พาร์ทเนอร์

คุยสารพันสาระเพ

ตอนที่หนึ่ง

...พาร์ทเนอร์ที่ฉันกำลังจะพูดถึง ไมได้หมายถึงหุ้นส่วนทางธุรกิจแบบที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน แต่ฉันกำลังพูดถึงพาร์ทเนอร์ที่หมายถึงผู้หญิงทำงานกลางคืนทำหน้าที่เป็นเพื่อนนั่งดื่ม และเป็นคู่เต้นรำให้กับแขกผู้ชายที่เข้ามาเที่ยวในบาร์ หรือไนต์คลับสมัยเมื่อห้าหกสิบปีที่แล้ว เรื่องเล่าของชีวิตพาร์ทเนอร์สมัยอดีตคนหนึ่งได้ถูกถ่ายทอดให้ฉันฟังจากปากของหญิงสูงวัยอายุเกือบแปดสิบปีที่นั่งอยู่บนรถเข็นตรงหน้าฉัน คุณยายวิไลเล่าเรื่องราวชีวิตแต่หนหลังให้ฉันฟังในเช้าวันนั้นที่ใต้ร่มเงาต้นมะขามใหญ่อายุกว่าร้อยปี คุณยายวิไลเงยหน้าขึ้นสูดอากาศบริสุทธิ์แรงๆ เพ่งสายตาไปที่สายน้ำที่ไหลเอื่อยตามแรงลมที่พัดอ่อน ของแม่น้ำนครชัยศรี แล้วเริ่มเรื่อง?

ปีนั้น พ.ศ.2507 วิไลตัดสินใจลาจากพ่อแม่ซึ่งเป็นชาวสวนอยู่ที่นครชัยศรีไปอยู่กรุงเทพฯ เหตุผลช่างง่ายและโง่สิ้นดีเมื่อคิดย้อนหลัง หล่อนอกหักเพราะไปหลงรักก่อเกียรติ นักเรียนมัธยมปลายรุ่นพี่วิไลหนึ่งปี ก่อเกียรติเป็นดาราเด่นของโรงเรียน หล่อเหลา ผิวขาวนวล แถมยังเป็นประธานชมรมกีฬาของโรงเรียน รูปลักษณ์ของก่อเกียรติผิดกับเด็กหนุ่มนครชัยศรีทั่วไปที่ส่วนใหญ่หน้าตาพื้นๆ ตัวก็ดำ วิไลเองก็สวยคม จมูกโด่ง ผิวคล้ำแต่ก็นวลเนียน เป็นนางละครอันดับหนึ่งของโรงเรียน วิไลมักได้รับเลือกให้ไปรำไทยโชว์ในงานสำคัญๆของจังหวัดอยู่บ่อยๆ ก่อเกียรติและวิไลสนิทสนมกันในฐานะที่เพื่อนๆเรียกกันว่าแฟน วิไลหลงรักก่อเกียรติจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นและคาดหวังว่าเมื่อเรียนจบมัธยมแปด หล่อนจะแต่งงานกับก่อเกียรติ

สมัยนั้นห้าหกสิบปีที่แล้วพอจบโรงเรียนมัธยม ใครๆเขาก็แต่งงานไม่เห็นแปลก เหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้ พอจบจากโรงเรียนก่อเกียรติก็บอกกับวิไลสั้นๆ ชัดเจนว่า

"เราคงไม่ได้เจอกันแล้วนะ พี่จะเข้ากรุงเทพฯ เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย" วิไลงงเล็กน้อย

"อะไรกันกรุงเทพฯ แค่นี้เสาร์อาทิตย์ก็กลับมาเจอกันซิ รอวิไลอีกปีเดียวเองเดี๋ยววิไลไปเรียนด้วย"

"พี่จะไปอยู่กับคุณป้า ต้องดูหนังสือหนักเลยต้องติวด้วย พ่ออยากให้พี่เรียนกฎหมายเป็นผู้พิพากษาอย่างพ่อ"

"งั้นก็ไม่เป็นไร วิไลไปหาพี่ที่กรุงเทพฯเองแล้วกันตอนวันหยุด" วิไลเว้าวอนต่อ

"โอ๊ยไม่ต้องหรอก พี่กลับมานี่ก็เจอกันเองแหละ" ก่อเกียรติพูดเหมือนเขาไม่เคยรักวิไลเลย ไม่เคยไปเที่ยวงานวัดด้วยกัน ไหว้พระปฐมเจดีย์ด้วยกัน หรือแม้แต่ไปเที่ยวในสวนส้มโอด้วยกัน

