รถไฟจะไปประจวบฯ

สายลม แสงแดด

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อนเกิดอาการ "เหม็นสาบเมือง" ขึ้นมาเต็มแก่ เลยส่งข้อความมาหาพวกพลกะพรรคนักหนีกรุงเทพฯแบบเดียวกัน บอกให้วางแผนเที่ยวเป็นการเร่งด่วน ชนิดวางแผนวันนี้สัปดาห์หน้าไปได้เลย ออนเดอะโกราวกับนมถั่วเหลืองใส่ขวดบางยี่ห้อที่โฆษณาติดหูจนนักพากย์พันธมิตรเอาไปล้อในหนังของโจวซิงฉือ

จะว่าไปมันก็ไม่ได้กะทันหันอะไรขนาดนั้น เพราะเปรยๆกันมานานแล้วว่า อยากจะเที่ยวแบบปั่นจักรยานเที่ยวกันสักทริปสองทริป โดยมีตัวช่วยเป็นรถไฟไทย พาไปให้ไกลๆ มหานครอมรรัตนโกสินทร์ที่การจราจรแสนจะเสี่ยงภยันตรายแห่งนี้เสียก่อนแล้วค่อยลงปั่นให้ช่ำปอด เพื่อนถึงขนาดมีการไปซุ่มซ้อมมาแล้วที่บึงรับน้ำ เพราะหนที่ไปญี่ปุ่นด้วยกันนั้นขี่จักรยานชมเมืองคามาคุระด้วยความเร็วไม่เท่ากันจนเจ้าตัวต้องตัดใจยอมลงเดิน (อย่างไรก็ดี โปรดทราบว่าเมืองนั้นเป็นเมืองภูเขา น่าเห็นใจอยู่มากสำหรับคนที่อานจักรยานไม่ใช่พื้นที่อันพอจะเรียกได้ว่าเคยคุ้น และจักรยานที่นั่นก็ไม่มีที่ให้นั่งซ้อนเสียด้วย) อย่างไรก็ตาม เปรยก็ส่วนเปรยเพราะได้แต่บ่นๆ ไม่ได้มีแผนการเป็นรูปธรรมอะไรเสียที จนกระทั่งวันนั้นแหละได้ฤกษ์งามยามดีค้นผ่านมือถือ (ไม่ยอมเปิดคอมด้วยความที่กำลังสันหลังยาวได้ที่) จิ้ม เสียไม่กี่ทีก็มาลงตัวที่ประจวบคีรีขันธ์

เกณฑ์การเลือกไม่มีอะไรมาก นอกจากรถไฟถึง มีจักรยานให้ปั่น มีที่นอน มีที่เที่ยว ราคาไม่ทำร้ายกระเป๋าตังค์แฟบๆมากนัก หลังจากเลือกที่พักได้แล้วก็สั่งจองไปทางอินเทอร์เน็ต รถไฟก็เช็ครอบเอาจากในเว็บอีกนั่นแหละ พออ่านไปอ่านมาหลายเสียงชักไม่ตรงกัน ก็โทร.ไปถามที่เบอร์ 1690 ให้รู้แล้วรู้รอดไป เจ้าหน้าที่บอกว่าจริงๆจองทางโทรศัพท์ได้ แต่ต้องจองล่วงหน้า 5 วัน ตอนนั้นเหลือ 4 วันก่อนออกเดินทาง เลยต้องไปจองที่สถานี ลองหยั่งเสียงพ่อดูว่าถ้าไปซื้อตั๋วเอาวันเดินทางเลยจะมีขายไหม พ่อก็บอกว่าถ้าไม่เกี่ยงตู้เกี่ยงชั้นก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร สรุปเลยเสี่ยงดวงไปวันนั้นแหละ กะว่ายืนก็ยืนละวะ

พ่อแนะนำกึ่งๆบังคับให้พกน้องชายไปอีกคนหนึ่ง เพราะเป็นห่วงว่ามีแต่ผู้หญิงไปกันสองคน แม้จะมีหน้าเป็นอาวุธแต่ก็อาจจะไม่เพียงพอ ลงเอยทริปนั้นเลยไปกันสามคน พอเช้าวันอังคารที่ 28 กรกฎาก็แบกเป้คนละใบ มุดลงใต้ดินใช้บริการเอ็มอาร์ทีเพื่อไปยังสถานีรถไฟหัวลำโพง

"ไปประจวบฯ ค่ะ มีรถไฟฟรีไปไหมคะ"

มาถึงก็ถามหาของฟรี เจ้าหน้าที่ดูจอแล้วบอกว่ามี แต่ต้องรอบ่ายโมงโน่นแน่ะ พวกแบกเป้สบตากันแล้วตัดสินใจว่า ระหว่างเวลากับเงินนั้น วันนี้เรายอมเสียอย่างหลัง

หลายคนบอกว่ารถไฟไทยยังไงก็สายตลอด คนที่เคยนั่งรถไฟมากกว่าครั้งสองครั้งจะทราบว่าไม่ใช่ความจริงเสมอไปหรอก และวันนั้นรถไฟก็มาตรงเวลา ตั๋วของเราเป็นตู้ปรับอากาศมีหมายเลขที่นั่งเรียบร้อย ไม่โดนยืนอย่างที่เตรียมใจเผื่อเอาไว้ และก็ไม่ติดกับห้องน้ำด้วย นับว่าเป็นการเดินทางที่รื่นรมย์ดีทีเดียว

ความรู้สึกที่ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่องแออัดค่อยๆบางตาลงเรื่อยๆตามระยะทางที่รถไฟวิ่งไป จนสุดท้ายก็ละลายหายเหลือแต่ทุ่งนากับภูเขาลิบๆตานั้น ช่างเป็นความรู้สึกที่ปลอดโปร่งจนบอกไม่ถูก เวลาเดินทางโดยรถยนต์หรือรถไฟถ้าอยากงีบ สุดแสงดาวจะงีบช่วงแรกๆ แล้วค่อยตื่นมาดูวิวช่วงที่ออกมาพ้นเมืองสักหน่อยแล้ว เพราะตอนนั้นแหละที่ค่อยมีอะไรให้ดู ต่างกับเวลาเดินทางด้วยเครื่องบินซึ่งถ้าจะดูควรจะดูตอนเครื่องกำลังขึ้นหรือลงจอด ส่วนระหว่างการบินจริงๆ นั้นถ้าไม่เจอก้อนเมฆแปลกๆ แสงแดดแสงดาวสวยๆ หรือพายุเข้า เครื่องขัดข้อง ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้เห็นนัก

เมื่อกลับมานั่งอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในเมืองหลวงเช่นนี้ คำถามก็ผุดขึ้นมาว่า ทำไมเราถึงรู้สึกดีขนาดนี้นะ เวลาได้ "ออกต่างจังหวัด" เห็นสีเขียวๆ ที่ไม่ใช่ต้นไม้พิกลพิการในกรุงเทพฯซึ่งโดนตัดยอดแล้วตัดยอดอีก เพราะกลัวจะไประรานสายไฟหรือหลังคาบ้าน หรือกิ่งใหญ่ๆ หักโครมลงมาใส่รถหรือใครสักคนหนึ่ง

เคเบิลทีวีกำลังฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของมาร์เวล เรื่องกัปตันอเมริกา ภาคมัจจุราชอหังการ ซึ่งฉากส่วนใหญ่ดำเนินอยู่ในกรุงวอชิงตันอันแสนจะแห้งแล้งไร้สีสัน ราวกับหิมะสีขาวเย็นยะเยือกหรือมิฉะนั้นก็ความทรงจำที่ว่างเปล่าของมัจจุราชแห่งเหมันต์ ส่วนในตู้ปลาของน้องชาย ฝูงปลาสีเหลืองอร่าม กับอีกฝูงสีดำแดงก็กำลังว่ายวนไปมาท่ามกลางต้นไม้ปลอม หิน และขอนไม้ ภาพนั้นทำให้นึกขึ้นมาได้ถึงวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเยาวชนเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีตอนหนึ่งที่เด็กซนๆ จับภูติไพรใส่ขวดโหล โดยเอาก้อนกรวด เศษหญ้า และกิ่งไม้ใส่ลงไปด้วย เหมือนอย่างที่เราพยายามจำลองธรรมชาติใส่ลงไปในตู้ปลานั่นแหละ

บางทีนะ เราอาจจะเหมือนปลาในตู้ หรือภูติไพรในขวดโหลก็ได้ ส่วนกรุงวอชิงตันของสหรัฐก็ไม่ได้ต่างอะไรจากกรุงเทพฯของไทยนัก เมื่อพิจารณาในแง่ที่ว่าเป็นเมืองหลวง เต็มไปด้วย "ของปลอม" ที่ถูกสร้างเทียมขึ้นโดยมือมนุษย์เหมือนๆกัน

ตู้ปลา ขวดโหล วอชิงตัน กรุงเทพฯ ต่างก็เป็นกรงที่กักขังเราเอาไว้เหมือนๆกัน ไม่ว่าจะพยายามจำลองสภาพแวดล้อมให้ดูคล้ายธรรมชาติมากขนาดไหน อาทิ สร้างที่นอนหรูๆ ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม เติม "ต้นไม้" ลงไป ใส่จักรให้ถีบ (อ้าว อันนั้นกรงแฮมสเตอร์!) มันก็ยังไม่ใช่ธรรมชาติอยู่ดี และหากว่ามองให้ลึกว่ามนุษย์ที่แท้แล้วก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง หมายความว่าเราเองก็ควรจะมีถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์อื่นๆเขาเหมือนกัน เหมือนกอริลลาบางตัวที่ติดแหง็กอยู่ในสวนสัตว์ลอยฟ้านั่นแหละ

บอกว่าไม่ทุกข์ ก็อาจจะไม่ แต่ถามว่าสุขไหม? คงเหมือนมัจจุราชอหังการที่นั่งเหม่อลอย

"แต่ผมรู้จักเขา..."

นั่นแหละ คล้ายๆ จะรู้ว่าความสุขอยู่ที่ไหน ตัวเองควรจะอยู่หนใด แต่ก็...ยังไม่รู้ซิ เพราะตอนนี้ติดอยู่ที่นี่

"มนุษย์เกิดในเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่" คูเปอร์ พระเอกผู้ไม่หนุ่มนักซ้ำยังเป็นคุณพ่อ แห่งอินเตอร์สเตลลาร์ ทะยานดาวกู้โลก ไม่ได้กล่าวไว้

เมือง โดยเฉพาะเมืองหลวงอันพลุกพล่านเต็มไปด้วยสารพิษ เป็นเหมือนที่ทำงานหรือทำเงินมากกว่าบ้าน ไม่มีทางใช่ "ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ" ของสิ่งมีชีวิตหน้าไหนได้หรอก! และถึงจะมีสัตว์เมืองอันจริงแท้อยู่ในโลกนี้จริงๆ ก็คงไม่ใช่พวกเราที่แบกเป้มุ่งหน้าหนีขึ้นเขาลงทะเลกันอยู่ในวันนั้น

ที่ประจวบฯ หรือ "เมืองสามอ่าว" นั้น เราไต่บันได 396 ขั้น ฝ่าฝูงลิงกันขึ้นไปถึงวัดเล็กๆ เงียบสงบบนเขาช่องกระจกแล้วยังไม่พอใจ วันต่อมาไปพิชิตยอดเขาล้อมหมวก สูดอากาศที่ความสูง 300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลจนเต็มปอด (เพื่อให้หายหอบแฮ่กจากตอนปีนขึ้นมา) แล้วกลับลงมาดูค่างแว่นกินมะละกอ ก่อนจะขี่จักรยานไปนอนพักชมทะเลพลางกินข้าวพลางที่อ่าวมะนาว รู้สึกเป็นอิสระราวกับนกที่ได้รับการปลดปล่อยออกจากกรงที่เขาขังไว้สำหรับให้คนปล่อยเอาบุญตามวัด อย่างไรก็อย่างนั้น

นี่จึงค่อยมีเค้า...สภาพแวดล้อมอันเหมาะสมที่ชีวิตควรจะดำรงอยู่ และอาศัยเจริญงอกงาม ไม่ใช่แคระแกร็นหิวโหยอยู่ตลอดเวลาเหมือนในป่าคอนกรีตซึ่งมีแต่จะทำให้หัวใจแห้งเหือด

แต่ก็เช่นเดียวกับนกพวกนั้นที่ส่วนใหญ่แม้ถูกปล่อยออกมาก็ไปไหนไม่ค่อยรอด อยู่ได้แค่สามวันเราก็ต้องกลับ...ไปแออัดอยู่ในกรงตามเดิม

รอเวลาแห่งการปลดปล่อยอีกครั้ง

คราวนี้ เราจะโบยบินไปเพียงแค่ต่อลมหายใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม หรือบินหายลับไปสู่หมู่เมฆแห่งอิสรภาพอันเลื่อนลอยจนกล่าวขานกันว่าเป็นเพียงตำนานที่ไม่มีอยู่จริง ก็สุดรู้


ภาพ : instagram.com/_staaend