บ้านบนถนนมะม่วง

แซนดร้า ซีสเนรอส เขียน อริยา ไพฑูรย์ แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

"แต่สิ่งที่ฉันจำได้มากที่สุด ก็คือถนนมะม่วง บ้านหลังเศร้าสีแดง บ้านที่ฉันเป็นเจ้าของ

แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของฉัน"

ฉันซื้อเล่มนี้มาเพราะภาพปกและชื่อเรื่องแท้ๆ คนออกแบบปกคงเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ปกเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับผู้ซื้อหนังสือ หนังสือเล่มเล็กขนาด 4.5 คูณ 6 นิ้ว ปกสีเขียวขี้ม้า มีภาพวาดเด็กหญิงสวมชุดสีเขียวขรึมผมสีดำฟูฟ่อง เด็กหญิงในท่านอนตะแคงข้างหันหน้าไปทางภาพเส้นโค้งคดของถนนที่ทอดยาว มีภาพต้นไม้ ผู้คน และบ้านตรงสุดถนน มือขวาของเธอชี้ไปยังภาพวาดของบ้านหลังนี้

"บ้าน" ซึ่งมีนัยะสำคัญในเรื่อง เป็นตัวแทนความจริงและการหลีกหนี บ้านที่เธออาศัยอยู่กับครอบครัวนั้นทรุดโทรมในสภาพแวดล้อมขาดวิ่นเหมือนรอยปะบนผืนผ้าสกปรก เอสเพอรันซ่าผู้เล่าเรื่องมีความต้องการจะหนีจากวันเวลาที่หม่นหมองของเธอ จากบ้านซึ่งมีความหมายมากกว่าเพียงที่พักอาศัย

บ้านบนถนนมะม่วง แซนดร้า ซิสเนรอส เขียน อริยา ไพฑูรย์ แปล สำนักพิมพ์หนังสือยามเช้า พิมพ์ครั้งที่ 2 ตุลาคม 2547 ถัดจากพิมพ์ครั้งแรกเพียงหนึ่งเดือน

บ้านซอมซ่อบนถนนมะม่วง นอกเมืองชิคาโก ชาวละตินอาศัยอยู่ในแถบนี้ พวกเขาทำงานหนักในอเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพที่ใครๆก็ฝันถึงกับความฝันที่ยังหมุนวนอย่างไม่รู้จบ

ครั้งแรกเมื่อเห็นชื่อหนังสือฉันนึกถึงรสชาติและสีสันของมะม่วงในฤดูร้อน แต่เมื่อเริ่มพลิกอ่านไปทีละบรรทัดกลับพบว่ามีหลายสิ่งทำให้หัวใจไหวสะเทือน บางครั้งก็ต้องวางหนังสือแล้วนั่งนิ่งๆเพื่อพักอารมณ์

หนังสือเล่าชีวิตของผู้คนบนถนนมะม่วง โดยเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ เอสเพอรันซ่า เธอเล่าอย่างเรียบง่ายเหมือนจะเรียบง่าย...ถึงเพื่อนของเธอ ถึงพ่อแม่พี่น้อง สภาพแวดล้อม ถึงผู้คนที่ร่วมชะตากรรมคล้ายๆกัน และเรื่องราวของเธอเอง

เรื่องเล่าสั้นๆที่ตัวหนังสือสวยราวบทกวียิ่งอ่านไปอ่านไปก็ทำให้หัวใจของเราคล้ายถูกเกี่ยวไว้ด้วยหนามแหลม บทแรกเล่าถึงบ้าน บทก่อนสุดท้ายเธอก็เขียนถึงบ้าน ในอีกหลายๆครั้งเอสเพอรันซ่าก็เขียนถึงบ้านในฝันที่เธอวาดหวังไว้

"มันเป็นบ้านหลังเล็กๆสีแดง มีบันไดแคบๆอยู่หน้าบ้าน หน้าต่างเล็กจนคุณต้องคิดว่ามันกำลังกลั้นหายใจอยู่ อิฐบนผนังบ้านแตกกร่อนเป็นแห่งๆ ประตูหน้าบวมจนต้องออกแรงดันเวลาจะเข้าข้างใน สนามหน้าบ้านก็ไม่มี มีแค่ต้นเอล์มเล็กๆสี่ต้นที่เทศบาลปลูกไว้ริมถนน"

