have a good day craft

ของ นทพณ ณ นคร
นัดพบ

มุม Work Shop เล็กๆหลังบ้านของ คุณนท-นทพณ ณ นคร กราฟฟิคดีไซเนอร์อิสระ เต็มไปด้วยไม้สนคุณภาพดีจากฟินแลนด์ บางส่วนถูกนำมาขึ้นรูปเป็นชิ้นงานแล้ว และบางส่วนยังคงอยู่ในสภาพเดิม คุณนทออกตัวว่า งานตุ๊กตาไม้สำหรับตกแต่งบ้านของต้นนั้นออกแนวกราฟฟิค เพียงแต่ลดเส้นสายบางอย่างลง เพื่อให้งานดูทันสมัย แต่ที่เหนือไปกว่านั้น คือ ปรัชญาความพอเพียงที่แฝงอยู่ในชิ้นงาน ซึ่งเจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า...

"ผมเองเรียนมาทางด้าน fine art จากคณะศิลปะที่ศิลปากร แล้วก็ไปเรียนต่อทางด้านกราฟฟิคดีไซน์ ที่นิวยอร์ก เมื่อเรียนจบแล้วก็มีโอกาสได้ทำงานใช้ชีวิตอยู่สักพักหนึ่ง ก็เกิดความรู้สึกว่า ชีวิตที่ผ่านมาเราทำงานมาเยอะมาก แต่กลับเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุขเลย เพราะการทำงานที่ต่างประเทศหนักมาก เราไม่ต่างกับเครื่องจักร และผมเองทำงานเพื่อเอาเงินเลี้ยงชีพมานานมากแล้ว ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รวยนะที่ออกมาทำ เล่าเกริ่นๆไปก่อน แล้วก็พอไปทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ตามนะครับ ทำงานเหน็ดเหนื่อย สนุกสนานยังไงก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราจะกลับมาหามันทุกครั้งเวลาเราเหนื่อย หรือเวลาเราอยากมีความสุขมันก็คือ งาน craftsงานแกะไม้ งานทำอะไรพวกนี้ครับโดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่ชอบงานฝีมือ ว่างเมื่อไหร่จะทำทันที เพราะรู้สึกว่าเกิดสมาธิดี ยิ่งได้ทำงานไม้ที่ตัวเองชอบด้วยแล้วไม่เบื่อเลยครับ สมัยที่อยู่นิวยอร์ก ผมก็ทำงาน craft พวกนี้ให้เพื่อนฝรั่งช่วยขาย ปรากฏว่าขายดีมาก ทำออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด ซึ่งก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆให้ผมคิดที่จะทำเป็นอาชีพ ดังนั้น เมื่อผมกลับมาอยู่เมืองไทย หลังจากที่ทำหนังสือหนีกรุงอยู่พักหนึ่ง จึงลาออกเพื่อลงมือทำตุ๊กตาของเล่นจากไม้อย่างจริงจัง คอลเลคชั่นแรก ชื่อว่า "Give me a hook not a fish" ทำนองว่าขุนนางให้ปลา พระราชาให้เบ็ด งานที่ออกมาจึงเป็นคนตกปลามีแมวเดินตาม ซึ่งหมายความว่า ไม่ต้องให้ปลาฉันหรอก เอาปลาให้แมวดีกว่า เมื่อผมนำไปออกงาน nap ที่เชียงใหม่ ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ซึ่งตรงจุดนี้เองได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผม จึงกลับมาลงมือทำคอลเลคชั่นที่ 2 คราวนี้ใช้ชื่อว่า "Rabbit with an apple on its head" ความหมายก็เชิงล้อไปกับสุภาษิตไทย คือ กระต่ายตื่นตูม เพราะทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าคนเราตื่นไปกับ social network มากจนเกินไป และพร้อมที่จะเชื่อด้วยโดยที่ไม่มีการกลั่นกรองใดๆ เพราะฉะนั้นงานแกะสลักไม้ซึ่งกำลังจะพัฒนาไปเป็นของแต่งบ้านของผม จึงมีที่มาที่ไป และแฝงไว้ด้วยคติบางอย่าง"

คุณนทเล่าถึงความชอบในงานไม้ กระทั่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจทั้ง 2 คอลเลคชั่น รวมทั้งคอลเลคชั่นต่อๆไป "งานของผมจะออกสไตล์กราฟฟิค สามารถถอดชิ้นส่วนได้เพื่อความสะดวกในการจัดส่ง เพราะผมมีลูกค้าต่างประเทศด้วย สำหรับไม้ ผมเลือกใช้ไม้สนจากฟินแลนด์ ซึ่งเป็นไม้สนที่ดีที่สุด เนื้อไม้มีสีขาวนวล เนื้อไม้นิ่ม สามารถเหลาเหมือนดินสอได้เลย ทำให้ทำงานง่าย งานของผมจะคล้ายงานกราฟฟิค คือ ตัดเส้นสายให้เหลือน้อยที่สุด คงไว้เฉพาะรูปทรงที่เด่นชัด และลงสีอะครีลิคเฉพาะบางส่วน โดยจะเว้นให้เห็นเนื้อไม้มากกว่าเพราะเป็นงานไม้ และสามารถเป็นของเล่นเด็กได้ด้วย ผมจึงเลือกใช้สีที่ไม่เป็นอันตราย"

