เที่ยวเชียงแสน เพลินแดนสามเหลี่ยมทองคำ

เล่าขานตำนานไทย
ช่างภาพ: 

ตำนานการกำเนิดเมืองเชียงแสนกล่าวไว้ว่า แคว้นโยนกนาคพันธุ์ เป็นแคว้นโบราณเก่าแก่ที่มีอายุประมาณ 2,000 ปี ปัจจุบันคือ ทะเลสาบเชียงแสน และบริเวณโดยรอบ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวใน พ.ศ.1088 แคว้นโยนกนาคพันธุ์ก็ถล่มและล่มสลายลง สิ้นราชวงศ์สิงหนวัติ

ต่อมาอีกหลายปี บรรดาชุมชนที่เหลืออยู่ ได้ตั้ง "ขุนลัง" ขึ้นเป็นผู้นำ ย้ายศูนย์กลางการปกครองมาตั้งบนเวียงริมฝั่งแม่น้ำโขง ปกครองด้วยการประชุมหารือกันในหมู่หัวหน้าชุมชน ทำให้เวียงแห่งใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า "เวียงปรึกษา" ตามวิธีการปกครอง อยู่มาอีก93 ปี จนถึง พ.ศ.1181 ก็ถึงกาลอวสาน เนื่องจากพระยากาฬวรรณดิศราช (พญาอนิรุทธ) กษัตริย์แห่งทวารวดีได้สนับสนุน "พญาลวจักรราช" ผู้มีเชื้อสายของปู่เจ้าลาวจก (ผู้ที่ขายดอยตุงให้นครโยนกนาคพันธุ์ สร้างพระธาตุดอยตุง) ขึ้นเป็นกษัตริย์ พญาลวจักรราช จึงตั้งชื่อราชวงศ์ใหม่ของพระองค์ว่า ราชวงศ์ลวจักรราช หรือ ราชวงศ์ลาว

หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์เปลี่ยนนามจากเวียงปรึกษา เป็นเมืองหิรัญนคร มีศูนย์กลางอยู่แถบแม่น้ำสาย และดอยตุง ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากนั้นในสมัยพระเจ้าลาวเคียง ได้สร้างเมืองเงินยาง (เวียงเชียงแสน) บริเวณเมืองเชียงแสนในปัจจุบัน และย้ายเข้าไปปกครองที่นั่น มีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องมาอีกถึง 621 ปี รวม 24 รัชกาล

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อ พญาลาวเมง พระบิดาของพญามังราย สร้างเมืองเชียงราย และพญามังรายขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 ของหิรัญนครเงินยางเชียงแสน (ถิ่นประสูติของพญามังรายมหาราช ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ใน พ.ศ.1805 ทรงรวบรวมแคว้นน้อยใหญ่ในอาณาบริเวณเดียวกันให้เป็นปึกแผ่น และโปรดให้เมืองเชียงราย เป็นราชธานีแห่งใหม่ เป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ลวจักรราช แห่งหิรัญนครเงินยาง เริ่มต้น ราชวงศ์มังราย แห่งอาณาจักรล้านนา

เมื่อมาเที่ยว ณ แดนดินถิ่นที่มีประวัติศาสตร์การปกครองยาวนานนับพันปี อย่างอำเภอเชียงแสนนี้ เราจึงได้เห็นความวิจิตรตระการตาของงานวิศวกรรมโครงสร้างและสถาปัตยกรรมแบบโบราณมากมายในวัดวาอารามต่างๆ ที่ล้วนยังคงรูปทรงไว้ได้อย่างแข็งแรง เป็นประจักษ์พยานบอกเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นหลังได้รับทราบผ่านชั้นอิฐหินและงานศิลปกรรมตกแต่ง ข้อมูลจากงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโททางวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง ศิริพงษ์ สมวรรณ ศึกษาเรื่อง การหาอายุของอิฐจากกำแพงเมืองเชียงแสนโบราณ โดยวิธี เทอร์โมลูนิเนสเซ็นท์ ใน พ.ศ.2547 พบว่า ก้อนอิฐแต่ละก้อน แต่ละชั้นของกำแพงเมืองมีหลายอายุ ตั้งแต่ 400 600 800 และ1,000 ปี อิฐชั้นบนสุดน่าจะใหม่สุด สร้างในสมัยพระเจ้าแสนภู ส่วนอิฐชั้นล่างอาจนำมาจากกำแพงเมืองเชียงแสนเดิม หรือนำก้อนอิฐมาจากวัดต่างๆมาใช้สร้างทับแนวกำแพงเดิม ซึ่งอิฐชั้นล่างของกำแพงเมืองเชียงแสนเกือบทั้งหมด หาอายุเฉลี่ยได้ประมาณ 1,100 ปี หรืออยู่ในช่วงเวลา 800-1,400 ปีล่วงมาแล้ว ตรงกับหลายตำนานที่ระบุว่ามีการเคลื่อนย้ายผู้คนจากดอยตุงแม่สาย มาสร้างเมืองหิรัญนครเชียงแสน ราว พ.ศ.1181