"พ่อกับแม่มักจะบอกพวกเราว่า วันหนึ่งเราจะได้ย้ายไปอยู่บ้าน บ้านจริงๆที่จะเป็นของเราตลอดไป เราจะได้ไม่ต้องย้ายบ้านทุกๆปีอีก บ้านของเราจะมีน้ำประปาใช้ มีท่อน้ำที่ใช้งานได้ ในบ้านจะมีบันไดจริงๆ ไม่ใช่บันไดรวมแบบในแฟลต แต่เป็นบันไดจริงๆแบบที่เห็นในทีวี เราจะมีห้องใต้ดิน และมีห้องน้ำอย่างน้อยสามห้อง เวลาจะอาบน้ำจะได้ไม่ต้องคอยถามคนอื่นๆก่อน บ้านของเราจะทาสีขาว มีต้นไม้อยู่รอบบ้าน มีสนามกว้างใหญ่ มีหญ้าขึ้นงอกงาม และไม่มีรั้วกั้น เป็นบ้านแบบที่พ่อชอบ พูดถึงเวลาถือล็อตเตอรี่อยู่ในมือ เป็นบ้านแบบที่แม่ฝันถึงในนิทานที่แม่เล่าให้เราฟังก่อนนอน"

"ไม่ใช่แฟลต ไม่ใช่อพาร์ตเม้นต์ที่อยู่ด้านหลัง ไม่ใช่บ้านของคนอื่น ไม่ใช่บ้านของพ่อ แต่เป็นบ้านของฉันเอง ระเบียงบ้านของฉัน หมอนของฉัน ดอกพิทูเนียสีม่วงสวยของฉัน หนังสือของฉัน และเรื่องราวของฉัน รองเท้าทั้งสองของฉันวางรออยู่ข้างเตียง ไม่มีใครเอาไม้ชี้หน้า ไม่ต้องคอยเก็บขยะให้ใคร"

"เป็นบ้านที่สงบเงียบดุจหิมะ มีพื้นที่ว่างให้ก้าวเดิน แลสะอาดราวกับกระดาษเปล่า ก่อนจะเขียนบทกวีลงไป"

บ้านบนถนนมะม่วง เขียนเป็นตอนสั้นๆ ความงามของภาษาราวบทกวีดังข้อความที่ยกมาทำให้เราเหมือนถูกจับไกวเปลในความเศร้า ไม่ใช่เพียงความเปรียบให้เห็นภาพและรู้สึกเท่านั้น ยังมีเรื่องเจ็บปวดอื่นที่อาจทำให้คนใจอ่อนร่ำไห้อยู่ในใจเงียบๆ

ความเศร้าถือเป็นความงามอมตะเพราะทำให้เราจดจำเรื่องราวนั้นๆได้ตลอดไป

"ในภาษาอังกฤษ ชื่อของฉันแปลว่าความหวัง ในภาษาสเปนแปลว่า ตัวอักษรมากเกินไป มันหมายถึงความเศร้า หมายถึงการรอคอย เหมือนเลขเก้า เหมือนสีขุ่นโคลน สันคือชื่อเพลงเม็กซิกันที่พ่อชอบเปิดตอนเช้าวันอาทิตย์ขณะโกนหนวด เพลงที่เหมือนเสียงคร่ำครวญ"

"คนเราไม่มีทางมีท้องฟ้ามากๆได้ เราอาจนอนหลับและตื่นขึ้นไปเมามายอยู่บนฟ้า ท้องฟ้าปกป้องเราในยามเศร้า ที่นี่มีความเศร้าอยู่มากมายเกินไป และมีท้องฟ้าไม่เคยพอ ผีเสื้อก็มีน้อยเช่นกัน รวมทั้งดอกไม้และทุกสิ่งที่สวยงาม แต่เราก็ยังคงยอมรับสิ่งที่เราได้รับ และจัดการกับมันอย่างดีที่สุด"

เกริ่นมาหลายบรรทัดแล้วยังไม่ได้บอกเลยว่า หนังสือดีเล่มนี้ผู้เล่าเรื่องคือเด็กหญิงคนหนึ่งมีชื่อในเรื่องว่า เอสเพอรันซ่า เรื่องเล่าทั้งหมดเกิดขึ้นบนถนนมะม่วง เอสเพอรันซ่าเป็นเด็กช่างฝัน ครอบครัวของเธอมีด้วยกัน 6 คน พ่อ แม่ เอสเพอรันซ่า คาร์ลอส กีกิ และน้องสาวคนสุดท้องเนนนี่ เอสเพอรันซ่า เป็นพี่คนโต ในสังคมละตินพี่สาวคนโตยังรับหน้าที่เลี้ยงดูน้องเล็กและทำงานบ้านตั้งแต่ยังเด็ก