"พี่ก่อไม่รักวิไลแล้วหรือ" วิไลเริ่มเสียงสั่นตาแดง

"รักซิ รู้จักกันแต่เด็กเรียนหนังสือด้วยกันมา เพื่อนฝูงกันรักทุกคนแหละ เดี๋ยวขอไปร่ำลาคนอื่นก่อนนะ เย็นนี้พ่อจะไปส่งบ้านป้า ต้องเข้านิติศาสตร์ให้ได้สถานเดียวเลยล่ะ" พูดแล้วก่อเกียรติก็เดินเร็วจากไป ทิ้งวิไลให้ยืนน้ำตาซึมมึนงงกับคำว่า รัก ตายจริงหลงรักก่อเกียรติมาตั้งสองปี นี่เขาไม่ได้รักหล่อนแบบที่หล่อนรักเขาหรอกหรือ รักแบบที่อยากอยู่ด้วยมีครอบครัวมีลูกด้วยกัน แล้วทำไมเขาถึงมาสนิทสนมกับวิไลขนาดนั้น ไปมาหาสู่กันถึงบ้าน ชวนไปเที่ยว จับมือกัน มองตากันแบบซึ้งๆ พาวิไลไปหาหมอที่คลินิกหลังเลิกเรียนเพราะวิไลมีไข้สูง จนเพื่อนฝูงส่งเสียงตะโกนล้อเลียนการแสดงความรักความเป็นห่วงกันของคนทั้งสอง วิไลในวัยสิบหกย่างสิบเจ็ดไม่มีปัญญาคิดการกระทำแบบนี้เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากว่ามันคือ ความรัก วิไลจำได้ว่าหล่อนเสียใจเป็นหนักหนาแทบอยากตาย หล่อนร้องไห้ทุกวันทั้งๆที่นังโก๋เพื่อนรักบอกให้วิไลตัดใจ ชีวิตจะได้เจอคนดีๆอีกตั้งเยอะ วิไลก็ไม่เชื่อ มันเลิกเสียใจไม่ได้จริงๆ

...ฉันนั่งฟังคุณยายวิไลเล่าเรื่องราวเพลินๆ อยู่ดีๆคุณยายแกก็พูดลอยๆขึ้นมาว่า

"หนูดูแม่น้ำนี่ซิ ทำไมเขาเรียกว่าแม่น้ำคือชีวิตรู้ไหม น้ำไม่ใช่แค่หล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิตอยู่หรอก แต่มันเหมือนชีวิตคนเรา หนูดูนะ ตอนนี้มันใสเย็นใช่ไหม เดี๋ยวนะสักพักจะมีผักตบชวาแห่กันมาเต็มเลยล่ะ เยอะแยะเสียจนนึกไม่ถึงว่ามันจะหนาแน่นขนาดครอบคลุมแม่น้ำจนมิด มองไม่เห็นน้ำเลยล่ะ เหมือนชีวิตคนที่บางครั้งมีอุปสรรคถาโถมเข้ามาจนบดบังความคิดบดบังหนทางเดินต่อไปได้เลยเทียวแหละ"

"อย่างที่คุณยายอกหักในวัยเด็กน่ะหรือคะ เลยเป็นอุปสรรคในชีวิต" ฉันอยากรู้

"มันแย่กว่านั้น แย่กว่ามาก นั่นแค่จุดเริ่มต้น" คุณยายวิไลนั่งตาลอย แล้วเล่าเรื่องราวต่อ...

