จากรุ่นสู่รุ่น

คิดเห็นประเด็นข่าว

เดอะ เทเลกราฟ รายงานว่า หลังจากสามีภรรยาคู่หนึ่งเกิดประทับใจในมารยาทการรับประทานอาหารของเด็กสาว 3 คน ที่นั่งโต๊ะข้างๆในร้านบาร์บีแคน พาสต้า บาร์ ในเมืองพลีมัธ ประเทศอังกฤษ จึงตอบแทนด้วยการแอบจ่ายค่าอาหารมื้อนั้นให้ด้วย ซึ่งทำให้ ลิซ่า แมคคอนแนล เด็กสาววัย 25 และเพื่อนอีกสองคนถึงกับอึ้งเมื่อพนักงานเสิร์ฟบอกว่า มีคนจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 60 ปอนด์ หรือราว 3,240 บาท เรียบร้อยแล้ว

ลิซ่าพยายามจะซักถามพนักงานเสิร์ฟถึงเจ้ามือผู้ไม่ประสงค์จะออกตัวและออกนามรายนี้ แต่คำตอบก็คือ เจ้าของเงินไม่ต้องการให้เปิดเผยชื่อ แต่ในเวลาต่อมา สุภาพสตรีคนหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งสามสาวและพูดว่า สามีเธอเป็นคนจ่ายเงินค่าอาหารเอง สาเหตุก็เพราะเธอและสามีรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นเด็กสาว 3 คน นั่งกินอาหารอย่างมีความสุขและสุภาพมาก เธอกล่าวต่อไปว่า เธอชื่นชมที่เห็นเด็กสาวๆสุภาพน่ารัก ไม่มีการพูดเสียงดัง เอะอะ และไม่มีคำสบถ หรือคำพูดหยาบคายออกจากปากสักคำ

ทว่าลิซ่ากับเพื่อนยังอยากขอบคุณความมีน้ำใจของสามีภรรยา จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังหนังสือพิมพ์พรีมัธ เฮอรัลด์ ให้ช่วยตีพิมพ์เรื่องดีๆแบบนี้ให้ แต่หลังจากปรากฏเป็นข่าวไป หญิงผู้นั้นได้ติดต่อมายังหนังสือพิมพ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า เธอรู้สึกประทับใจในความพยายามที่จะติดต่อกับเธอ แต่เหตุผลที่เธอและสามีตัดสินใจจ่ายค่าอาหารให้ ก็เพราะอาหารค่ำมื้อนั้นเธอกับครอบครัว คือ สามี และลูกได้ออกไปรับประทานอาหารพร้อมหน้ากัน และกังวลว่ากลัวจะมีใครพูดจาไม่สุภาพ พูดคำสบถ หยาบคาย เพราะตามร้านอาหารในพรีมัธ ทุกคืนวันเสาร์ เป็นอะไรที่อึกทึก วุ่นวาย โดยเฉพาะที่บาร์บีแคน พาสต้า บาร์ ทุก 2 นาที เธอและสามีต้องนั่งสะดุ้งกลัวจะมีใครสักคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ มีกิริยาไม่งาม เอะอะโวยวาย แต่ท้ายที่สุด เธอฝากมายังลิซ่าและเพื่อนว่า แทนที่จะสนใจอยากรู้ชื่อของผู้จ่ายเงินเลี้ยงอาหารเธอ อยากให้เด็กสาวเหล่านี้หาโอกาสแสดงน้ำใจให้กับคนอื่นต่อไปดีกว่า

