เตร็ดเตร่เพลิน เดินชมกรุงเทพมหานคร

ตะลอนเที่ยวรอบ"เกาะรัตนโกสินทร์"
ที่นี่รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 233 ปีที่ผ่านมา ได้นำเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และมรดกศิลปะอันล้ำค่า มาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักของชาวไทยและต่างชาติ ทำให้สนใจจะไปตามรอย "เส้นทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์" เพื่อไปหาคำตอบและความรู้บนเส้นทางท่องเที่ยวกลางเมืองหลวงของไทยกันค่ะ

"กรุงเทพมหานคร" ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นราชธานีใหม่แทนกรุงธนบุรี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง (21 เมษายน 2325) แล้วเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ (13 มิถุนายน 2325)

เกาะรัตนโกสินทร์คืออะไร อยู่ที่ไหน เริ่มต้นค้นหาที่ "สนามหลวง" สถานที่มีความสำคัญของประเทศไทย สั่งสมเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของผู้คนในหลากมิติ และกิจกรรมนานาประการ ตลอดจนอาหารการกิน ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่เลือกสรรหาได้ตามความพึงพอใจ

"เกาะรัตนโกสินทร์" คือบริเวณเมืองเก่าชั้นในบนแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบ อยู่ภายในระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาทางตะวันตก กับคลองหลอด(คลองคูเมืองเดิม) ทางตะวันออก ลักษณะคล้ายเกาะพื้นที่ 1.8 ตารางกิโลเมตร (1,125 ไร่) ถือเป็นสถานที่เริ่มต้นของ "ราชวงศ์จักรี"

เริ่มตั้งแต่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าไปตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านท่าพระจันทร์ ท่าช้าง ท่าเตียน ถึงปากคลองตลาด แล้วย้อนกลับมาตามแนวคลองหลอดผ่านวัดราชประดิษฐ์ หลังกระทรวงกลาโหมหลังกระทรวงยุติธรรม ไหลออกไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า แบ่งเป็นชั้นนอกและชั้นใน

เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในอาณาเขตล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองคูเมืองเดิม (คลองหลอด) มีพื้นที่ 1.8 ตร.กิโลเมตร (1,125 ไร่) แขวงพระบรมมาหาราชวัง เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นนอกล้อมรอบด้วยคลองคูเมืองเดิม (คลองหลอด) แม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศเหนือ คลองรอบกรุง (คลองบาลำพู-คลองโอ่งอ่าง) แม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ มีพื้นที่ 2.3 ตร.กิโลเมตร (1,438 ไร่) แขวงชนะสงคราม แขวงบวรนิเวศ แขวงสำราญราษฎร์ แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ แขวงเสาชิงช้า แขวงวัดราชบพิธ แขวงตลาดยอด แขวงบูรพาภิรมย์

และเป็นโอกาสดีที่กรมศิลปากร จัดกิจกรรมนำชม เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ มีวิทยากรบรรยายตลอดเส้นทางได้รับความรู้ความเข้าใจ จึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

"เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ รอบเกาะรัตนโกสินทร์" ชั้นใน 16 จุด ประกอบด้วย