วิไลตัดสินใจว่ายังไงเสียหล่อนจะต้องพูดกับก่อเกียรติให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไงกันแน่ จะมาทิ้งให้หล่อนอับอายที่โดนเพื่อนบางคนเย้าแหย่ว่า ก่อเกียรติจะไปมีแฟนใหม่ วิไลในวัยเด็กรุ่นๆคิดได้แค่นั้นเอง ความคิดช่างตื้นเขินยึดติดตกเป็นทาสคำพูดของคนรอบตัว หล่อนถูกเพื่อนล้อเลียนว่าก่อเกียรติจะไปมีแฟนใหม่เขาคงลืมหล่อนแล้ว เด็กผู้ชายก็จะแซวว่ามาเป็นแฟนเขาแทนไหม จะมีก็แต่สมบุญเพื่อนชายตัวดำๆ หน้าตาซื่อๆที่เรียนร่วมชั้นคนเดียวเท่านั้นที่มองวิไลด้วยสายตาเห็นใจ

วิไลแอบเขียนจดหมายหาพี่หวานเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นลูกแม่ค้าขายผลไม้ในตลาด พี่หวานจากบ้านไปหลายปีแล้วเพราะโดนแม่ไล่ออกจากบ้านแต่ยังคงติดต่อกับวิไลทางจดหมายเรื่อยมาแม้ไม่บ่อยนัก พี่หวานไปท้องกับผู้ชายที่ขับรถขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯกับนครชัยศรี เพื่อมารับผลไม้จากสวนไปขายที่กรุงเทพฯอีกที วิไลเคยเห็นผู้ชายคนนี้แวบๆ ตัวผอมขี้ก้างใบหน้าตอบๆ ไว้ผมทรงเอสวิส คงดูเท่ในสายตาของพี่หวาน พี่หวานร้องไห้อยู่แป๊บเดียวก็ปาดน้ำตาทิ้ง

"ดีเหมือนกัน พี่ก็รำคาญไอ้ลุงเปรมนี่เต็มแก่ กลัวมันด้วยมันจ้องจะปล้ำพี่หลายทีแล้วเวลาแม่เผลอ" พี่หวานพูดถึงพ่อเลี้ยง "อย่าห่วงพี่ โดมเขารักพี่จริงไม่งั้นเขาไม่เต็มใจเอาพี่เข้ากรุงเทพฯไปอยู่ด้วยหรอก แล้วพี่จะเขียนจดหมายมาหานะ" พี่หวานสั่งเสียวิไลแล้วก็หอบของขึ้นรถไป

วิไลเขียนจดหมายหาพี่หวานบรรยายถึงความรักที่มีต่อก่อเกียรติและบอกตรงๆว่าจะไปหาเขาที่บ้านคุณป้า ระหว่างที่อยู่กรุงเทพฯจะขออาศัยอยู่บ้านพี่หวานไปพลางๆ น่าแปลกใจที่พี่หวานไม่อิดออดแม้แต่น้อย ไม่นานจากวันนั้นพี่หวานแอบมาหาวิไลที่ร้านกาแฟในตลาด พี่หวานดูสวยแต่งตัวทันสมัย ใส่เสื้อลายดอกสีสดใส กางเกงยืดขาลีบแนบเนื้อ รองเท้าส้นสูง ผมยาวยีฟูแถมมีผ้าผูกคาดผมสีเจิดจ้าเข้ากับสีเสื้อ แต่งหน้าจัด วิไลไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหล่อนจะแต่งตัวอะไรกันมากมายขนาดนั้น

"แม่พี่เป็นไงบ้าง วิไลเจอบ้างหรือเปล่า" พี่หวานถามหลังจากที่ทักทายกันพอสมควรแล้ว

"วิไลเองก็ไม่ค่อยเจอหรอกพี่ แต่ก็มีอยู่ครั้งที่มาตลาดกับแม่ ก็เจอแม่พี่กับลุงเปรมทะเลาะกันเสียงลั่น แม่พี่เหมือนโดนตีด้วยนะ" วิไลเล่าด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

"เฮ้อ แม่นะแม่ พูดอะไรก็ไม่เคยเชื่อ ไอ้ลุงเปรมนี่มันเจ้าชู้จะตาย ขี้เกียจก็เท่านั้นแม่พี่หาเงินมาได้มันก็เอาไปเที่ยว ไปติดผู้หญิงหมด พี่ไม่เข้าใจแม่เขาจะรักอะไรของเขานักหนา พี่เบื่อไม่อยากอยู่ด้วย มีใครเข้ามาในชีวิตพี่ก็คว้าไว้"