โครงการวิจัยครอบครัวไทย ในเขตเมือง 2557 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันอาร์แอลจี หรือ รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊บ สสส. และสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจ 11 เมือง อาทิ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรสาคร เชียงใหม่ นครราชสีมา เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของครอบครัวไทยในเขตเมืองและผลักดันให้ร่วมกันตระหนักถึงปัญหาและแนวทางการพัฒนาร่วมกัน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซับซ้อนจนน่าเป็นห่วง ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ สุภาภรณ์ ก่อวณิชกุล ผู้จัดการศูนย์วิจัยสถาบันอาร์แอลจี ระบุว่า ถึงแม้คนในเมืองจะมีการศึกษาดี ทำงานดี สามารถเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นอย่างดี แต่กลับพบว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องบทบาทหน้าที่ของครอบครัว รู้เฉพาะหน้าที่ของตนเอง แต่ไม่รู้ว่าเมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้วครอบครัวต้องมีหน้าที่อย่างไร ร้อยละ20 ไม่มีการวางเป้าหมายร่วมกัน สาเหตุเพราะไม่มีเวลาหมดวันไปกับการทำมาหากิน การวิจัยพบว่า หนึ่งในสามของครอบครัวในเมือง มีสัมพันธภาพน่าเป็นห่วง ขาดการปฏิสัมพันธ์กัน ร้อยละ40ของครอบครัวไม่ค่อยเล่าหรือไม่เล่าอะไรให้คนในครอบครัวฟังเลย ร้อยละ60 ของครอบครัวมีการใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญ และร้อยละ33 ไม่ค่อยใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีมากถึงร้อยละ34 ด่าทอหยาบคาย ทำร้ายจิตใจ ละเลยทอดทิ้ง และถึงขั้นทำร้ายร่ายกายกันร้อยละ11

ผลการศึกษาในรายละเอียดด้านลึกของครอบครัวคนเมือง ยังพบความจริงที่สะท้อนปัญหาในการบริหารจัดการเงิน โดยสองในสาม มีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่ในระดับปานกลางถึงน้อยมาก ครอบครัวมีหนี้สูงถึงร้อยละ65 ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินจากการใช้จ่ายและซื้อของฟุ่มเฟือยถึงร้อยละ31 มีการเสพติดค่านิยมทางสังคม ส่วนสุขภาวะของครอบครัวในเมืองก็ไม่ดีนัก เสพติดเหล้า บุหรี่ ลอตเตอรี่ หวย และเต็มไปด้วยความเครียด ปัญหา การไม่มีเวลา กลายเป็นสาเหตุสำคัญของคนในเมืองที่ส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพ โดยพบว่า เหตุผลที่ไม่ค่อยมีเวลาให้กันมาจากความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางประจำวัน ซึ่งเฉลี่ยกินเวลาถึงวันละ2-3ชั่วโมง ทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและต้องการการพักผ่อนมากกว่าทำกิจกรรมร่วมกัน ถึงแม้จะรู้ว่าการให้เวลากับครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญก็ตาม รวมทั้งยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันผู้คนหันมาใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ โดยทุกครอบครัวมีการพูดคุยกันผ่านไลน์ทุกวันหรือเกือบทุกวัน ไลน์กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการสื่อสารสำหรับครอบครัวเมือง ซึ่งมีภาระหน้าที่การงาน ทำให้ไม่มีเวลาพร้อมหน้ากัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่จะต้องเร่งแก้ไขก่อนที่จะลุกลามบานปลาย เพราะครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมที่กำหนดอนาคตของชาติได้

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทริปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ทัศนะว่า ปัจจุบันเป็นยุคของเจนเนอเรชั่นอัลฟ่า ได้แก่ เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดใน ค.ศ.2010 เป็นต้นมา ซึ่งจะเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม สังคมมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยปัญหา พ่อ แม่ และลูกจำเป็นต้องมีทักษะเพื่อปรับตัวและรับมือภัยสังคม และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้ โดยคาดว่าใน ค.ศ.2030 หรืออีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า โลกจะมีประชากรซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นอัลฟ่า เพิ่มขึ้นราว 1,590 ล้านคน และคนกลุ่มนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนโลกต่อไป

