ระบำไฟ (ม.มธุการี)

"...รักใครก็จงรักเกียรติยศ ของคนคนนั้นด้วย..."
ชวนอ่านวรรณกรรม

เมื่อ "ตรีประดับ" เลือกที่แต่งงานกับ "พยส" เพื่อนชายที่รู้จักและรู้ใจกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษามาด้วยกัน แทนที่จะเลือก "เทศราช" เพื่อนอีกคนที่หรูหราร่ำรวย เพราะเธอเล็งเห็นถึงความมั่นคง จริงใจ ความสุขุมเยือกเย็นของพยสที่มีมากกว่าเทศราช

ชีวิตของเธอจึงอบอุ่นอ่อนหวาน...

และเมื่อตรีประดับเลือกที่จะทำงานอยู่กับบ้านด้วยการเป็น "นักแปล" มืออาชีพ ผู้มีผลงานมากมายต่อเนื่องอย่างมีคุณภาพ สำนักพิมพ์และผู้อ่านต้อนรับผลงานของเธอด้วยความชื่นชม

ชีวิตของเธอจึงสงบสุข...

แต่แล้ววันหนึ่งเงาดำของความโหดร้ายก็เข้ามาเยี่ยมเยือนครอบครัวของเธอ เมื่อเธอรับผู้ช่วยทำงานเข้ามาจากโฆษณาอันน่าเชื่อถือ เพราะนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง "...ต้องการที่พักในกรุงเทพฯ ยินดีทำงานบ้านเพื่อแลกกับที่พักอาศัย ต้องเป็นครอบครัวที่อบอุ่น สนใจโปรดติดต่อ..."

"พัดชา" จึงก้าวเข้ามาในชีวิตของครอบครัวเธอ!

หากพยสจะหลงใหลได้ปลื้มกับพัดชาด้วยความใกล้ชิด ก็คงไม่น่าหวั่นเกรงเท่าไรนัก เรื่องอาจจบลงด้วยการแยกทางกันไป หรือครอบครัวล่มสลาย

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น เพราะทุกเรื่องราวได้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นขั้นตอนโดยน้ำมือของพัดชา และน้ำใจของพัดชาที่วิปริตบิดเบี้ยวเกินกว่าใครจะคาดคิด

"ม.มธุการี" เปิดตัว ตรีประดับ พยส ชิงฉัตร พัดชา เทศราช ฯลฯ ตัวละครใน "ระบำไฟ" อย่างรวดเร็วและชัดเจนในบุคลิกว่าเช่นใด มีความหมายมาดในสิ่งใด ไม่ปิดบังซ่อนเร้นถึงความในใจที่ (อาจจะ) มีแต่ความมืดดำ

มโนธรรม แม้มีก็เบาะบางและเลือนหายไปเพียงชั่วนาที

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ปุถุชนทั้งหลายย่อมมีดีและไม่ดีอยู่ในตัวเอง การอบรมเลี้ยงดูอันเป็นพื้นฐานจะคงทนยั่งยืนเพียงใดในการให้บุคคลดำรงความดีงามไว้ได้ กระแสสังคม (ประโยคคุ้นๆไหม) จะพัดพาให้คนเลื่อนไหลไปอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละบุคคลที่อ่อนไหวหรือหนักแน่นต่างกัน

และในชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา ไม่ว่าจะดีร้ายปานใด เราก็คาดหวังว่า น่าจะมีมโนธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง แม้จิตสำนึกสุดท้ายของชีวิต

"ม.มธุการี" ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่สะท้อนความคิดทั้งบวกและลบของมนุษย์ในสังคมอย่างตรงไปตรงมา จนกระทั่งบางครั้งเกิดคำถามในใจผู้อ่านว่า "มีอย่างนี้ด้วยหรือ..."

แต่แง่มุมเหล่านั้น หากมองอีกด้านหนึ่ง เราอาจใช้วิจารณญาณเปลี่ยนขั้วลบให้เป็นบวก ด้วยเหตุผลเพียงว่า ในตัวละครที่ร้ายแรง เราไม่ชอบจึงไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

และหลายคนอาจแย้งว่า ในความเป็นจริงโลกภายนอก (โดยเฉพาะปัจจุบัน) น่ากลัวและโหดร้ายกว่านวนิยาย

จึงย้อนมาสู่คำถามว่า

เราอ่านนวนิยาย วรรณกรรมเพื่ออะไร?

แน่นอน...เราอ่านเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ได้สาระ และควรมีเหตุผลที่มาที่ไปที่สอดคล้องกัน ให้เราเชื่อได้ (ยกเว้นเขาจะบอกไว้ก่อนว่า เรื่องนี้เหลือเชื่อ)

สุดท้ายวรรณกรรมที่ดี ย่อมจรรโลงสังคมให้เห็นทางออกที่ดีกว่า งดงามกว่าเดิม ชีวิตจึงมีความหวัง

     "ระบำไฟ" เป็นนวนิยายชีวิตที่สะท้อนภาพอันแตกต่างหลากหลายของตัวละครทุกตัวอย่างน่าสะเทือนใจ ในอารมณ์อันมิอาจควบคุม

     ขึ้นอยู่กับว่า เราจะอ่านเพื่ออะไร?