พักนี้ดูโฆษณาเกี่ยวกับมือถือเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโทรศัพท์มือถือหรือระบบการสื่อสารผ่านมือถือ เรามักได้ยินคำว่า 4G กันจนติดหู

รู้สึกสงสัยเหมือนผมไหมครับว่า เจ้า 4G นี่มันดีอย่างไร เขาถึงได้พยายามจะให้พวกเราเปลี่ยนมาใช้มือถือระบบ 4G กันจังเลย ถึงขนาดที่ว่าบางค่ายให้นำเครื่อง 3G เก่ามาแลกเป็นเครื่อง 4G ได้

บทความคราวนี้ผมเลยจะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับระบบ 4G ว่าเป็นอย่างไร ควรจะเริ่มเปลี่ยนกันดีไหม โดยเราต้องทำความรู้จักกับเทคโนโลยีรุ่นพี่กันก่อน แล้วถึงจะรู้จัก 4G ได้ครับ


ระบบ 1G

ระบบเริ่มแรกของโทรศัพท์มือที่ใช้ในเชิงพานิช โดยระบบนี้จะใช้สัญญาณวิทยุแบบอะนาล็อกเป็นสื่อในการส่งเสียงคุยกันในหมู่ผู้ใช้โทรศัพท์

สำหรับระบบนี้เราสามารถใช้คุยโทรศัพท์กันได้เพียงอย่างเดียวครับ ไม่สามารถส่งข้อความหวานๆ อย่าง SMS ถึงกันได้

ส่วนท่านใดที่นึกภาพการคุยกันผ่านระบบอะนาล็อกไม่ออก ให้นึกถึงเวลาที่เราไปร้องคาราโอเกะครับ เพราะการร้องคาราโอเกะนั้นจะมีไมโครโฟนให้เราใช้อย่างต่ำ 1 ตัว ไม่ว่าจะเป็นแบบที่มีสายต่อไปยังเครื่องเล่นหรือแบบไร้สาย นี่แหละครับคือการส่งเสียงผ่านระบบอะนาล็อก คือร้องออกไปอย่างไร เสียงก็จะออกไปตามที่เราร้อง ไม่มีการเข้ารหัสเสียงหรือสัญญาณอะไรทั้งสิ้น บางทีก็มีเสียงรบกวน บางทีก็มีเสียงอะไรต่อมิอะไร ทำให้เสียงเพราะๆของเรากลายเป็นเสียงประหลาดไปก็มี (แต่ถ้าคาราโอเกะระดับแพงๆ เรื่องเหล่านี้จะไม่มีเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยมาก)

โทรศัพท์มือถือที่ใช้กันในระบบ 1G นี่สมัยนี้กลายเป็นของหายากแล้วครับ เพราะรุ่นนี้นอกจากแพงแล้วยังหนักด้วย ใครไม่รวยจริงไม่มีทางได้ออกกำลังกายด้วยโทรศัพท์มือถือแบบนี้แน่นอน


ระบบ 2G

ระบบนี้ถือเป็นระบบเริ่มต้นของการส่งเสียงผ่านระบบดิจิทัลครับ ชื่อเป็นทางการของระบบนี้เรียกว่าระบบ GSM (Global System for Mobilization) ทำให้เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวโทร.ได้ทั่วโลก คือไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกใบนี้ ก็ใช้โทร.ได้หมด แบบที่เรียกว่า Roaming นั่นเอง

ระบบนี้ก็ใช้ได้แค่การสื่อสารผ่านเสียงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งข้อความสั้นๆ แบบที่เรียกว่า SMS ได้เท่านั้น


ระบบ 2.5G

ต่อจากยุค 2G ก็มาถึง 2.5G ครับ (ยังไม่เข้าสู่ 3G ซักที) โดยยุคนี้มีจุดเด่นตรงที่การส่งข้อมูลแบบ GPRS (General Packet Radio Service) ทำให้เราสามารถส่งเสียงคุยกันได้ แถมส่ง SMS หรือ MMS ก็ได้

จุดสังเกตสำหรับยุค 2.5G ก็คือ โทรศัพท์มือถือเริ่มมีจอสีออกสู่ตลาด เสียงเรียกเข้าที่แต่เดิมจะเป็นเสียงร้องเพียงเสียงเดียว ก็เริ่มมีหลายระดับเสียง ทำให้สามารถใช้เสียงเรียกเข้าแบบทำนองเพลงที่เรียกว่า Polyphonic และ True tone ได้


ระบบ 2.7G

ดูเหมือน 3G นี่ไม่ใช่จะถึงง่ายๆ จริงๆ เพราะกว่าจะ 3G ได้ ต้องฝ่ายุคการเชื่อมต่อแบบ EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) ซะก่อน โดยยุคนี้เราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยมือถือได้สะดวกมากขึ้น


ระบบ 3G

เป็นยุคของการเชื่อมต่อแบบไร้สายความเร็วสูง ทำให้เราสามารถทำการรับ-ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้ และยุคนี้เองที่ทำให้เกิดการใช้โทรศัพท์แบบวิดีโอคอล (Video Call) คือโทร.ไปเห็นหน้ากันไปได้ จากนั้นก็พัฒนามาเป็นการประชุมทางไกลแบบที่เรียกว่า Video Conference ได้

และยุค 3G นี่เองที่ทำให้เกิดการดู TV ผ่านมือถือแบบที่เรียกว่า TV Streaming ได้


ระบบ 4G

ยุคนี้เป็นยุคของเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงมาก บางคนก็เรียกทางด่วนข้อมูลแบบไร้สาย โดยระบบ 4G นั้นสามารถส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps (ในขณะที่แบบ 3G นั้น สามารถส่งข้อมูลได้สูงสุด 2 Mbps) ทำให้การดู TV แบบ Streaming นั้นไม่กระตุกอีกต่อไป การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ก็ทำได้รวดเร็ว แถมมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีกว่า 3G

แต่สิ่งเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยราคาเทคโนโลยีที่แพงขึ้น ดังนั้น เราจึงเห็นการโปรโมทในโฆษณาต่างๆ ให้ผู้ใช้หันมาหา 4G กันมากมาย ทั้งนี้เพราะถ้าจำนวนผู้ใช้มีมากขึ้น ก็จะทำให้ราคาของเทคโนโลยีต่อผู้ใช้แต่ละคนลดลง

แล้ว 4G ดีกว่า 3G อย่างไร

สรุปความคือทั้ง 4G และ 3G ต่างก็เป็นเทคโนโลยีที่คล้ายกันครับ เพียงแต่ 4G นั้นสามารถทำการรับ-ส่งข้อมูลได้เร็วกว่ามาก แถมเพิ่มความสามารถทางด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเข้าไปด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดต้องใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะอ่านอี-เมล หรือรับส่งไฟล์ ก็อย่าลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ 4G เลยนะครับ รีบเปลี่ยนใช้เถอะ แล้วจะติดใจ