ฉากบนถนนมะม่วงคือชุมชนของชาวละตินที่ตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดเดินทางมาอเมริกาด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ทว่าพวกเขายังต้องทำงานหนัก ยังมีชีวิตที่ยากลำบาก แม้จะไม่ถึงขั้นอดอยาก แต่ไม่ได้สะดวกสบายอะไรนัก เช่นครอบครัวของเอสเพอรันซ่าที่ต้องย้ายไกลออกไปจากเมืองเรื่อยๆเพื่อจะได้บ้านเช่าราคาถูก

ทุกๆวันพวกเขายังดิ้นรนทำงานและฝันถึงชีวิตใหม่ พวกเขามีทางเลือกไม่มากนัก เด็กๆจึงถูกทอดทิ้งอยู่ในบ้านและชุมชนของตัวเอง ชีวิตเหมือนมีวงกลมของมัน ถ้าพวกเธอเป็นเด็กหญิงเมื่อเริ่มวัยสาว อาจจะถูกละเมิด อาจจะตกหลุมรักเด็กหนุ่มสักคนหนึ่งแล้วตั้งครรภ์ มีลูกในวัยที่ยังไม่ประสา ถูกทอดทิ้ง แล้วก็มีคนใหม่ หลายคนวนเวียนซ้ำอย่างนี้จนกว่าวันแห่งความสุขจะมาถึง ความสุขในที่นี้ก็ไม่เลิศเลออะไร เพียงแต่ทำให้เธอมีชีวิตที่ดูเหมือนจะปกติและผ่อนคลายชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น นี่คือความอ้างว้างของเพศหญิง หนังสือเล็กๆเล่มนี้ให้จึงบอกเรามากกว่าที่เห็น

"โรซ่า วาร์กัสมีลูกเยอะมาก เยอะมากเกินไป คุณก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของแก ยกเว้นแต่ว่า แกเป็นแม่ของเด็กๆพวกนั้น และมีแค่แกลำพังคนเดียว แต่ต้องรบรากับคนมากๆอย่างนั้น

"พวกวาร์กัสเป็นเด็กเกเร ก็จะทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อแม่เพียงคนเดียวที่ต้องเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ทั้งเย็บปะซ่อมแซมกระดุม ล้างขวดนมและดูแลเด็กอ่อน แม่ที่ร้องไห้ทุกวันให้กับพ่อที่ทิ้งไปโดยไม่เหลือแม้แต่สักดอลลาร์เดียวไว้ซื้อไส้กรอกหรือแม้แต่ทิ้งข้อความก่อนไป"

"รูธีเป็นผู้หญิงผอมแห้ง ทาปากสีแดง ผ้าคลุมหัวรูปสามเหลี่ยมสีน้ำเงิน ถุงเท้าข้างหนึ่งสีน้ำเงินอีกข้างหนึ่งสีเขียว เพราะเธอลืม ในบรรดาผู้ใหญ่ที่เรารู้จัก เธอเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่ชอบเล่น เธอพาโบโบ้หมาของเธอไปเดินเล่นและหัวเราะอยู่คนเดียว นั่นแหละรูธี เธอไม่ต้องการให้ใครมาหัวเราะกับเธอด้วย เธอแค่หัวเราะเท่านั้น"

"แต่ใครจะเชื่อเธอล่ะ เด็กผู้หญิงร่างใหญ่ เด็กผู้หญิงมาพร้อมใบหน้าสวยงามที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและปื้นดำ ไม่มีทางตกบันไดได้ แต่แซลลี่ไม่เคยเล่าเรื่องที่เขาตีเธอด้วยมือของเขา ราวกับว่าเธอเป็นหมา เธอพูด เหมือนฉันเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง เขาคิดว่าฉันจะหนีออกจากบ้านเหมือนน้องสาวของเขาที่ทำให้ครอบครัวต้องอับอาย เพียงเพราะว่าฉันเป็นลูกสาวของเขา แล้วเธอก็ไม่พูดอะไรอีก"

ความโศกเศร้าในบ้านแต่ละหลังของคนแต่ละคนโดยเฉพาะผู้หญิงบนถนนมะม่วง เขียนเล่าเป็นบทสั้นๆ อีกหลายๆบทก็สั้นขึ้นอีกนับบรรทัดได้ไม่ถึง 20 บรรทัด แม้จะต้องตีความบ้างเพราะบทกวีคือภาษาที่ถูกปรุงขึ้นมาใหม่เพื่อย้ำเน้นความและปลุกเร้าความรู้สึก และบ้านบนถนนมะม่วงก็ทำได้ดีเลิศเหลือเกิน ความบอบช้ำในชีวิตของตัวละครที่เราอ่านเหมือนฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสายจนทำให้เย็นยะเยือก