"แล้วแฟนพี่เขาเลี้ยงดูพี่ดีไหม" วิไลซักไซร้

"ไว้เล่าทีหลังแล้วกัน วิไลเตรียมข้าวของมาแล้วใช่ไหม" พี่หวานตัดบท

"จ้ะ เดี๋ยวโก๋เอามาให้ วิไลค่อยๆทยอยมาไว้ที่บ้านโก๋ กลัวแม่ผิดสังเกต แต่วิไลเขียนจดหมายถึงแม่ฝากโก๋ไว้แล้ว บอกแม่ไม่ต้องเป็นห่วงจะมาอยู่กับพี่ โก๋นี่ก็เพื่อนรักวิไลจะคอยบอกข่าวคราวให้โก๋รู้" วิไลสาธยาย

"ตายจริงไปบอกแม่หรือว่าจะมาอยู่กับพี่" พี่หวานดูร้อนใจ "งั้นรีบไปเถอะ"

โก๋มาถึงในทันที วิไลกับโก๋กอดกันร้องไห้กันอีกพัก "ไล คิดดีแล้วหรืออยู่บ้านเราดีกว่านะ ช่างมันเถอะไอ้พี่ก่อน่ะ" โก๋เริ่มไม่อยากให้วิไลไป

"เอาเถอะโก๋ เดี๋ยวฉันไปเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ฉันจะกลับเองแหละ" คำพูดโง่ๆออกไปจากความคิดโง่ๆของวิไล ไม่รู้จะไปรู้เห็นให้มันได้อะไรขึ้นมา

แล้ววิไลก็ขึ้นรถไปกับพี่หวาน ผู้ชายวัยกลางคนตัวใหญ่ไว้หนวดบางๆ ใส่เสื้อลายดอก แบบที่ในยุคนั้นเรียกกันว่า จิ๊กโก๋ ขับรถกลางเก่ากลางใหม่คันใหญ่ดูภูมิฐาน พี่หวานแนะนำให้เรียกว่าคุณลุงปรีชา คุณลุงหันมารับไหว้วิไลแล้วก็ออกรถไปเงียบๆ วิไลไม่ค่อยได้นั่งรถไกลๆแบบนี้จึงเพลิดเพลินไปกับวิวข้างทางย่านฝั่งธน ที่ยังมีแต่ถนนแคบๆ มุ่งเข้าสู่กรุงเทพ สองข้างทางเต็มไปด้วยสวนผลไม้ สวนดอกไม้ ไม่มีตึกใหญ่ๆให้เห็น ดูเงียบสงบสบายตา ชื่นชมวิวสองข้างทางได้พักใหญ่ก็มาถึงบริเวณที่เรียกว่าวงเวียนใหญ่ มีอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินอยู่กลางวงเวียน รถยนตร์วิ่งขวักไขว้ มีตลาดอยู่ที่ด้านหนึ่งของวงเวียน ผู้คนเดินกันไปมามากมาย นั่งรถมาถึงวงเวียนเล็กตามที่คุณลุงปรีชาบอก ถนนช่วงนี้กว้างมีเกาะกลางถนนขั้นระหว่างถนนสายหลักที่มุ่งหน้าขึ้นสะพานพระพุทธยอดฟ้า กับถนนด้านในที่เลียบไปตามแนวตึกแถวสองชั้นข้างถนน มาถึงเชิงสะพานรถก็จะค่อยๆเบียดกันขึ้นสะพาน ดูวุ่นวายแต่การจราจรก็ไม่สาหัสสากรรจ์เท่าปัจจุบันนี้

นั่งรถข้ามสะพานพุทธ วิไลเพิ่งเห็นว่าแม่น้ำเจ้าพระยานี่กว้างกว่าแม่น้ำท่าจีนหรือบางทีก็เรียกแม่น้ำนครชัยศรีที่บ้านหล่อนมากนัก คุณลุงปรีชาเพิ่งจะยิ้มน้อยๆเป็นครั้งแรก "ไม่เคยเข้ากรุงเทพฯซิเรา" "ค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก" วิไลตอบสุภาพ

"มา เดี๋ยวลุงขับรถพาชมเมือง" คุณลุงปรีชาพูดต่อ เป็นเวลากับที่พี่หวานเพิ่งตื่นงัวเงียขึ้นมาถาม

"อ้าว ถึงแล้วหรือคะนี่" พี่หวานเองก็ดูนอบน้อมกับคุณลุงปรีชาเช่นกัน วิไลข้องใจในความสัมพันธ์ของคนคู่นี้นัก แต่ก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะถาม

