สุขในอิสระ ในแบบ ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์

ศิลปบันเทิง
ช่างภาพ: 

"น้ำผึ้ง-ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์" มีดีกรีเป็นนางเอกหน้าหวานผู้มีผลงานประทับใจผู้ชม และได้รับความนิยมอย่างมาก จำนวนมาก ตั้งแต่ผลงานเรื่องแรกๆของเธออย่าง "มนต์รักลูกทุ่ง (๒๕๓๘)" "มงกุฎดอกส้ม (๒๕๓๙)" จนถึงเรื่องล่าสุดอย่าง "กลกิโมโน (๒๕๕๘) ที่พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าไม่ว่าจะนางเอก นางร้าย หรือบทบาทไหนๆ น้ำผึ้งก็เอาอยู่ หากอีกหนึ่งบทบาทที่เธอไม่ได้เปิดเผยบ่อยนักคือบทบาทของเส้นทางชีวิต ที่เธอเลือกที่จะเป็น "อิสระ"

"น้ำผึ้งคิดว่าเราเป็นคน Free Spirit คือเหมือนกับเป็นคนรักความอิสระ ใครบังคับไม่ได้ มันเป็นนิสัยตั้งแต่เด็กแล้ว เหมือนเรื่องเข้าป่าสร้างไร่ แม่ของน้ำผึ้งเห็นแววรักธรรมชาติของน้ำผึ้งตั้งแต่เด็ก เขาเลยบอกน้ำผึ้งว่า เกิดเป็นคนมันต้องอยู่ในสังคมนะ ห้ามเข้าป่า ตอนแรกห้ามแม้กระทั่งดำน้ำ เขากลัวเราหลงทะเล เขาบอกบ่อยๆ จนทำให้เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งแรกที่เราจะทำให้สำเร็จ มันยากมากในการสร้างบ้าน ๑ หลัง เริ่มต้นใหม่ได้ลองผิดลองถูก แต่มันทำให้ชีวิตเข้มแข็งขึ้น เติบโตรวดเร็ว ทำให้รู้สึกว่านี่แหละความคิดที่เราฝันถึง คือเราได้เป็นคนที่เข้มแข็ง มั่นใจในตัวเองอย่างแท้จริง มันต้องผ่านประสบการณ์ ต้องมีน้ำตา มีเหงื่อ มันไม่ได้ผ่านมาง่ายๆในที่สุดเราก็ทำมันได้ไม่เลว ทุกวันนี้มีความสุข เพราะเราผ่านอะไรมาเยอะแล้ว"

น้ำผึ้งใช้เวลาช่วงหนึ่งจากการพักงานไปสร้างความฝันของตนเอง ด้วยการสร้างบ้านต่างจังหวัด สร้างไร่ริมน้ำ ปลูกพืชผักสมุนไพร เลี้ยงควาย และเธอก็ลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง

"น้ำผึ้งไปช่วยควายแม่ลูกแล้วเอามาเลี้ยง จ้างคนสวนมาดูแล เหมือนไอเดียในฝันก็เกิดขึ้นจริงแล้ว"

ความฝันที่อยู่ในใจกลายเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว และทำให้น้ำผึ้งกลับมาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ด้วยความสุขในสิ่งที่เลือกทำด้วยตนเอง ทั้งงานที่ทำ และกิจกรรมที่ชอบ

"ตอนแรกน้ำผึ้งกะว่าเล่นละครเรื่องมงกุฎดอกส้มจบ คิดว่าเป้าหมายเราครบแล้วเก็บเงินได้แล้ว เราจะเกษียณไปอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งอายุแค่ ๓๖ เอง พอไปอยู่ได้ ๖ เดือน มันได้ปลูกผัก ทำอะไรอย่างที่เรามโนไว้ มันก็เบื่อ เราก็รู้ตัวว่าอายุเรามันแค่นี้เอง เลยกลับมาทำงานก่อน แต่เราก็มีมันไว้เตือนความฝันว่าที่เชียงใหม่ยังมีควาย ๒ ตัว ตอนนี้ก็จ้างคนสวน ๒ คน ให้ตัดหญ้าให้ควาย ควายไฮโซฯ ไม่ยอมเดิน กินหญ้า นอนก็ต้องกางมุ้ง"