คุณลักษณะเด่นของ เจน.อัลฟ่า ก็คือ ใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง แต่มีแนวโน้มที่จะอดทนต่ำ สมาธิสั้น และเป็นตัวของตัวเองสูง ทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องมีควบคู่ไปกับคนวัยนี้ จึงได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ต้องรู้จักสอนให้เด็กรุ่นนี้รู้จักวิธีแสดงออกทางอารมณ์ให้เหมาะสม และทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะบางครั้งอาจเกิดปัญหาในการใช้คำพูดผิดกาลเทศะบ่อยๆ ทักษะการแก้ปัญหา ควรสอนการแก้ปัญหาให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ใช้กำลังเอาชนะ ไม่ก้าวร้าว และรู้จักการแสดงความรักต่อคนอื่น และทักษะการคิด สิ่งที่พ่อแม่ควรบอกเด็กวัยนี้ก็คือ ให้เรียนรู้การอยู่กับเทคโนโลยีอย่างเคารพกติกา ควบคุมเวลาเล่น อธิบายผลเสียที่อยู่กับมันมากเกินไป และต้องหากิจกรรมที่จะมาทดแทน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานพอๆกัน

ฟางเส้นสุดท้ายของการแก้ปัญหาเด็กแว้น และสก้อย ที่ปล่อยทิ้งไว้จนแก้ไขได้ยากในที่สุด พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ตัดสินใจออกประกาศคำสั่งที่ 22/2558 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ มีสาระสรุปได้ว่า ประชาชนทั่วไปต่างได้รับความเดือดร้อนรำคาญ และได้รับอันตรายในการสัญจรไปมาจากกรณีที่มีการรวมตัวกันเพื่อแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันภัยสังคม อีกทั้งเพื่อระงับยับยั้งและแก้ไขปัญหาการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมเพื่อก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น ทั้งนี้นอกจากจะใช้มาตรา 44 ห้ามมิให้ผู้ใดรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทางแล้ว ยังมีคำสั่งให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องมีหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อการกระทำของเด็กในการดูแล โดยหากเด็กกระทำความผิดซ้ำอีก บิดา มารดา หรือผู้ปกครองจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ผลิต ครอบครอง จำหน่าย ประกอบ ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่มีเหตุเชื่อได้ว่าเป็นการสนับสนุน ชักชวน จัดหา ยั่วยุ เป็นธุระ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การแข่งขัน มีความผิดด้วยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในส่วนของสถานบริการ มีคำสั่งห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลใกล้กับสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถาบันการศึกษา โดยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาดและเคร่งครัด รวมทั้งให้มีอำนาจในการสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวทันที หากฝ่าฝืนให้เพิกถอนใบอนุญาตหรือสั่งปิดสถานที่ดังกล่าว 5 ปี หากอยู่ในระหว่างการต่ออายุ ก็มิให้ต่ออายุและมิให้ออกใบอนุญาตแก่ผู้นั้นเป็นเวลา 5 ปี รวมไปถึงการเพิกเฉย หรือละเลยไม่กระทำการ หรืองดเว้นการกระทำการ ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางแพ่งทางอาญาและทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้นอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยให้นำมาตรการที่กำหนดไว้ในคำสั่ง คสช.ที่ 69/2557 มาใช้บังคับอีกด้วย

หากร่วมกันตระหนักว่าประชากรในอนาคตจากรุ่นสู่รุ่นมีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย ในสังคมที่สลับซับซ้อน และสายใยแห่งครอบครัวที่บอบบาง ขาดการสื่อสารที่จะส่งสัญญาณแห่งความรักความผูกพันถึงกัน ยิ่งแก้ปัญหาด้วยกฎกติกาที่เข้มงวดรัดกุม โดยปราศจากความเข้าใจในรากฐานของมูลเหตุ จะไม่ต่างไปจากภูเขาน้ำแข็ง หรือระเบิดเวลาที่รอคอยการทำลายตัวมันเองก็เป็นได้