สักการะพระนลาฏ ณ "พระธาตุจอมกิตติ"

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

มีความเชื่อกันว่า "พระธาตุ 9 จอม" คือพระธาตุเจดีย์สำคัญที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย หากสักการะครบทั้ง 9 จอม ภายใน 1 วัน จะเกิดสิริมงคลเช่นเดียวกับการปิดทอง9วัด ใน1วัน ฉบับขึ้นรอบปีที่ 41ของนิตยสารหญิงไทยจึงขอพาท่านผู้อ่านไปสักการบูชาพระธาตุหนึ่งในเก้าจอม คือ "พระธาตุจอมกิตติ" ณ ยอดดอยน้อย บ้านจอมกิตติ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ว่ากันว่าการได้ไปกราบไหว้ตั้งจิตอธิษฐานหน้าองค์ "พระธาตุจอมกิตติ" ท่านจะอุดมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ลาภยศผู้คนสรรเสริญ ได้เป็นเจ้าคนนายคน

พระธาตุทั้ง 9 ตั้งอยู่ในอำเภอต่างๆของเชียงราย ถ้ามาจากเชียงใหม่ เริ่มต้นที่ "พระธาตุจอมผ่อ" วัดอรัญญวิเวกคีรี หมู่ที่ 7 บ้านดงหล่ายหน้า ตำบลเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า แล้วมาที่ "พระธาตุจอมแจ้ง" วัดจอมแจ้ง อำเภอแม่สรวย แล้วมุ่งหน้าไปยัง บ้านดงมะเฟือง ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว เพื่อไหว้ "พระธาตุจอมหมอกแก้ว" ที่วัดพระธาตุจอมหมอกแก้ว จากนั้นไปยัง "พระธาตุจอมแว่" วัดพระธาตุจอมแว่ หมู่ที่ 2 บ้านดอนตัน ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน แล้วจึงไปไหว้ "พระธาตุจอมจ้อ" วัดพระธาตุจอมจ้อ ตำบลเวียง อำเภอเทิง ใช้เส้นทางไปยังกิ่งอำเภอเวียงเชียงรุ้ง และกิ่งอำเภอดอยหลวง เพื่อเข้าอำเภอเชียงแสน เพื่อสักการะ "พระธาตุจอมกิตติ" ที่วัดพระธาตุจอมกิตติ แล้วจึงวกกลับมาบ้านจอมจันทร์ ตำบลสันทราย อำเภอแม่จัน เพื่อสักการะ "พระธาตุจอมจันทร์" ที่วัดจอมจันทร์ ขับต่อมาเข้าอำเภอเมือง แวะกราบ2พระธาตุ คือ "พระธาตุจอมสัก" ที่วัดพระธาตุจอมสัก บ้านเหล่าพัฒนา ตำบลบ้านดู่ และ "พระธาตุดอยจอมทอง" ที่วัดพระธาตุดอยจอมทอง ตำบลเวียง

วัดพระธาตุจอมกิตติ อยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงแสน ไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร น่าจะเป็นพระธาตุที่อยู่ไกลที่สุดในจำนวนพระธาตุ 9จอมก็ว่าได้ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวถึงตำนานพระธาตุจอมกิตติ ที่ปรากฏในศิลาจารึกวัดพระธาตุจอมกิตติ นั้นว่า "สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์เสด็จมา ณ ที่นี้ ทรงดึงพระเกศาประดิษฐานไว้ที่พระธาตุจอมกิตติ แล้วทรงพยากรณ์ว่า แคว้นนี้ดำรงพระพุทธศาสนาได้ครบ 5,000 ปี"

อีกตำนานกล่าวถึง พระเจ้าพังคราช กษัตริย์แห่งราชวงค์โยนก องค์ที่ 24 ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.1458 มีราชโอรส คือ พระเจ้าพรหมกุมาร ตามตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า พระเจ้าพรหมกุมาร จับช้างเผือกได้เชือกหนึ่ง จากกลางแม่น้ำโขง ชื่อว่า "ช้างเผือกพวงคำ" และทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นเมืองหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำสาย ให้ชาวเมืองช่วยกันขุดคูทดน้ำ จากแม่น้ำสายเข้ามาเป็นคูเมือง ทรงตั้งชื่อเมืองนี้ว่า "เมืองพวงคำ" และใช้เป็นค่ายฝึกไพร่พลทั้งหลาย จนชำนาญการรบ แล้วประกาศแข็งเมือง เลิกการส่งส่วยแก่ขอม พญาขอมไม่ได้รับส่วยจากไทย2-3ปี ก็เตรียมยกทัพมาตีไทย แต่พระเจ้าพรหมกุมารทรงทราบ จึงสั่งให้แม่ทัพนายกองออกไปตั้งรับสู้รบกับทหารขอม จนแตกพ่ายไป พญาขอมครองเมืองเชียงแสน มานาน17 ปี ก็หมดอำนาจ แล้วหนีลงทางใต้ ไม่กลับมารุกรานไทยอีก