น้ำผึ้งหัวเราะสดใส เมื่อเล่าถึงความฝันที่เป็นรูปเป็นร่าง และจริงอย่างสัมผัสได้จนมีเรื่องราวให้เล่าได้อย่างมีความสุข ขณะที่ชีวิตด้านอื่นๆของน้ำผึ้งก็ยังคงดำเนินไปอย่างมีความสุข

"ตอนนี้น้ำผึ้งเล่นโยคะ ร้องเพลงด้วยนะ เหมือนกับว่าเมื่อปีที่แล้ว น้ำผึ้งทำความฝันเสร็จแล้ว หลังจากนี้ก็ยังไม่ได้อยากทำอะไรแล้ว ทุกวันนี้ที่ทำก็ทำเพราะเรามีความสุข มันเหมือนไม่ต้องรีบหาเงินไปเพื่ออะไร เพราะเราเองก็ไม่ได้มีลูก ก็เลยรับงานเลือกงานที่มีความสุข"

บทบาทหลากหลายที่น้ำผึ้งได้รับ ทำให้เธอมองเห็นรูปแบบ "เกมของมนุษย์" และทำให้มองเห็นบทบาทอื่นในวงการบันเทิงที่ตนเองอย่างทำด้วย

"จริงๆบทบาทในกลกิโมโนของน้ำผึ้งก็เป็นสุดสุดแล้วเนอะ ปีศาจ ๔๐๐ ปี จริงๆมันเริ่มเป็นบทนามธรรมตั้งแต่บทกสิณในละครเรื่องรากบุญ เป็นกิเลสซึ่งต้องเป็นจินตนาการของนักแสดงล้วนๆ ถ้าเป็นไปได้สักวันหนึ่งแต่ต้องอายุเยอะกว่านี้หน่อย อาจจะเป็นนักประพันธ์ เพราะเราผ่านการเป็นคนดีและคนร้ายมามากแล้ว เราเข้าใจวิธีคิดของแต่ละคน วิธีที่ทำให้เกิดปัญหาสังคม เหมือนอ่านเกมของมนุษย์ออก ในสมองเราเรียบเรียงได้ ถ้าคนลักษณะนี้ เจอเหตุการณ์นี้จะทำยังไง น้ำผึ้งมองว่าละครไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คนมีหลายประเภท ที่เป็นนางเอกพระเอกน้อย คนดีจะชอบพลาด คือคนดีที่เป็นคนจริง จะพลาดไปกับคนไม่จริง ส่วนคนไม่จริงก็ได้ที แล้วมันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง จนน้ำผึ้งรู้สึกว่าเขียนแผนผังทางวิทยาศาสตร์ได้ง่ายเลยนะ มันทำให้เด็กที่ไร้เดียงสาได้เข้าใจกลยุทธ์ของคน เพราะโลกของเรามีคนหลายแบบ ไม่ใช่มาโลกสวยอยู่ สักวันน้ำผึ้งอาจจะลองเขียนบท แต่เรื่องบทบาทการแสดงถือว่ามีอะไรเอามาเลย เพราะทุกๆตัวละครมันไม่เหมือนกันเลย เล่นเป็นเด็กออทิสติกก็น่าจะยากดีนะ เล่นอะไรที่แปลกมากๆ สนุก อีกหน่อยคงเล่นเป็นแมลง" (หัวเราะ)

ความคิดเพื่อผู้อื่นของน้ำผึ้งไม่ได้มีเฉพาะให้คนในสังคม แต่ยังรวมถึง "ชีวิตอื่นๆ" ด้วย

