกับละคร ซึ่งงานละครทั้งสามสาขานี้ พี่ไก่เป็นผู้สนับสนุนผลักดันเรามาอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น จะไม่ให้บุ๋มพูดว่าพี่ไก่-วรายุฑ เป็นประวัติศาสตร์ในชีวิตบุ๋มได้อย่างไร

(ผู้สัมภาษณ์ได้ยินเสียงปรบมือของตนเองดังก้องอยู่ในใจ - ไม่แปลกใจเลยเหตุใดถนนสายบันเทิงสายนี้จึงทอดยาวให้แก่เธอมานานนับ ๓๐ ปี และก็คงจะทอดยาวต่อไปและตลอดไป)

-ทราบว่าขณะนี้คุณบุ๋มได้กำกับเรื่อง 'เจ้าบ้าน เจ้าเรือน' มากว่า ๖๐% แล้ว ด้วยความพิถีพิถันอย่างมาก

ค่ะ ต้องตีความ ต้องเล่าเรื่องให้ตรงกับทิศทางของบทประพันธ์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความรักที่บริสุทธิ์ เป็นความรักที่หวังดีต่อกัน เป็นความรักที่ห่วงใยกัน แต่ต่างจับต้องกันไม่ได้ เนื่องจากคนหนึ่งเป็นเจ้าบ้าน เจ้าเรือน อีกคนหนึ่งเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่เดือดร้อนลำบากมา แล้วท่านเจ้าบ้าน เจ้าเรือน ก็หลงรักผู้หญิงคนนี้ เป็นห่วงเป็นใยคอยช่วยเหลือดูแล

(คุณบุ๋มในฐานะผู้กำกับฯ จึงต้องสานถักทอภาพความรักแห่งความแตกต่างนี้ให้เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างงดงาม ประกอบกับต้องทำให้ผู้ชมคนดูเชื่อให้ได้ว่านี่คือความรักอันบริสุทธิ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้สมจริง)

-โดยส่วนตัวมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้อย่างไรบ้างคะ

บุ๋มเชื่อในความดี เชื่อในความจริง เชื่อในศรัทธาของการทำดี ถ้าเราจิตใจดี ถ้าเราซื่อสัตย์ ถ้าเรารักษาสัจจะ ถ้าเราไม่ทำร้ายคนอื่นด้วยกายวาจาใจ บุ๋มเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้จะคุ้มครองเรา บุ๋มเชื่อในพลังงานของผู้ปกป้อง

บอกแบบไม่อายเลยนะคะ ตั้งแต่วันแรกที่พี่ไก่ทำศาลเจ้าบ้าน เจ้าเรือนเสร็จ เพื่อมาใช้ประกอบฉากในละคร บุ๋มเดินเข้าไปกราบเลย อธิษฐานถึงท่านเจ้าบ้าน เจ้าเรือน พูดในใจว่าท่านคะ บุ๋มต้องมากำกับละครเรื่องนี้ ช่วยปกป้องดูแลคุ้มครอง แล้วก็ช่วยทำให้มีเจ้าบ้าน เจ้าเรือนเกิดขึ้นในละครเรื่องนี้ด้วยค่ะ

บุ๋มเชื่อเหลือเกินว่าทุกอย่างในโลกใบนี้ เราต้องเชื่อในสิ่งที่เราจะทำก่อน ก่อนที่เราจะลงมือทำ ต้องเชื่อว่าจะเป็นไปได้ถึงแม้มันจะยากมากที่จะเป็นไปได้ก็ตาม แล้วพลังแห่งความเชื่อของเรา จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ โดยสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ก็ด้วยพลังศรัทธาแห่งความเชื่อในสิ่งที่เราทำว่าจะต้องเป็นผลสำเร็จ แล้วมันจะเป็นไปได้จริงๆค่ะ

อย่างที่บอกไป บุ๋มอ่านนวนิยาย 'เจ้าบ้าน เจ้าเรือน' สองรอบ ทุกวันนี้ก็ยังไปเปิดๆอ่านเป็นบางหน้าอยู่ บางทีหากนึกฉากไม่ออก ทำอย่างไรดี บุ๋มก็จะไปเปิดหนังสืออ่าน เผื่อว่าในนวนิยายอาจจะมีอะไรลอยมาบอกเราสักอย่างว่า เราจะต้องทำอย่างไรต่อไป

(ในฐานะที่เป็นประชาชนคนดู ขอเอาใจช่วยให้ผลงานการกำกับละครของเธอสำเร็จสวยงามตามความมุ่งหวัง)

-สุดท้ายค่ะ ขอถามถึงกฎเหล็กในการทำงานให้เป็นมืออาชีพ และประสบความสำเร็จ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น 'คนของประชาชน'

ซื่อสัตย์กับอาชีพของตัวเอง และรักษาสัจจะ เท่านี้ค่ะสำหรับบุ๋ม