พระเจ้าแสนภู กษัตริย์ในราชวงศ์มังราย ลำดับที่ 3 (พ.ศ.1868-1877) ราชบุตรองค์แรกของพญาไชยสงคราม เหตุที่ชื่อแสนภู เพราะเกิดบนภูดอย มีอนุชา 2 องค์ คือ ท้าวน้ำท่วม และท้าวงั่ว พ.ศ.1870 พระเจ้าแสนภูโปรดให้สร้างเมืองเชียงแสนขึ้นในบริเวณเมืองเงินยาง ครั้นสร้างเมืองเชียงแสนแล้ว ก็ประทับอยู่ที่เชียงแสนตลอดพระชนม์ชีพ การสร้างเมืองเชียงแสนขึ้นนั้น ก็เพื่อป้องกันข้าศึกด้านเหนือ เพราะเชียงแสนตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง และสามารถใช้แม่น้ำโขงเป็นคูเมืองตามธรรมชาติได้ ตัวเมืองมีกำแพงกว้าง 700 วา ยาว 1,500 วา มีป้อมรายล้อมเมือง 8 แห่ง

ปัจจุบันอำเภอเชียงแสน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ มีซากโบราณสถานของเมืองเชียงแสนเก่าอยู่ในบริเวณตัวอำเภอ อำเภอเชียงแสนเป็นแหล่งท่องเที่ยวและท่าเรือขนส่งสินค้าที่สำคัญในภาคเหนือ มีพื้นที่ซึ่งเรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ ( Golden Triangle) อยู่ในหมู่ที่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน อันเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย) ลาว (แขวงบ่อแก้ว) และพม่า (แขวงท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน) มีลักษณะพื้นที่เป็นสามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทย และลาว นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค มีท่าเรือขนาดเล็กขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน และลาว เมื่อมองจากฝั่งไทยไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นหมู่บ้านในฝั่งลาวอย่างชัดเจน ส่วนทางพม่าซึ่งอยู่ด้านตะวันตกนั้น ไม่มีหมู่บ้านหรือสิ่งก่อสร้างให้เห็นในระยะใกล้ๆ

บริเวณที่บรรจบกันของแม่น้ำโขง และแม่น้ำรวก ที่เรียกว่า "สบรวก" นี้ มีเคยมีชนกลุ่มน้อย และกองกำลังติดอาวุธอยู่หลายกลุ่ม ด้วยว่าพื้นที่ในแถบนี้เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและผลิตยาเสพติดแหล่งใหญ่ เช่น มีโรงงานผลิตเฮโรอีน และกระจายอยู่ตามชายแดน ส่วนการลำเลียงฝิ่นจะไปเป็นขบวนลัดเลาะไปตามไหล่เขาพร้อมกำลังคุ้มกัน ว่ากันว่ายาเสพติดและฝิ่นจะถูกแลกเปลี่ยนด้วยทองคำในน้ำหนักที่เท่ากัน จึงเป็นที่มาของชื่อ สามเหลี่ยมทองคำ

ช่วงฤดูหนาวอากาศเย็นประมาณ12-13องศาเซลเซียส ทิวทัศน์ที่งดงามยามเช้า แสงอาทิตย์ค่อยๆสาดส่องท่ามกลางสายหมอก ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางสามเหลี่ยมทองคำ มาสักการะพระเชียงแสนสี่แผ่นดินเฉลิมพระเกียรติฯ (พระพุทธนวล้านตื้อ) ทองสัมฤทธิ์ ปิดทองด้วยบุศราคัม น้ำหนักถึง 69 ตัน หน้าตักกว้าง 9.99 เมตร สูง 15.99 เมตร ประทับนั่งบน "เรือแก้วกุศลธรรม" ขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระพุทธนวล้านตื้อองค์นี้สร้างขึ้นแทนองค์เดิมที่จมลงในแม่น้ำโขง ถ่ายรูปกับซุ้มประตู สามเหลี่ยมทองคำ ที่มีวิวแม่น้ำโขง เป็นฉากหลัง บ้างก็จับกลุ่ม5-6คน นั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ค่าเช่าเรือประมาณ 300-400 บาท และยังสามารถล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น สิบสองปันนา คุนหมิง ได้อีกด้วย แต่หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง

การเดินทางมายังสามเหลี่ยมทองคำ ใช้ทางหลวงหมายเลข 10 เมื่อผ่านอำเภอแม่จัน เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1016 (แม่จัน-เชียงแสน) ระยะทาง 29 กิโลเมตร ก่อนถึงกำแพงเมืองเก่าเชียงแสน มีสี่แยกบายพาส เลี้ยวซ้ายมีป้ายบอกทางไปสามเหลี่ยมทองคำ หรือเลือกทางตรงไปผ่านอำเภอเชียงแสน จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบน้ำโขง อีก 12 กิโลเมตรค่ะ


(ขอบคุณข้อมูลบางส่วน จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)