"ตอนนี้น้ำผึ้งทำ Garden of Peace (สเปรย์เย็น) เป็นแบบแฮปปี้สเปรย์ เพื่อที่จะช่วยสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจของน้ำผึ้งที่จะช่วยโดยไม่ต้องขอรับบริจาค น้ำผึ้งคิดว่าเราควรจะมีอะไรที่ยั่งยืน แล้วอันนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี น้ำมันมะรุม เอามะรุมจากที่สวนมาแปรรูปแล้วใส่ในผลิตภัณฑ์ เวลาฉีดแล้วจะเย็นเหมาะกับกองถ่าย เหมาะกับเอาท์ดอร์ร้อนๆ กลิ่นเป็นแบบฆ่าเชื้อโรคด้วย หอมด้วย อีกโครงการคือที่เขาเขียว ปันน้ำใจให้สัตว์ป่าถูกทิ้ง เป็นโครงการที่ช่วยสร้างบ้านให้สัตว์ป่า ที่คนเลี้ยงซื้อจากตลาดเลี้ยงไปเลี้ยงมาแล้วเอามาทิ้ง แล้วแทบร้อยทั้งร้อยเป็นวัยรุ่นซึ่งมันจะกัด พอทิ้งเยอะๆ สวนสัตว์ที่เป็นสวนสัตว์เพื่อการอนุรักษ์ ไม่ได้มีเงินมากพอที่สำหรับสร้างกรงให้สัตว์ถูกทิ้ง น้ำผึ้งก็คิดว่าจะระดมทุนอีก เพราะเคยสร้างไปแล้ว ได้คอกใหญ่ ผ่านมาหลายปีมาก คอกก็เริ่มโทรมค่ะ ก็จะต้องรณรงค์โครงการนี้อีกหลังจากที่ไปทุ่มเทให้โครงการช่วยเหลือกระต่ายทดลอง ซึ่งทำไปหลายรุ่นเหมือนกัน กระต่ายทดลองนี่คือปกติเขาจะทำลายทิ้ง แต่ว่าจะมีกระต่ายบางตัวที่ทดลองยาที่ไม่ได้แพร่เชื้ออะไร เราสามารถเอามาเลี้ยงต่อได้ น้ำผึ้งก็ทำส่วนตรงนั้น หาบ้านให้กระต่าย แล้วก็เอาไปทำโครงการที่ค่ายทหารปืนใหญ่ที่ลพบุรี คือเอากระต่ายทดลองนี่แหละ แยกชายหญิง เอาไปไว้ที่ค่ายทหาร มันเป็นภาพที่ดีมากเลย แบ็คกราวน์ด์เป็นรถถัง แล้วก็มีทหารเข้มแข็งกำลังป้อนหญ้ากระต่าย แล้วลูกหลานทหารก็ช่วยกันเลี้ยง ก็ถือเป็นอะไรที่ดี โครงการนี้ก็พี่สาวเป็นคนต้นคิด ทีแรกว่าจะซื้อกระเป๋า คิดไปคิดมาก็ไม่เอาดีกว่า เอาไปสร้างบ้านให้กระต่ายอยู่ประมาณสองแสนกว่าบาท แต่ว่าใครมาเห็นเขาจะได้ไอเดียว่า อ๋อ การช่วยกระต่ายมันทำแบบนี้ได้ด้วยนะ ถ้าใครสนใจอยากได้กระต่ายทดลอง เข้ามาใน IG น้ำผึ้ง (nampung_natrika) ได้เลยนะคะ เดี๋ยวหาให้ ช่วงนี้จะได้รู้เกี่ยวกับสัตว์ที่บริจาคเยอะ คือถ้าเราเอาสัตว์เหล่านี้มาให้คนที่เขาอยากเลี้ยงก็คงจะลดช่องโหว่ที่จะต้องเพาะพันธุ์สัตว์โดยไม่จำเป็นได้ น้ำผึ้งมองตรงนั้น"

จุดเริ่มต้นของการทำงานช่วยเหลือสัตว์ต่างๆของน้ำผึ้ง เริ่มต้นมาจากลักษณะนิสัยส่วนตัวที่น้ำผึ้งบอกว่า เธอเป็นคนขี้สงสาร

