อาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา

ห้องสมุดสกุลไทย

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หรือราวเดือนกรกฎาคม เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เสวยอาสาฬหฤกษ์ บางปีตรงกับอธิกมาส มีเดือน ๘ สองหน วันอาสาฬหบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ตกในราวเดือนสิงหาคม

คำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจากคำว่า อาสาฬหปูรณมีบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬห คือเดือน ๘ ทางราชการนับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระบวรพุทธศาสนา ซึ่งในวันดังกล่าวมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ๓ ประการ คือ

๑. เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมเป็นปฐมเทศนา คือเทศน์เป็นครั้งแรก ธรรมะที่แสดงชื่อว่า พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร กล่าวคือ อริยสัจ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ อันเป็นหลักธรรมของพุทธศาสนา ได้แก่

ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่เป็นสุขกายสุขใจ

สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ เหตุที่ทำให้เป็นทุกข์

นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การหาทางให้พ้นทุกข์

มรรค คือ หนทางหรือข้อปฏิบัติที่ทำให้ดับทุกข์ได้ หรือหนทางที่ทำให้พ้นความทุกข์

พระพุทธประวัติเล่าว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินทางจากพุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ มาสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ทรงแสดงธรรมครั้งแรกนี้ เพื่อโปรดเหล่าปัญจวัคคีทั้ง ๕ คือ อัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ จึงถือกันว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา

๒. เป็นวันที่เกิดพระอริยสงฆ์สาวกขึ้นในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกเรียกว่าเกิดสังฆรัตนะ พระอริยสงฆ์องค์แรกคือพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งบังเกิดดวงตาเห็นธรรมและทูลขอบวชเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตรแล้ว และพระพุทธเจ้าได้อนุญาตให้พระอัญญาโกณฑัญญะบวชเป็นภิกษุรูปแรกในพระบวรพุทธศาสนา ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา

๓. เป็นวันที่เกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบ ๓ ประการ เป็นครั้งแรกของโลก

เหตุการณ์สำคัญของอาสาฬหบูชาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญวิสาขะแล้ว ๒ เดือน

ในประเทศไทย เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๑ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้วัดต่างๆ ประกอบพิธีอาสาฬหบูชาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เพื่อให้ประชาชนระลึกถึงพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้แสดงพระธรรมเทศนาประกาศพระพุทธศาสนา ขึ้นเป็นครั้งแรกที่อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี และพุทธศาสนาเกิดมีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบองค์สาม ประเทศไทยจึงเริ่มมีพิธีอาสาฬหบูชาเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๑ เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

พิธีอาสาฬหบูชา

การประกอบพิธีทางศาสนาในวันสำคัญอาสาฬหบูชา แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คือ

พิธีหลวง

พิธีราษฎร์

พิธีสงฆ์

พิธีหลวงและพิธีราษฎร์ ปฏิบัติเช่นเดียวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น มาฆบูชา วิสาขบูชา คือ มีการรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนาและเวียนเทียน

ส่วนพิธีสงฆ์ ในวันอาสาฬหบูชา มีกิจกรรม สวดมนต์ ทำวัตรเย็น หรือค่ำ มีพระธรรมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และอื่นๆตามที่แต่ละวัดกำหนด และในตอนค่ำ มีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ

สิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติในวันอาสาฬหบูชา คือ ควรไปวัดบำเพ็ญกุศล ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล และร่วมกิจกรรมกับทางวัด ส่วนสถานที่ราชการ ซึ่งจัดเป็นวันหยุดราชการเพื่อให้ศาสนิกชนไปทำกิจกรรมการกุศล โดยเฉพาะโรงเรียน ควรให้ความรู้แก่นักเรียน ครู และผู้ปกครอง เช่น จัดนิทรรศการให้ความรู้ จัดการบรรยายธรรม หรือเผยแพร่ความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา เช่น ฉายวีดีทัศน์ เพื่อให้ครูอาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครองและประชาชน ยึดมั่นในพระบวรพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์สุขแก่ชีวิตและครอบครัว

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ เช่น

๑. บำเพ็ญกุศล ทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้บุพการี บิดามารดา ญาติมิตรที่ล่วงลับ

๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ละเว้นอบายมุขทั้งปวง

๓. ไปร่วมเวียนเทียน ร่วมกิจกรรมกับทางวัด เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๔. สถานที่ต่างๆจัดแสดงนิทรรศการ ความรู้เกี่ยวกับอาสาฬหบูชา

๕. ประดับธงชาติตามอาคารสถานที่ราชการ และบ้านเรือน

วันเข้าพรรษา แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘

ถัดจากวันอาสาฬหบูชา คือ วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของพุทธศาสนา คู่กันกับวันออกพรรษา