นอกจากความสุขแล้ว คุณนทยังบอกว่า "งาน Craft ทำให้ผมเกิดสมาธิ นิ่งขึ้น สมัยที่กลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ ทำงานอยู่กับหนังสือหนีกรุง ออกจะเป็นคนโผงผาง ผมทำอยู่ราว 4 ปีก็ลาออกมารับงานอิสระ และเริ่ม เอ๊ะ!!! กับชีวิตว่าควรจะหาอะไรที่เราชอบจริงๆ ทำได้แล้ว แล้วพอถอยหลังกลับมาคิดดูก็พบสิ่งที่เราชอบ และตกผลึกกับงาน CRAFT แต่ปัญหาคือเรามาเริ่มตอนที่มันอาจจะช้าไปนิดหนึ่ง คือ ถ้ามองในแง่รายได้อาจจะพูดไม่ได้ แต่เราก็คิดว่าสิ่งใดที่เราทำไปด้วยใจเต็มร้อย สักวันก็คงคืนมาหาเราได้อย่างนี้ ก็เลยลุยทำ แต่ก็เหมือนทำ 2 มือครับ มือหนึ่งก็ยังถ่ายรูป รับจ้างถ่ายรูป เขียนหนังสือ ทำ design อีกมือหนึ่งก็ยามว่าง ก็ต้องทำ workshop วิ่งเข้า workshop ทำงานอย่างนี้ แล้วก็พอทำ ลองทำมาชุดหนึ่งออกงานที่เชียงใหม่ งาน NAP ก็ถือว่า feedback ดี ขายได้ คนมาถามสนุกสนาน ก็เริ่มสนุก"

  • การได้ไปออกงาน NAP ที่เชียงใหม่ คุณนทได้กลับมา 2 อย่าง คือ การตกผลึกทางความคิด และพบว่าการย้ายไปพำนักที่เชียงใหม่น่าจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรื่นรมย์ เพราะบรรยากาศเอื้ออย่างมาก

"ผมกับภรรยาอายุห่างกันพอสมควร เธอทำงานแบงก์ และเริ่มเบื่อ เราจึงวางแผนกันว่าจะไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ เพราะเอื้อทั้งสภาพแวดล้อม แรงงานแกะไม้ วัตถุดิบต่างๆก็ครบ แล้วบรรยากาศก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมาก ก็เลยคิดว่าย้ายไปดีกว่า ผมใช้เวลาหาที่อยู่ประมาณ 5 ปี กว่าจะได้ตรงริมน้ำปิงทางที่จะไปอำเภอสารภี ซึ่งผมคงสามารถสร้างสรรค์งาน have a good day craft ได้มากยิ่งขึ้น"

"have a good day craft ก็คือ เราพยายามมองโลกรอบๆตัว เรื่องง่ายๆให้มีความสุข คือ concept ของเรา แล้วก็บอกต่อคนอื่น ตัวผมเองสมัยที่อยู่เมืองนอก ผมเป็นคนเรียกว่าทำงานมาเยอะ ทำทุกอย่างเลย แล้วก็โชคดีไม่ใช่เป็นคนเครียด เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดความรู้สึกนี้ ผมจะกลับมาอยู่กับสิ่งที่ชอบ ซึ่งแม้มันจะเป็นงานเล็กๆเองนะครับ แต่กลับเป็นสิ่งเล็กๆที่ช่วยกลบ และละลายความเครียดทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาทั้งวันได้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้อยากให้คนมาทำแบบเรา แต่เรากำลังจะบอกว่าสิ่งเล็กๆ ก็สามารถสร้างความสุขให้ได้มีมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหยิบเอาตรงไหนมาสร้างความสุขให้กับเรา โดยส่วนตัวผมพยายามหาเรื่องราวที่มันถูกหลงลืมไปแล้วหยิบขึ้นมาทำเป็นชิ้นงาน อย่าง collection แรก เราชื่อ Give me a hook not a fish ก็คือ พระราชาให้เบ็ด นักการเมืองให้ปลา พระราชาให้เบ็ดนะครับภาษาไทย ภาพรวมของงานจึงเป็นรูปคน เป็นปลา เป็นเบ็ดตกปลาอะไรอย่างนี้ ก็จะสมมติว่างานไม้ไปวางอยู่ในบ้านใคร เวลาลูกถาม พ่อก็จะเล่าให้ฟัง แม่ถามลูก ลูกถามแม่ ก็จะเล่า สุภาษิตนี้ก็จะกลับขึ้นมาในครอบครัวว่า การทำอะไรก็ต้องอย่ายื่นมา อย่าแบมืออะไรอย่างนี้นะครับ ก็จะเป็นเรื่องชีวิตที่มันจะกลับมาอยู่ในครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง"