  • จุดที่ 1 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คือพื้นที่พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ที่ประทับของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาถ กรมพระราชวังบวรมงคลในรัชกาลที่ 1 สร้างคราวเดียวกับครั้งเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325 และสร้างวัดบวรสถานสุทธาวาส ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯย้ายมิวเซียมหลวงในพระบรมมหาราชวังมายังวังหน้า และพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเยี่ยมชมวัดบวรสถานสุทธาวาส สักการะพระพุทธสิหิงส์ ณ "พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์" สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาททรงสร้างขึ้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงส์ ภายในมี จิตรกรรมฝาผนัง ครั้งรัชกาลที่ 1 เขียนภาพเทพชุมนุมและพุทธประวัติ นับว่ามีคุณค่าด้านฝีมือช่างจิตรกรรมเป็นอย่างสูง
  • จุดที่ 2 อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อเป็นที่เรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และเพื่อเป็นที่เชิญพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร แต่การสร้างไม่แล้วเสร็จ จนล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้เร่งสร้างจนแล้วเสร็จ ปรับเปลี่ยนเป็นหอสมุดสำหรับพระนคร ลักษณะรูปแบบอาคาร ตกแต่งให้เป็นตึกร่วมสมัยผสมผสานเค้าโครงแบบไทย
  • จุดที่ 3 กรมศิลปากร รัชกาลที่ 1 สร้างเป็นที่ประทับพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอรุโณทัย ภายหลังวังได้ว่างลง รัชกาลที่ 4 โปรดให้รวมวังกลางและวังตะวันออกเป็นวังเดียวกัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้ใช้วังของกรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นโรงช่างสิบหมู่ เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกสองชั้นริมถนนหน้าพระลาน เพื่อใช้เป็น กรมศิลปากร นับแต่นั้นมา กรมศิลปากรให้เข้าเยี่ยมชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เดิมเคยใช้เป็นที่ทำงานของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้นำงานศิลปะสากลมาเผยแพร่ในประเทศไทยและวงการศึกษา อาจารย์ได้ทำงานประติมากรรม"น้ำพุพระพิรุณ" ติดตั้งที่วังพญาไท อีกหนึ่งปีต่อมาเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทย นำชมพระตำหนักแดงและโรงราชรถ หอประติมากรรมต้นแบบ จัดแสดงผลงานปั้นหล่องานประติมากรรมของศิลปินชั้นครู อาทิ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และลูกศิษย์เอกของท่าน ต้นแบบพระพุทธรูปสำคัญ พระรูป รูปปั้นอื่นๆ อาทิ ต้นแบบรูปปั้นพระพิฆเณศวร ต้นแบบพระพุทธรูปปางลีลา ต้นแบบพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ต้นแบบรูปปั้นท้าวสุรนารี ต้นแบบรูปปั้นพระนางจามเทวี
  • จุดที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร เดิมคือ วังท่าพระ หรือ วังท่าช้าง "วังท่าพระ" มาจากเมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ อัญเชิญพระพุทธรูปจากสุโขทัย เพื่อมาประดิษฐานยังวัดสุทัศน์เทพวราราม องค์พระมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ต้องรื้อกำแพงแล้วสร้างใหม่ ส่วน "วังท่าช้าง" เรียกตามท่าที่ช้างวังหลวงลงอาบน้ำ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เคยประทับ ต่อมาในปี 2509 ใช้เป็นที่ตั้ง "มหาวิทยาลัยศิลปากร"
  • จุดที่ 5 พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าให้ย้ายราชธานีมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างพระบรมมหาราชวัง เพื่อเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ฝั่งพระนคร โดยสร้างตามแบบแผนเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในพระบรมหาราชวัง แบ่งออกเป็น 3 เขตคือ พระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน และสร้าง "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" เป็นพระอารามหลวงในพระราชฐาน เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล โดยได้อัญเชิญจากกรุงธนบุรีมาประดิษฐานเมื่อ พ.ศ.2527
  • จุดที่ 6 ท่าราชวรดิฐ เป็นท่าเทียบเรือพระที่นั่งฝ่ายพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรับปรุงพื้นที่ทำสนามขยายเขื่อน จึงคงเหลือเพียงพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าเตียน อยู่ถัดลงไปทางทิศใต้ เป็นวังเดิมของเจ้านายสมัยรัชกาลที่ 1 ภายหลังเกิดเพลิงไหม้ทำให้พื้นที่โล่งเตียนกลายเป็นชื่อเรียกบริเวณดังกล่าว ด้วยลักษณะและรูปทรงของตึกที่ปรากฏในปัจจุบัน ทำให้สันนิษฐานว่าตึกเหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วน วังจักรพงษ์ หรือ "วังท่าเตียน" สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ สร้างท่าเรือและพระตำหนัก เพื่อประทานให้เป็นวังของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ปัจจุบันวังจักรพงษ์ยังคงเป็นที่พำนักของ "ราชสกุลจักรพงษ์"
  • จุดที่ 7 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรวิหาร หรือวัดโพธิ์ วัดประจำรัชกาลที่ 1 สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นเสมือน มหาวิทยาลัย เนื่องจากมีการเขียนพระชาดกห้าร้อย ห้าสิบพระชาติ ตำรายาโบราณ และท่าฤษีดัดตนไว้ที่ ศาลาราย เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ผู้ต้องการศึกษาเกี่ยวกับตำรายา รัชกาลที่ 4 ทรงริเริ่มประเพณี การเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค พระมหากษัตริย์ จะทรงเสด็จไปนมัสการพระพุทธเทวาปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ บำเพ็ญพระราชกุศลที่วัดพระเชตุพนก่อน แล้วจึงเสด็จเข้าพระบรมมหาราชวัง และรัชกาลต่อมาถือเป็นพระราชประเพณีสืบต่อมา