พระพุทธโฆษาจารย์ ชาวมอญ ศึกษาพระพุทธศาสนาจากประเทศศรีลังกาแล้วกลับมาเผยแผ่ในมอญ พม่า ตามลำดับ จนเข้ามาถึงเมืองโยนกนคร (เชียงแสน) โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วยถึง 16 พระองค์ เป็นพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏ (หน้าผาก) มีหลายขนาด พระเจ้าพังคราชจึงแบ่งพระบรมสารีริกธาตุขนาดใหญ่ 1 องค์ ขนาดกลาง 2 องค์ และขนาดเล็กอีก 2 องค์ ให้กับพระยาเรือนแก้ว (เจ้าเมืองเชียงราย) นำไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ในเมืองเชียงราย จากนั้นทรงนำพระโกศเงิน ทอง และแก้ว รองรับพระบรมสารีริกธาตุ ประทานแก่พระเจ้าพรหมกุมาร นำไปประดิษฐานไว้บนดอยน้อย (จอมกิตติ) เมื่อ พ.ศ.1481 ทรงให้ช่างก่อพระบรมมหาธาตุเจดีย์ขึ้น กว้าง 3 วา สูง 6 วา 2 ศอก เป็นเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อพระบรมมหาธาตุเจดีย์แล้วเสร็จในเดือน 6 เพ็ญ วันจันทร์ พ.ศ.1483 ทรงขนานนามว่า "พระธาตุจอมกิตติ"

เมืองเชียงแสนเจริญรุ่งเรืองแล้วร้างลงหลายยุคหลายสมัย พ.ศ.2030 เจ้าเมืองเชียงแสนนามว่า เจ้าสุวรรณคำล้าน มาบูรณะองค์พระธาตุจอมกิตติ และสร้างวัดพระธาตุจอมแจ้งขึ้นมา ในพ.ศ.2030 เชิงบันไดทางขึ้นพระธาตุจอมกิตติ ยังมีเจดีย์ซึ่งเชื่อกันว่าบรรจุอัฐิของพระเจ้าพังคราชและพระมเหสีปรากฏอยู่ ในส่วนวัดพระธาตุจอมกิตตินั้น เมื่อ พ.ศ.2500 พระครูสังวรสมาธิวัตร แห่งสำนักวิปัสสนา เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชาวเชียงแสนได้จัดตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นมาที่เชิงดอยพระธาตุจอมกิตติ และได้ย้ายขึ้นไปสร้างวัดอยู่บนเชิงพระธาตุ ในภายหลังจึงได้มีการสร้างบันไดขึ้น สร้างอุโบสถที่หันหน้าสู่แม่น้ำโขง สร้างซุ้มประตูโขงโยนก 4 ซุ้มประตูประจำ 4 ทิศ ส่วนที่เชิงดอยพระธาตุก็ยังมีพระพุทธรูปสำคัญองค์ใหญ่ คือ พระพุทธรูปองค์หลวง (หลวงพ่อพุทธองค์โยนกมิ่งมงคลเชียงแสน) ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในบริเวณบ่อน้ำทิพย์ สร้างขึ้นแทนพระเจ้าล้านตื้อที่จมอยู่ในแม่น้ำโขง แต่เศียรงมขึ้นมาได้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์เชียงแสน รวมทั้งปราสาทหลังเก่าที่เป็นสำนักสงฆ์ก็ยังคงอยู่ที่เชิงดอย ส่วนวัดพระธาตุจอมกิตตินั้น ได้รับการบูรณะเป็นอย่างดี รวมทั้งการบูรณะองค์พระธาตุด้วย

เมื่อวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2550 เวลา 15.57 น. เกิดแผ่นดินไหววัดขนาดได้ 5.8 มีศูนย์กลางบริเวณชายแดนไทย-ลาว ห่างจากจังหวัดเชียงราย 57 กิโลเมตร ส่งผลให้ยอดฉัตรพระธาตุจอมกิตติ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หักโค่นลงมาได้รับความเสียหาย ทางวัดได้นำไปเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์เชียงแสน อัญมณี 9 ชนิดที่บรรจุในยอดปลีองค์พระธาตุ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานบรรจุในยอดฉัตรเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ (พระเกศาธาตุ) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พบแล้ว 7 อย่าง สูญหายไป 2 อย่าง

ต่อมาสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรได้ซ่อมแซมฉัตรจากของเดิมให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนก้านและแกนฉัตรเป็นสเตนเลสส์ จากเดิมที่เป็นเหล็ก ซึ่งผุกร่อนเป็นสนิม ส่วนตัวฉัตรนั้น ช่างได้ทำให้เข้ารูปเดิม และเปลี่ยนวิธีห่อหุ้มทองคำ 99 เปอร์เซ็นต์ จากวิธีเปียกทองโบราณ มาใช้เทคโนโลยีใหม่วิธีฟอร์มทอง โดยใช้ไฟฟ้าเป็นตัวหล่อและหุ้ม ซึ่งทำให้ทองคำอยู่ติดคงทน และสีไม่หมอง ส่วนยอดฉัตรที่ประดับด้วยอัญมณีนพเก้า และมีอัญมณีหลุดหายไป 2 ชนิดนั้น ได้มีประชาชนบริจาคโกเมนและนิล ซึ่งช่างได้นำขึ้นไปประดับไว้ครบทั้ง 9 ชนิดแล้ว ส่วนองค์พระธาตุ กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งในส่วนโครงสร้างและฐานราก เสริมอิฐซ่อมแซมส่วนที่เสียหายและเสริมความมั่นคงรอยแตกร้าวด้วยกาววิทยาศาสตร์ (Epoxy) และอัดฉีดน้ำปูนเข้าไป


ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระธาตุจอมกิตติ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ทรงประกอบพิธียกฉัตรประดับยอดพระธาตุกลับคืนดังเดิม