"จริงๆแล้วน้ำผึ้งไม่ได้ชอบสัตว์อย่างเดียว ลึกๆเป็นคนขี้สงสาร แต่ก่อนดูละคร เห็นเด็กที่เขาไม่ได้กินข้าว ต้องไปกินเศษอาหารตามจานที่เหลือ เราก็ร้องไห้ น้ำผึ้งเป็นคนที่ถ้าเห็นอะไรที่คิดว่าช่วยได้ก็อยากช่วย ครอบครัวน้ำผึ้งเป็นคนหลวงพระบางที่มามีถิ่นฐานอยู่เมืองเลย ฉะนั้นวิธีการคิดของเขา คือจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ศาสนาพุทธยังเจริญอยู่มากที่นั่น ที่นั่นเวลาเขาใส่บาตรเขาจะปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆ น้ำผึ้งถามว่าทำไม เขาบอกจะได้ให้หอยทากกิน เหมือนได้ทำบุญทำทาน เราก็คิดย้อนมาว่าทำไมนิสัยเราเป็นแบบนี้ ก็เลยรู้ว่ามาจากตรงนี้ ความเป็นอาร์ติสต์ด้วยนะ ภาพอะไรที่วาดหรือแนวความคิด มันจะออกไปเป็นอิสระ"

ความคิดเพื่อส่วนรวมของน้ำผึ้งมีความหลากหลาย ความสนใจด้านศิลปะก็เช่นกัน

"จริงๆมีหลายภาคมากเลย ทั้งวิทยาศาสตร์ และศิลปะ คือเราทำทุกอย่างที่เราอยากทำ เกิดมาอยากทำอะไรก็ทำ น้ำผึ้งเป็นคนที่ไม่ได้ติดรูปแบบว่าจะต้องทำอะไรแบบนี้ไปตลอดชีวิต น้ำผึ้งอาจจะเป็นคนที่มีชอบศึกษาอะไรใหม่ๆ ชอบเดินทาง ท่องเที่ยว ชอบเรียนรู้ศาสตร์ใหม่ๆอย่างเรื่องน้ำมันหอมระเหย น้ำผึ้งก็ไปศึกษาเหมือนโรคจิต ช่วงที่หายไปก็ไปซื้อเคมีทุกอย่างที่เอาไปทดลองได้ หลายร้อยชนิดมาทดลองเอง มีหนังสือของศาสตราจารย์ แล้วศึกษาจนได้แฮปปี้สเปรย์น้ำหอมมา น้ำผึ้งเป็นคนขี้ร้อน เราจะต้องถ่ายละคร เลยคิดหาอะไรที่มันเย็นเหมือนยาหม่อง แต่กลิ่นต้องไม่ใช่ กลิ่นต้องเป็นกลิ่นที่คนรอบตัวดีไปกับเราด้วย เวลาที่ฉีดที่ตัวก็เย็นมาก อยากใส่น้ำมันมะรุมเพราะมันทำให้ผิวสวย มันบำรุงผิวด้วย เลยคิดว่าเอามาปลูกเองเพื่อความยั่งยืน เป็นเราทำเอง เพราะว่าน้ำมันมะรุมต้องแท้เพราะคุณค่ามหาศาล นอกจากนั้นก็เคยปลูกกระเทียม แต่ที่ปลูกกระเทียมมันจะแฉะๆ มะเฟืองกับมะพร้าว (ชื่อควายที่น้ำผึ้งเลี้ยงไว้) ก็มาเหยียบ มานอนกลิ้ง เสร็จแล้วก็ชวนกันมาเหยียบนาด้วย น้ำผึ้งเลยเลิกปลูกกระเทียมตั้งแต่นั้นมา ให้มันเป็นสปาควายไป ตอนนี้ก็ปลูกอะไรที่นำมาใช้กับสินค้าของเราค่ะ ที่สวนของน้ำผึ้งเอง ที่แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่"