ข้ามสะพานพุทธมาคุณลุงปรีชาขับรถอ้อมไปมาจนวิไลเองก็งงเพราะไม่เคยมากรุงเทพฯ มาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ตรงกลางถนนมีตึกใหญ่ทรงแปลกตากว่าตึกแถวทั่วไป

"ตรงนี้เขาเรียกว่าวังบูรพา นี่เป็นโรงหนังนะ มีสามโรงด้วยกัน คิงส์ แกรนด์ ควีนส์ ส่วนมากฉายหนังฝรั่ง เดี๋ยวตรงไปนี่จะเจอโรงหนังศาลาเฉลิมไทยนะ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าราชดำเนิน" ถนนราชดำเนินกว้างขวางใหญ่โตนัก ตรงกลางถนนมีเกาะกลางมีไม้ดอกปลูกไว้แบบมีสไตล์ ช่องว่างระหว่างเกาะกลางถนนแต่ละเกาะใช้เป็นที่จอดรถยนตร์ สองข้างทางมีตึกใหญ่ทรงยุโรปแบบสถาปัตยกรรมงดงาม มีทั้งสถานที่ราชการ สถานที่ทำการค้า ธุรกิจ ร้านหนังสือ ร้านอาหาร โชว์รูมรถยนตร์ปะปนกันไป ระหว่างที่คุณลุงปรีชาขับรถไปอธิบายไป วิไลก็แหงนมองตึกสูงแถวนั้นไปด้วยความตื่นเต้น มีสถานที่หลายแห่งตามตึกใหญ่บนถนนราชดำเนิน ที่ดูเหมือนจะตกแต่งด้านหน้าแตกต่างกันไป

"พวกนี้ก็เป็นบาร์ เป็นไนต์คลับทั้งนั้น หนูลองมาดูตอนกลางคืนซิสวยเชียว คนเยอะแยะเรื่องก็เยอะ" ว่าแล้วคุณลุงปรีชาก็หัวเราะหึหึ ชี้ชวนให้ดูไนต์คลับข้างถนนต่อ "นี่โรฟิโน่ นั่นมีอีกมูแรงรูช สีดา โลลิต้า อเล็กซานเดอร์ โอ๊ยไนต์คลับเยอะแยะทั้งถนนแหละ"

"นั่นไง พี่ทำงานที่นั่น" พี่หวานชี้ให้ดูสถานที่ทำงานซึ่งเป็นไนต์คลับชื่อดังแห่งหนึ่งบนถนนสายนั้น

"พี่ทำงานอะไร เป็นนักร้องหรือ"

"เปล่า พี่เป็นพาร์ทเนอร์" วิไลชะเง้อหน้าจากเบาะหลังมาดูหน้าพี่หวาน คุณลุงปรีชาก็เหลือบตามามองหน้าพี่หวานเช่นกัน

"พาร์ทเนอร์ ที่บางคนเขาเรียกว่า ผู้หญิงไม่ดีไง บางคนหนักกว่านั้นเรียกเราว่ากะหรี่" น้ำเสียงฟังดูประชดประชัน

"แต่พี่ไม่ใช่กะหรี่นะ นี่มันอาชีพของพี่ อาชีพสุจริตนะถ้าเราทำให้มันสุจริต" วิไลยังงงอยู่ดี หล่อนไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ ไม่รู้ว่าพาร์ทเนอร์คืออะไร รู้แต่กะหรี่ที่คนแถวบ้านเขาเอาไว้เรียกผู้หญิงที่ขายตัวกิน แม้แต่พี่หวานเองวิไลก็เคยได้ยินแม่ค้าในตลาดด่าแม่ของพี่หวานเวลาที่ทะเลาะกันว่า "ป่านนี้ลูกมึงไปเป็นกะหรี่อยู่กรุงเทพฯแล้วมั้ง" ตอนนั้นวิไลไม่ได้สนใจอะไร แม่ค้าทะเลาะกันขุดเอาอะไรต่ออะไรมาพูด จริงบ้างไม่จริงบ้าง รู้แต่ต้องใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บใจและเสียหายมากที่สุด ตกลงพี่หวานเป็นอะไรกันแน่ วิไลเริ่มหวั่นใจแล้วคุณลุงปรีชาที่ดูสุขุมคนนี่เล่าเป็นใครกัน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า