"ฉันอยากเป็น ดั่งคลื่นในท้องทะเล ดั่งมวลเมฆในสายลม แต่ฉันเป็นเพียงฉัน วันหนึ่งฉันจะกระโดดออกจากตัวฉันเอง ฉันจะทำให้ท้องฟ้าสั่นสะเทือน ดั่งเสียงไวโอลินนับร้อย"

"ฉันอ่านเจอจากที่ไหนสักแห่ง ว่าในอินเดียมีนักบวชที่สามารถอธิษฐานให้หัวใจหยุดเต้นได้ ฉันอยากอธิษฐานให้เลือดของฉันหยุดไหลเวียน ให้หัวใจของฉันหยุดสูบฉีด ฉันอยากตาย อยากลอยหายไปกับสายฝน อยากให้ดวงตาของฉันละลายไปกับผืนดินเหมือนหอยทากสีดำสองตัว ฉันอธิษฐานและอธิษฐาน ฉันหลับตาและตั้งจิตปรารถนา แต่เมื่อฉันลุกขึ้นมา เสื้อผ้าของฉันก็กลายเป็นสีเขียวไปหมด และฉันก็ปวดหัวมาก"

นี่คือการตอกย้ำสิ่งที่อยู่ในใจเธอว่าต้องการหนีไปให้พ้น เริ่มตั้งแต่แรกที่เธอบอกว่าชื่อของเธอหมายถึงความเศร้า และแม่บอกว่าเธอเกิดในวันบาปจึงต้องสวดมนต์ให้เธอเสมอๆ เอสเพอรันซ่าหลีกหนีวัยเด็กด้วยการเขียนบทกวีและเฝ้าฝันถึงสถานที่ที่ดีกว่า บ้านที่เป็นของเธอเอง บ้านที่เธอเขียนถึงอยู่เรื่อยๆในหนังสือ ซึ่งนอกจากแสดงให้เห็นถึงการหลบหลีกความจริงแล้ว มันยังบอกว่าเธอมีชีวิตวัยเด็กที่ขาดแคลน เธอเขียนอย่างไร้เดียงสาเท่าที่หัวใจอ่อนไหวของเธอจะทำได้

"ฉันชอบเล่าเรื่อง ฉันเล่าอยู่ในหัวของฉันเอง ฉันเล่าหลังจากบุรุษไปรษณีย์พูดว่า นี่ไง จดหมายของเธอ นี่ไงจดหมายของเธอ เขาพูด

"ฉันสร้างเรื่องราวให้ชีวิตของฉันเอง สำหรับทุกก้าวที่รองเท้าสีน้ำตาลของฉันเหยียบย่างลงไป ฉันเล่าว่า และ ดังนั้น เธอจึงเดินโซเซขึ้นไปบนบันไดไม้ รองเท้าสีน้ำตาลแสนเศร้าหมองพาเธอเข้าไปในบ้านที่เธอไม่เคยชอบเลย"

พ่อแม่ที่แสนเศร้า เด็กน้อยที่เจ็บปวด จะว่าไปเอสเพอรันซ่าก็ไม่ใช่เด็กน้อย เธอเป็นสาวแรกแย้ม เธอเล่าถึงวัยสาวของเธอ เรื่องการมีรอบเดือน การตกหลุมรัก และเพื่อนแสนสวยชื่อแซลลี่ที่น่าสงสาร เด็กสาวเหล่านี้ฝันถึงชีวิตรักที่สดสวยงดงาม แต่ฝันของเธอมักล่มสลาย พวกเธอจึงเป็นแม่ในขณะอายุยังน้อย ต้องแบกรับชีวิตแสนหนัก เนื้อหาหลักๆของหนังสือบ้านบนถนนมะม่วง คือชีวิตของผู้หญิงที่ถูกกระทำ ความเศร้าของเอสเพอรันซ่าไหลเทออกมาเหมือนน้ำในแก้วแตก

การเขียนเล่าเรื่องของเอสเพอรันซ่าไม่โดดเดี่ยวแน่ ใครก็ตามไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หากได้อ่านหนังสือ บ้านบนถนนมะม่วง แล้วก็จะรู้สึกอย่างเดียวกันว่า บ้านเล็กสวยงามที่เอสเพอรันซ่าปรารถนาก็อยู่ในหัวใจของเธอนั่นเอง แล้วบ้านหลังนั้นก็อยู่ในหัวใจของผู้อ่านทุกคนด้วย