ชีวิตที่มีอิสระ ได้ทำทุกอย่างที่ชอบ และเลือกทุกเส้นทางของตัวเองได้ของน้ำผึ้ง ดูมีความสุขจนน่าชื่นชม แต่น้ำผึ้งก็บอกว่าตนเองก็มีความทุกข์เฉกเช่นคนอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการกับความทุกข์ และทำให้ตนเองมีความสุข

"เราต้องพยายามจัดการกับความทุกข์ให้เร็วและถูกต้องที่สุดคืออย่าไปจมกับมัน ยิ่งเราต่อว่าตัวเอง มันยิ่งแย่ อย่างน้ำผึ้งเคยไม่สบายปวดหัวมากอารมณ์นี่เซ็งมาก เราก็ร้องเพลงหาวิธีกลบเกลื่อนตัวเอง และต้องไม่เครียด ความทุกข์ความเครียดเป็นสิ่งที่มีแต่ทำร้ายเรา ทำร้ายร่างกาย มันก็จะทำให้ร่างกายทรุดโทรม เมื่อก่อนน้ำผึ้งเป็นคนมีปัญหาเยอะ เพราะเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ (ชอบความสมบูรณ์แบบ) มันจะชอบตกหลุมพรางความสุข เราชอบคิดว่ายังต้องมีอะไรแก้ไขอีกถึงจะดีต้องมีดีกว่านี้ ซึ่งจริงๆดีกว่านี้ไม่มีแล้ว มีตอนหนึ่งน้ำผึ้งวาดรูป วาดแป๊บเดียวเสร็จสวยด้วย แต่เราก็คิดว่านกตัวนี้มันยังไม่สวยก็เติมนี่นั่นไปหน่อย สุดท้ายเราได้นกตัวใหม่ที่แข็งมาก สวยนะแต่สวยแบบใครๆก็วาดได้ มันขาดเสน่ห์ความลื่นไหลของนกตัวแรก แล้วนกตัวแรกหายไปแล้ว เราเสียดายนกตัวแรก เราเรียนรู้ว่าบางทีเราไม่ต้องรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีความผิดพลาดเสียก่อนเราถึงจะมีความสุขได้ แต่เราสามารถมีความสุขท่ามกลางความผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ได้ ถ้ามีความสุขแบบนั้นได้นะเจ๋ง น้ำผึ้งได้แนวคิดจากท่านพุทธทาสภิกขุเยอะ อย่างเรื่องการวางตัวก็ด้วยที่ อาจไม่ได้เหมือนดาราทั่วไป บางทีเซอร์มาก วันหนึ่งหรูมากก็มี น้ำผึ้งได้อ่านคำของท่านพุทธทาสที่ว่า เป็นอยู่อย่างต่ำ กระทำอย่างสูง ซึ่งคำสอนเหล่านี้ เป็นสิ่งมีค่ามาก ท่านพุทธทาสคือบุคคลที่ได้รับรางวัลระดับโลก แสดงว่าสิ่งที่ท่านพูด ท่านสอน ต้องมีประโยชน์ระดับโลก เราก็หยิบมาใช้ให้เกิดประโยชน์

อีกคำหนึ่งของคำสอนของท่านพุทธทาสที่ว่า ความสมบูรณ์แบบแท้จริงแล้วมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัว ความไม่สมบูรณ์แบบแท้จริงแล้วคือความสมบูรณ์แบบ มันจบเลยค่ะ คือไม่ต้องให้มันสมบูรณ์แบบหรอกมีความสุขไปเถอะ" เพราะไม่ชอบความทุกข์ที่มีแต่ทำร้ายทั้งตัวเราและคนรอบข้าง น้ำผึ้งเลยเลือกที่จะใช้ชีวิตโดยทำให้ตัวเองมีความสุข

และนี่อาจเป็นคำตอบที่แท้จริงของการมีอิสระในรูปแบบของ น้ำผึ้ง-ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์