วันเข้าพรรษา มีกำหนด ๒ ระยะ คือ ปุริมพรรษา และปัจฉิมพรรษา

ปุริมพรรษา คือ วันเข้าพรรษาต้น ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี หรือราวเดือนกรกฎาคม หากเป็นปีอธิกมาส จะเลื่อนไปเป็น วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง และจะออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ราวเดือนตุลาคม

ปัจฉิมพรรษา คือวันเข้าพรรษาหลัง ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ หลัง หรือราวเดือนสิงหาคม และจะออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ราวเดือนพฤศจิกายน (แต่ในปัจจุบันจะไม่มีการเข้าพรรษาแบบนี้ เพราะวันออกพรรษาจะเป็นวันสุดท้ายในการทอดกฐิน)

วันเข้าพรรษานี้ เป็นวันกำหนดเวลาว่าพระภิกษุสงฆ์จะต้องอธิษฐานว่า จะพักประจำ ณ ที่ใดหรือวัดใด ไม่ไปค้างแรมที่อื่น ซึ่งเรียกว่า "จำพรรษา" คืออยู่ประจำที่ เนื่องด้วยเป็นเวลาในฤดูฝน เกษตรกรจะทำนาทำสวน หากพระภิกษุสงฆ์เดินทางไปมา อาจไปเหยียบย่ำทำลายพืชพันธุ์ไร่นาของเกษตรกร จึงมีพระพุทธบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์จำพรรษา มีกำหนดในฤดูฝน ๔ เดือน อยู่ประจำอาวาส ๓ เดือน เดือนที่ ๔ เป็นเวลาหาจีวรเพื่อผลัดเปลี่ยน เรียกว่า จีวรกาล ในช่วงนี้จึงมีพิธีทอดกฐิน เพื่อถวายผ้าพระภิกษุสงฆ์

การกำหนดห้ามพระภิกษุสงฆ์ไปค้างแรมที่อื่น หากไม่สามารถกลับมาในกำหนดรุ่งสว่าง ถือว่าขาดพรรษา แต่มีข้อยกเว้นให้ไปค้างที่อื่นได้ในกรณีจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องกลับมาภายในเวลา ๗ วัน ข้อยกเว้นก็คือ

๑. ไปรักษาพยาบาลพระภิกษุหรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย

๒. ไประงับยับยั้งไม่ให้พระภิกษุสึก

๓. ไปในกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น หาอุปกรณ์มาซ่อมแซมวัดที่ชำรุดในพรรษานั้น

๔. ทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศล

การอธิษฐานเข้าพรรษานี้ หากมีเหตุจำเป็น ๕ ประการดังต่อไปนี้ จะไม่อยู่จำพรรษา ก็ไม่ถือว่าอาบัติ ได้แก่

๑. ถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น วิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วม

๒. ชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนี อนุญาตให้ไปกับชาวบ้านที่หนีได้ หรือถ้าชาวบ้านแตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย ให้ไปกับฝ่ายที่เลื่อมใสศรัทธา

๓. ขาดแคลนอาหารหรือยารักษาโรค

๔. มีผู้เอาทรัพย์มาล่อ อนุญาตให้หลีกหนีไปให้พ้นได้

๕. ภิกษุสงฆ์แตกกัน หรือมีผู้พยายามทำให้แตกแยกอนุญาตให้ไประงับได้

การเข้าพรรษามีประโยชน์แก่ภิกษุสงฆ์

๑. การไม่จาริกไปในที่ต่างๆ ในฤดูกาลทำนาทำไร่ จะได้งดเว้นการเหยียบย่ำทำลายพืชพันธุ์หรือสัตว์เล็กๆ ไม่ต้องเสียหายหรือล้มตาย

๒. พระภิกษุสงฆ์ที่ไปจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนานานถึง ๘-๙ เดือนแล้ว จะได้หยุดพักผ่อน

๓. พระภิกษุสงฆ์จะได้มีเวลาเล่าเรียนศึกษาพระธรรมวินัยและเตรียมการเผยแผ่สั่งสอนธรรมแก่ประชาชน เมื่อออกพรรษา

๔. เพื่อให้มีเวลาอบรมสั่งสอน จัดการบวชแก่กุลบุตรที่อายุครบบวช เพื่อเป็นกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

๕. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีโอกาสบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

พิธีในวันเข้าพรรษา แบ่งเป็น ๓ ประการ คือ

๑. พิธีหลวงหรือพระราชพิธี ในการนี้ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นพระประมุขของชาติ และเป็นองค์อุปถัมภก จะได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศล เช่น ถวายเทียนพรรษาแก่วัดต่างๆ ถวายพุ่มเทียน จตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์

๒. พิธีราษฎร์ ประชาชนจะทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ถวายผ้าอาบน้ำฝน ดอกไม้ธูปเทียน จตุปัจจัยไทยธรรม และผู้มีศรัทธาจะประพฤติสิ่งอันเป็นคุณแก่ชีวิต เช่น งดเว้นอบายมุข ยาเสพติด งดดื่มเหล้า เล่นการพนัน และบำเพ็ญกุศลด้วยการลด ละ เลิก อบายมุขทั้งปวง