"ส่วนคอลเลคชั่นที่ 2 จะเป็น Rabbit with an apple on its head ก็คือ กระต่ายกับแอปเปิ้ล ซึ่งก็ทำนองเดียวกับกระต่ายตื่นตูมแหละครับ ถ้าเป็นภาษาไทย ผมพยายามจะบอกว่า คนเราเดี๋ยวนี้ฟังอะไรนิดๆหน่อยๆ จากsocial network ก็พากันโกรธตาม เกลียดตาม ผมจึงตั้งใจทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อที่จะบอกว่าให้เรารู้จักที่จะกรองความคิด ฉุกคิดบ้างว่าจริงๆ แล้วโลกมันไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นอะไรอย่างนี้ ก็เลยเป็นที่มาของงาน handmade ชุดนี้ครับ"

"มีคนถามว่าผมใช้ไม้อะไร งานจึงออกมาสีแปลกตา ผมเลือกใช้ไม้สนจากฟินแลนด์ครับ แต่กว่าจะลงตัวที่ไม้ชนิดนี้ ผมก็ลองผิดลองถูกด้วยการไปซื้อไม้สนจากบางโพธิ์ ก็เป็นกระดานๆ เราก็มาต่อมา เขาเรียกมาแปะกัน ทากาวให้มันชิ้นใหญ่ๆประกบ เริ่มแรกๆก็ซื้อจากโรงเศษไม้แหละ แต่ทีนี้โรงเศษไม้ ไม้สนมันก็มีหลายชนิด มีทั้งแบบขาว เหลือง แดง อะไรอย่างนี้ เพราะนั้นการที่แก้ปัญหาง่ายๆ คือ เราก็ไปคุยกับร้านไม้ที่บางโพธิ์ เขาบอกว่า ไม้สนที่สวย และนิ่มก็คือ ไม้สนฟินแลนด์ สีขาวนวลสวย แล้วก็ทำงานง่าย เหมือนเหลาดินสอครับ ผมชอบงานไม้เพราะรู้สึกงานไม้มันมีเสน่ห์ ลำพังสีของเนื้อไม้เพียงอย่างเดียวก็มีความสวยงามอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว แต่เมื่อเราใช้สีอะครีลิคทาลงไปบางส่วน อารมณ์ของงานก็จะต่างออกไปอีก"

เมื่อถามถึงไอเดียต่างๆที่เกิดขึ้น คุณนทบอกว่า "ต้องขอบคุณ คุณพ่อที่ล่วงลับไปแล้ว เรียกได้ว่าท่านเป็นผู้จุดประกายให้ผมชอบงานศิลปะ เพราะท่านเรียนจบเพาะช่าง ตั้งแต่เด็กๆ ผมจะเห็นพ่อมี workshop ที่บ้าน พ่อก็จะทำงานเกี่ยวกับศิลปะอยู่ตรงนั้น ซึ่งเมื่อก่อนผมก็ไม่ได้สนใจ เพราะแม่อยากให้เป็นทนายความ ผมจึงไม่ค่อยรู้ว่าพ่อเขาทำอะไรอยู่ในห้อง แต่พอโตขึ้นมา เราก็เห็นงานพวกนี้ พี่น้องก็แย่งกันเก็บไปหมดแล้ว งานแกะไม้บ้าง งานปั้นปูนบ้าง เราเก็บของเหล่านั้นก็จริง แต่เพียงเพราะมันเป็นงานของพ่อ จนเมื่อเรามาทำงานหนังสือหนีกรุง แล้วได้ขึ้นไปสัมภาษณ์สล่าแกะสลักไม้ที่เชียงราย ที่บ้านป่าแดด จึงได้เริ่มกลับมาดูงานของพ่อ และตระหนักถึงคุณค่า"

"งานของเล่นไม้ของสล่าที่บ้านป่าแดด น่าตื่นเต้นมาก เป็น realistic ซึ่ง amazing อย่างเหลือเชื่อ เพราะทุกอย่างขยับได้ทุกชิ้นด้วยกลไกแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งผมเคยไปสืบค้นดู ปรากฏว่าที่บ้านป่าแดดมีเรื่องราวมานานเกือบ 200 ปี เราเริ่มพร้อมกับอังกฤษ แต่เสียดายที่พัฒนาการของเราไม่มากเท่า"

"เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจึงต้องขอบคุณพ่ออย่างมาก ที่ทำให้ผมชอบงานศิลปะ และงานศิลปะก็ให้อะไรกับชีวิตผมหลายอย่างมาก เริ่มตั้งแต่มีสมาธิ ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ 1 ปีที่ผ่านมาที่ผมลงมือทำงานไม้ ไม่มี moment ไหนที่เราไม่มีความสุขกับมันเลย เราอยากทำชิ้นนี้เสร็จ อยากทำชิ้นใหม่ต่อ อยากทำชิ้นใหม่ต่อ อยากทำงานชิ้นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาครับ"