เรือนมยุรา (แก้วเก้า)

"...พิธีกรรมที่คุณพ่อทำ พี่รู้หรือไม่ว่า ปู่ทวดเราท่านห้ามไว้มิให้เกินหกเดือน แต่ท่านทำไว้ถึงสองปี"
ชวนอ่านวรรณกรรม

ยามใกล้พลบอย่างวันนี้ ฟ้าแม้คล้ำลงมากแต่ก็สะอาด เป็นฉากสีครามหม่นรองรับอยู่เบื้องหลังพระปรางค์ใหญ่น้อย ดูงดงามราวกับเป็นเงาสะท้อนให้เห็นถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้ง "บ้านเมืองยังดี" อีกครั้งหนึ่ง

สุดเขตวัดไชยวัฒนารามเป็นเรือกสวน มีดงไม้ขึ้นหนาแน่น แต่ห่างออกไปมีเนื้อที่โล่งของทุ่งหญ้าใกล้วัดอยู่ส่วนหนึ่งมองเห็นในระยะไกล ตรงใจกลางที่โล่งซึ่งถูกถากถางเรียบร้อยแล้ว กลับมีละเมาะไม้รกเรื้อขึ้นเป็นหย่อมอยู่ตรงกลางคล้ายกับหน่วยงานใดที่รับผิดชอบหรืออาจจะเป็นเอกชนเจ้าของที่ก็ได้ ปล่อยตรงนั้นเอาไว้ ไม่ได้กำจัดพรรณไม้แต่อย่างใด

ตะวันลับดวงไปแล้ว ฟ้าสีม่วงเทาคล้ำลงทุกทีเกือบจะมืด ตอนนั้นเองชายหนุ่มเพิ่งสังเกตว่าหมู่ไม้นั้นไม่ใช่ดงรกเรื้ออย่างที่คิด แต่ดูเหมือนจะมีอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอะไรสักอย่างแฝงอยู่ มองเห็นหลังคาจั่วบ้านอย่างชัดเจน...

และจากจุดสนใจนี้เอง จึงทำให้ชะตากรรมของ "พระนาย" ชายหนุ่มตระกูลเก่าที่สืบสายได้จนถึงกรุงศรีอยุธยา ได้พบกับ "นกยูง" สาวน้อยผู้อาศัยอยู่ในเรือนไทยโบราณมาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

เพราะว่าทัพม่านครั้งนั้นยกมามากมายเหลือคณานับ "พระยาเทพสงคราม" นายทหารฝีมือดีของกรุงศรีอยุธยาได้รับมอบหมายให้ออกไปรบต่อต้าน มิให้ข้าศึกเข้ามาประชิดวังหลวงได้ ด้วยเหตุที่ท่านสืบเชื้อสายมาจากชมพูทวีป จึงมีความเชื่อและพิธีกรรมอันแสนขลังนอกเหนือจากการนับถือศาสนาพุทธ

เมื่อตรวจดูชะตาบ้านเมืองแล้ว เห็นว่าจักเป็นอันตรายใหญ่หลวง พระยาเทพสงครามจึงกระทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการโอมอ่านกฤตยามนต์และใช้ยันต์ปิดบ้านเพื่อกำบังไว้จากสายตาของคนภายนอก เพื่อป้องกันลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวของท่านคือ "นกยูง" และพี่เลี้ยงคนสนิทนามว่า "ยี่ภู่" รวมทั้งบริวารทั้งหลายที่เป็นหญิง มีเพียงเด็กชาย "ส้มฉุน" เพียงคนเดียวที่เป็นผู้ชายและได้รับอนุญาตให้อยู่บนเรือนได้เพื่อดูแลหอพระ

จากวันที่พระยาเทพสงครามและลูกชายทุกคนลงจากเรือนเพื่อนำทัพไปต่อสู้ข้าศึกเพื่อป้องกันบ้านเมือง จวบจนวันนี้ของกรุงรัตนโกสินทร์...เวลาสองปี ของเรือนไทยภายใต้กฤตยามนต์ เท่ากับสองร้อยปีที่ผ่านมา...นกยูง ยี่ภู่ ส้มฉุน และบริวารทุกคนยังดำรงอยู่ได้ด้วยกาลเวลาในอดีตที่ขับเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าและอาจจะหยุดอยู่กับที่ ถ้า...ไม่ใช่เพราะนกยูงหาญกล้าที่จะขยับวงล้อของเวลาแล้วก้าวออกมาสู่โลกภายนอกอันเป็นเหตุให้ได้พบกับ "พระนาย"

ความมหัศจรรย์ของเวลาในมิติที่มิอาจปฏิเสธได้ ทำให้พระนายต้องยอมรับความแตกต่างที่ค้นพบ ในขณะเดียวกัน นกยูงก็ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับโลกใหม่ของเธอ

นกยูงเปิดเผยตัวตนกับโลกภายนอกแล้วด้วยวัยสาวที่งดงาม สวยสง่า พร้อมทั้งทรัพย์สินอันประมาณค่ามิได้ของตระกูล รวมทั้งบริวารผู้หญิงของเธอ ผนวกกับความรู้ตามสมัยของเธอที่มีมากกว่าสตรีในสมัยก่อน ทำให้กลายเป็นที่หมายปองของมหาเศรษฐีผู้ชอบสะสมของเก่ามากมาย เช่น นาย "ฟ้าฟื้น"

ด้วยอิทธิพลและเงินอันมหาศาลของนายฟ้าฟื้น จึงทำให้นกยูงต้องตกที่นั่งลำบากหลายครั้ง แต่ก็รอดพ้นมาได้ด้วยไหวพริบและปัญญา หลายคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแรงบุญแรงกรรมของแต่ละคนในอดีตด้วยกรรมสัมพันธ์ที่ผูกกันไว้อย่างมีที่มาที่ไป ทำให้พระนายและนกยูงใกล้ชิดกันมากขึ้นและต้องเผชิญหน้ากับนายฟ้าฟื้นผู้มัวเมา แต่สุดท้ายเมื่อประวัติศาสตร์ถูกค้นพบโดยนกยูงผู้ก้าวออกมาจากประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง อิทธิพลใดๆก็มิอาจเอาชนะได้

"แก้วเก้า" นำผู้อ่านก้าวเข้าไปสู่อดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้ง "บ้านเมืองยังดีอยู่" ให้เราได้ซึมซับในความโอ่อ่ารุ่งเรือง ความรัก ความหวัง ความล่มสลาย ด้วยหัวใจที่อาจสลายได้ด้วยความอาดูรจากข้อเท็จจริง ซึ่งสอดผสานกับจินตนาการอันลึกซึ้งของผู้เขียนและจบลงด้วยความยิ่งใหญ่ของความรัก ความกตัญญูของบุคคลที่มีต่อบรรพบุรุษและต่อแผ่นดินเกิด

"เรือนมยุรา" โดย "แก้วเก้า" จึงทำหน้าที่วรรณกรรมอันสมบูรณ์งดงามควรค่าแก่การอ่านยิ่งนัก