๓. พิธีสงฆ์ วัดต่างๆจะมีอธิษฐานเข้าพรรษา เช่น ทำวัตรสวดมนต์ในตอนเย็น แสดงพระธรรมเทศนา หรือประกาศการเข้าพรรษา เช่น การที่พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่จำพรรษา ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติธรรม และชี้แจงกติกาที่ควรปฏิบัติร่วมกันระหว่างเข้าพรรษา เช่น ขอขมาโทษต่อกัน บางวัดอาจมีพิธีสวดมนต์เป็นเวลายาวนานจนถึงรุ่งเช้า พิธีต่างๆที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณีเนื่องในกาลเข้าพรรษา

พิธีหล่อเทียนพรรษา

ในสมัยก่อนเมื่อยังไม่มีไฟฟ้าใช้ พระภิกษุสงฆ์ที่ศึกษาเล่าเรียน ต้องใช้แสงเทียนในการอ่านเขียนบทสวดมนต์เพื่อท่องจำตำราหรือคัมภีร์ต่างๆ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันหล่อเทียนพรรษาถวายวัด เพื่อให้ใช้ประโยชน์ในการที่พระภิกษุสงฆ์จะมีแสงสว่างอ่านตำรับตำรา

การหล่อเทียนพรรษานี้ ได้มีการพัฒนามาตามลำดับ โดยชาวบ้านจะประดับตกแต่งเทียนพรรษาเล่มโต เช่น แกะสลักลวดลาย ต่อมาการแกะสลักลวดลายที่แท่งเทียนสำหรับถวายวัดใช้ระหว่างเข้าพรรษา ได้พัฒนาเป็นการประดิษฐ์ประดับอย่างอลังการวิจิตรตระการตา มีการประกวดประขันกัน เป็นการส่งเสริมศิลปะในการจัดทำเทียนพรรษา และมีการฉลองต้นเทียม มีมหรสพสมโภชเป็นที่ครึกครื้น แล้วจึงแห่นำต้นเทียนไปถวายวัด

การหล่อเทียนพรรษา นำไปถวายวัดเพื่อให้ใช้แสงสว่างนี้ แม้ภายหลังต่อมาบ้านเมืองมีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่การหล่อเทียนพรรษาและพิธีฉลองเทียนพรรษาเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ท้องถิ่นที่ยังมีประเพณีหล่อเทียนพรรษาประดับประดิษฐ์ มีการฉลองแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงมากสืบมาจนปัจจุบันคือ จังหวัดอุบลราชธานี และประเพณีดังกล่าวได้กลายมาเป็นผลประโยชน์ของการท่องเที่ยว และเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของท้องถิ่นด้วย

กิจกรรมทางศาสนาที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติเนื่องในวันเข้าพรรษา

๑. บำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญใส่บาตรตอนเช้า

๒. ไปวัดฟังพระธรรมเทศนา และทำบุญวันเข้าพรรษา เช่น ถวายผ้าอาบน้ำฝน ถวายสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ เช่น ถวายสังฆทาน วัดบางวัดจะจัดกิจกรรมส่งเสริมเพื่อให้ประชาชนที่มีศรัทธา มาร่วมบำเพ็ญกุศลจัดสิ่งของเครื่องใช้ที่จะถวายพระภิกษุสงฆ์เป็นถาดสังฆทาน กล่องสังฆทาน ชุดสังฆทานไว้จำหน่ายเพื่อความสะดวก หรือจะซื้อจากห้างสรรพสินค้า หรือจะซื้อถังและสิ่งของนำมาจัดเอง ที่นิยมจัดจะเป็นถัง บรรจุข้าวสารสักครึ่งถัง สิ่งของ เช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ขันน้ำ ชุดยาประจำบ้าน กระดาษกล่อง กระดาษม้วนทิชชู ผ้าขนหนู ไม้ขีดไฟ น้ำหวาน อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ไฟฉาย ผงซักฟอก เป็นต้น

๓. หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ วัด ควรจัดนิทรรศการ จัดกิจกรรมบรรยาย จัดการประกวดหรือแข่งขันต่างๆเพื่อเผยแพร่ได้

๔. มีประเพณีแขวนโคมที่ระเบียงคดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หน่วยราชการ หน่วยงานเอกชน เช่น มูลนิธิ สมาคม ต่างนำพวงดอกไม้ไปแขวนเป็นพุทธบูชา

๕. ถือศีลปฏิบัติธรรม ละเว้นอบายมุขทั้งปวง เช่น งดดื่มสุราตลอดพรรษา งดเล่นการพนัน งดทำบาป เช่น ตกปลา ตีไก่ เป็นต้น

(ข้อมูล : ธนากิต-วันสำคัญของไทย ปิระมิดจัดพิมพ์ ชมรมเด็กจัดจำหน่าย, ๒๕๔๑ ๓๓๖ หน้า)