  • จุดที่ 8 สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เดิมเป็นพื้นที่ 4 วังเก่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อเป็นที่ประทับของพระราชโอรส ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 รื้อถอนส่วนของวังเก่าออกทั้งหมด ก่อสร้างเป็นอาคารแบบยุโรป 3 ชั้นเพื่อตั้ง กระทรวงพาณิชย์ในปี 2464 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ บริเวณสนามหญ้าด้านหน้า มิวเซียมสยาม ขุดพบโบราณสถานโบราณวัตถุ และเครื่องใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์จำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่นี้แต่เดิมเป็นที่ตั้งของวังเก่า
  • จุดที่ 9 กรมการรักษาดินแดน เดิมเป็นที่ตั้งวังเจ้านายในรัชกาลที่ 2 และ 3 รวม 5 วังคือ วังท้ายหับเผย วังที่ 1 2 3 และวังถนนสนามไชย วังที่ 1 2 ปัจจุบันเป็นสถานที่ฝึกยิงปืนของกรมการรักษาดินแดน
  • จุดที่ 10 พระราชวังสราญรมย์ รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯให้ใช้ ตึกดิน เป็นที่ประทับส่วนพระองค์หลังจากทรงสละราชสมบัติ แต่สวรรคตเสียก่อน รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชโปรดเกล้าเป็นที่ "ประทับรับรอง" พระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ และที่ทำการของกระทรวงต่างประเทศ ภายหลังรัชกาลที่ 7 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สำนักพระราชวังมอบให้รัฐบาล ปรับปรุงอุทยานเป็น "สวนรุกขชาติ"
  • จุดที่ 11 กระทรวงกลาโหม สถาปัตยกรรมยุโรป สร้างโรงทหารขึ้นในพื้นที่วังของพระเจ้าลูกยาเธอใน ร.1 เพื่อเป็นที่อยู่ของทหารประจำการรักษาพระนคร รวบรวมอาวุธ ยานพาหนะ สัตว์พาหนะและเสบียง บริเวณหน้ากระทรวงฯ จัดแสดงปืนใหญ่โบราณ สมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ เรียงหมวดหมู่ตามยุคสมัย มี อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 4 ประดิษฐานหน้าอาคารใหม่ ระหว่างกระทรวงกลาโหมและวังสราญรมย์
  • จุดที่ 12 ศาลหลักเมือง เดิมสร้างด้วยไม้ชัยพฤกษ์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม จัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ ทดแทนของเดิมที่ชำรุด และมีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปี 2523 เพื่อเตรียมการเฉลิมสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และบูรณะสวยงามในปี 2525 ด้านเหนือสร้างซุ้มประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 คือ เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี
  • จุดที่ 13 สนามหลวง มีมาแต่แรก อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นบริเวณที่โล่ง อย่างสนามหน้าจักรวรรดิของพระนครศรีอยุธยา เป็นที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพ จึงเรียกว่า "ทุ่งพระเมรุ" ไม่มีงานพระเมรุก็ปล่อยรกร้าง เนื่องจากเป็นที่ลุ่ม รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ทำนา รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกทุ่งพระเมรุเป็น "ท้องสนามหลวง" ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพื้นที่บางส่วนของวังหน้า ท้องสนามหลวงจึงถูกขยายออกไปจนมีขนาดกว้างใหญ่ ใช้ประกอบกิจกรรมและพระราชพิธีสำคัญมาแต่โบราณ เช่น พระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ ฯลฯ เป็นลานอเนกประสงค์ เพื่อประกอบกิจกรรมนันทนาการของประชาชน ด้านการเมือง สังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • จุดที่ 14 ศาลฎีกา สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อสร้างอาคารศาลยุติธรรมขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี และพยายามให้ศาลไทยเป็นที่ไว้วางใจของชาวตะวันตก ต่อมาอาคารดังกล่าวมีความทรุดโทรม จึงก่อสร้างอาคารหลังใหม่ คือกลุ่มอาคารศาลฎีกาทั้งหมดในปัจจุบัน
  • จุดที่ 15 อุทกทาน ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยม ถนนราชดำเนิน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ สร้างอุทกทานเป็นสาธารณะแก่ปวงชนให้ได้ใช้บริโภค รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำรัสควรทำเป็นรูป พระแม่ธรณี บีบน้ำออกจากมวยผม และไว้ที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา
  • จุดที่ 16 คูเมือง-กำแพงเมือง พระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคูเมืองด้านตะวันออกของกรุงธนบุรียาวมาถึงฝั่งพระนครเพื่อป้องกันข้าศึก โดยให้ ขุดคูเมืองออกแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านเหนือเป็นท่าช้างวังหน้า และด้านใต้ที่ปากคลองตลาด เมื่อย้ายราชธานีมาฝั่งพระนคร รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคูเมืองเพิ่มอีกสองชั้นคือ คลองบางลำพู (คลองโอ่งอ่าง) และคลองผดุงกรุงเกษม รวมเป็น 3 ชั้น มีกำแพงและประตูเมืองตลอดแนวคลองคูเมืองเดิม ตัวกำแพงพระนครนำอิฐจากกรุงศรีอยุธยามาก่อสร้าง

ป้อมรอบกำแพงพระนคร เดิมมี 14 แห่ง ป้อมพระเมรุ ป้อมยุคนธร ป้อมมหาปราบ ป้อมมหากาฬ ป้อมหมูหลวง ป้อมเสือทะยาน ป้อมมหาไชย ป้อมจักรเพชร ป้อมผีเสื้อ ป้อมมหฤกษ์ ป้อมมหายักษ์ ป้อมพระจันทร์ ป้อมพระอาทิตย์ ป้อมอิสินธร แต่ถูกรื้อออกไป เหลืออยู่ 2 แห่งที่มีสภาพสมบูรณ์คือ ป้อมพระสุเมรุ ตั้งอยู่ที่มุมกำแพงปากคลองบางลำพู และป้อมมหากาฬ อยู่บนกำแพงบริเวณสะพานผ่านฟ้า

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านโบราณสถาน "เกาะรัตนโกสินทร์" เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่สะท้อนมิติทางสังคมไทยในอดีตสู่ปัจจุบัน อาหารการกินสินค้าก็สะท้อนภูมิปัญญาไทยในแต่ละท้องถิ่น ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี ภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ภาพลักษณ์ที่ดีงามของไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก