รัก (ษ์) เกิดที่บ้านเก่า (๓)

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

"คฤหาสน์กูเด็น" คฤหาสน์แห่งประวัติศาสตร์เมืองสตูล

บ้านเก่าหลังนี้ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดสตูล จังหวัดทางภาคใต้ปลายด้ามขวานไทย ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล หากถามคนในพื้นที่ถึงพิพิธภัณฑ์ฯ อาจเจอกับอาการงงงวย ซ้ำ บางคนอาจจะถึงขั้นบอกว่าไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่บ้านเก่าหลังนี้มีอายุอานามกว่า ๑๐๐ ปี ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ประจำจังหวัด ที่เป็นเช่นนั้น เพราะคนส่วนมากมิได้รู้จักบ้านหลังนี้ในนามพิพิธภัณฑ์ฯ หากแต่เรียกขานกันด้วยชื่อเมื่อครั้งโบราณว่า "คฤหาสน์กูเด็น"

คฤหาสน์กูเด็น เมื่อแรกได้ยินหลายคนคงอดที่จะสงสัยไม่ได้ถึงความหมายของชื่อ รวมทั้งรูปร่างหน้าตาของบ้านหลังนี้ ว่ามีลักษณะโอ่อ่าสไตล์บ้านฝรั่งหรือมีบรรยากาศลึกลับน่ากลัวกันหนอ แต่เมื่อได้มาสัมผัสกลับพบกับบ้านสีขาวหลังใหญ่ ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาและสวยงาม สวนทางกับอายุเก่าแก่ของตัวบ้าน คฤหาสน์หลังนี้เคยถูกใช้งานมาแล้วหลากหลายหน้าที่ ก่อนจะได้รับการบูรณะใหม่ และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูลในปัจจุบัน

กำเนิดคฤหาสน์กูเด็น

"ชื่อคฤหาสน์กูเด็น มาจากชื่อของพระยาภูมินารถภักดี ผู้สร้างบ้านหลังนี้ โดยท่านเป็นชาวมุสลิมจึงมีชื่อที่เรียกตามแบบชาวมุสลิมว่า 'กูเด็น บินกูแม๊ะ' คำว่า 'กู' เป็นคำนำหน้าชื่อใช้เรียกผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์หน่อย ส่วนคำว่า 'เด็น' เป็นนามของท่าน คฤหาสน์ที่ท่านสร้างจึงถูกเรียกขานตามชื่อของท่านนั่นเอง" ปาริชาต ช่วยบุญชู เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน เล่าถึงประวัติของคฤหาสน์หลังนี้

คฤหาสน์กูเด็นสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕ นับอายุแล้วมากถึง ๑๑๓ ปี แม้จะถูกใช้งานเป็นศาลากลางของจังหวัด แต่แรกเริ่มตั้งใจสร้างเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จประพาสปักษ์ใต้

"จุดประสงค์แรกที่สร้างคือ พระยาภูมินารถภักดี หรือ ตวนกู บาฮุดดิน บินกูแม๊ะ เจ้าเมืองสตูลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับข่าวแว่วมาจากส่วนกลางว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสเยือนแหลมมลายู แล้วทีนี้ที่เมืองสตูลยังไม่มีอาคารโอ่อ่าไว้รับเสด็จ รวมถึงเป็นที่ประทับอันสมพระเกียรติ จึงจัดให้สร้างอาคารหลังนี้ขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ประทับแรม เพราะอำเภอเมืองในอดีตนั้นปกคลุมด้วยป่ากระท้อน ดั่งที่มาของชื่อจังหวัดสตูล ซึ่งเพี้ยนมาจากคำมลายูว่า 'สโตย' ที่มีความหมายว่า กระท้อน จึงทำให้การเดินทางที่ต้องฝ่าป่ากระท้อนนั้นไม่สะดวกนัก ดังนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงเลือกใช้เส้นทางคมนาคมทางทะเล ซึ่งมีท่าเรือใหญ่และเป็นแหล่งที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด คือ อำเภอทุ่งหว้า ในปัจจุบันแทน"

เมื่อคฤหาสน์มิได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์แรกจึงมีการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นบ้านพักของพระยาภูมินารถภักดี และเป็นศาลาว่าการเมืองสตูลแทน ภายหลังได้ถูกใช้ในบทบาทต่างๆ ผลัดเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๔๘๔ คฤหาสน์กูเด็นได้ถูกใช้เป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่น ต่อมาเป็นศาลากลางจังหวัดสตูล เป็นที่ว่าการอำเภอเมืองสตูล เป็นโรงเรียน และเป็นสำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จนมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล ตามลำดับ แม้อาคารหลังนี้จะเปลี่ยนบทบาทไปกี่มากน้อย แต่ชื่อที่ชาวสตูลยังคงเรียกขานอยู่เสมอก็ยังคงเป็น "คฤหาสน์กูเด็น" ดั่งเช่นเมื่อครั้งอดีต

"ชาวสตูลเรียกชื่อนี้มาแต่โบราณ ถ้าถามหาพิพิธภัณฑ์ฯ เขาจะนึกไม่ออกเลย แต่ถ้าถามว่าไปคฤหาสน์กูเด็น เขาจะชี้ถูกทันที"

รูปทรงของคฤหาสน์กูเด็นมีลักษณะเป็นอาคาร ๒ ชั้น ค่อนข้างใหญ่โตโดดเด่น หลังคาเป็นทรงปั้นหยาแบบไทย ใช้กระเบื้องเผารูปกาบกล้วย หน้าต่างเป็นบานเกล็ดไม้ ส่วนตัวบ้านใช้สีขาว ตัดกับสีเขียวของประตู หน้าต่าง ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของเมืองสตูลที่นิยมใช้กันในสมัยก่อน ยิ่งขับให้ดูเด่นสะดุดตา

"สถาปนิกยุโรปจะเรียกบ้านลักษณะนี้ว่าเป็นสไตล์โคโรเนียล แต่จริงๆแล้วก็ถือว่าเป็นรูปแบบของชิโนโปรตุกีสได้เหมือนกันค่ะ เพราะเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างจีนและตะวันตก ส่วนใหญ่อาคารรูปแบบชิโนโปรตุกีสมีลักษณะคล้ายอาคารพาณิชย์ ตั้งอยู่ติดกัน เหมือนที่พบในจังหวัดภูเก็ต แต่คฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่ในลักษณะของบ้านเดี่ยว เขาจึงเรียกรูปแบบโคโรเนียลแทน

คฤหาสน์กูเด็นยังเรียกได้ว่าเป็นบ้านแฮนด์เมดทั้งหลัง โครงไม้ทั้งหมดไสด้วยมือล้วน ส่วนปูนที่ใช้ไม่ใช่ปูนซีเมนต์นะคะ แต่เป็นปูนหมักปูนตำ ส่วนเสาทำจากอิฐตันโบราณ สันนิษฐานว่าอิฐชนิดนี้ได้มาจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่ามาจากปีนังหรือมะละกา เท่าที่สอบถามจากนักโบราณคดีคาดว่าน่าจะมาจากมะละกา เพราะในอดีตมีแหล่งเตาเผา ความจริงที่สงขลาก็มีเตาเผา แต่ในสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ถ้าต้องขนส่งโดยใช้เกวียนน่าจะไม่ได้ เลยคาดว่ามาทางมะละกาแล้วขนส่งมาทางเรือมากกว่า

ข้อเสียของปูนหมักปูนตำคือดูดความชื้น ทำให้ต้องทาสีใหม่เกือบทุกปี แต่ข้อดีคือแข็งแรงทนทานมาก ตั้งแต่เปิดทำการเป็นพิพิธภัณฑ์ฯมา ๑๔ ปี ยังไม่เคยมีรอยแตกร้าวให้เห็นเลย โดยเฉพาะตอนที่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๖ ตึกเล็กตึกน้อย จอคอมพิวเตอร์สั่นไหวหมด แต่คฤหาสน์กูเด็นไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย โครงสร้างแข็งแรงมากค่ะ"

คฤหาสน์กูเด็นในวันนี้

กรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะปรับปรุงคฤหาสน์กูเด็น ในปี ๒๕๓๗ และดำเนินการจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง

"กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนคฤหาสน์กูเด็นเป็นโบราณสถาน ชาวบ้านได้ปรึกษาหารือกันว่าน่าจะจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รวบรวมประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดสตูล ผนวกกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงส่งเสริมในเรื่องนี้ เราจึงได้งบประมาณมาส่วนหนึ่งในการบูรณะปรับปรุง โดยจุดที่มีการซ่อมแซมใหม่จะเป็นในส่วนของพื้นชั้นล่างที่ปูกระเบื้องสีแดง เพราะของเก่าค่อนข้างหมองเลยทำอิฐขึ้นมาพิเศษให้เหมือนของเดิมมากที่สุด และมีส่วนของหน้าต่างบางบาน เพราะอาคารสไตล์โคโรเนียลหรือชิโนโปรตุกีสจะไม่ค่อยเหมาะกับสภาพอากาศของสตูล ที่มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี จะสังเกตเห็นว่าหลังคาของอาคารชิโนโปรตุกีสจะมีกันสาดยื่นออกมาเพียงเล็กน้อย พอฝนตกหรือพายุกระหน่ำ เนื้อไม้ของบานหน้าต่างจะถูกละอองฝน ผุพังไปบ้าง อีกทั้งบ้านยังอายุร้อยกว่าปีแล้ว จึงจำเป็นต้องซ่อมแซมเปลี่ยนใหม่ แต่ต้องยอมรับว่าช่างในปัจจุบันฝีมือยังด้อยกว่าช่างรุ่นเก่า บานเกล็ดไม้บานไหนที่ขัดได้จะเป็นของเก่า แต่ถ้าบานไหนขัดไม่ค่อยอยู่ จะเป็นของที่ทำใหม่ขึ้นมา"

ความโดดเด่นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูลอยู่ที่การไม่เน้นแสดงโบราณวัตถุ แต่จะเน้นการให้ความรู้ถึงประวัติความเป็นมาของเมือง และวิถีชีวิตของชุมชน อาทิ "ห้องภูมิหลังเมืองสตูล" ที่จัดแสดงวิถีชีวิตชาวซาไก เรื่องราวของเกาะตะรุเตา "ห้องบ้านเจ้าเมือง" ที่จัดแสดงอัตชีวประวัติของพระยาภูมินารถภักดี พร้อมจัดแสดงเครื่องเรือนต่างๆตามแบบที่ท่านเคยใช้ และ "ห้องวัฒนธรรมชาวไทยมุสลิมในสตูล" เป็นต้น

คฤหาสน์กูเด็นในวันนี้ เปรียบเสมือนกับญาติผู้ใหญ่ที่พบและผ่านเหตุการณ์ความเปลี่ยนผันต่างๆ มากมายในจังหวัดสตูล ตลอดช่วงระยะเวลา ๑๐๐ กว่าปี โดยเก็บเกี่ยวเรื่องราวเหล่านั้น แล้วบอกเล่าส่งต่อแก่อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมือง พร้อมๆ กับก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน...