เยือนสิม ชมศิลป์ ถิ่นอีสาน

เรียนรู้เรื่องราว

2.

จุดหมายปลายทางต่อไป สำหรับในการเรียนรู้เรื่องราวของผม ภายใต้เรื่องราวของการเยือนสิม ชมศิลป์ ถิ่นอีสาน จะอยู่กันที่วัดโพธาราม ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนในทุกสิ่งอย่างจากทาง จังหวัดมหาสารคาม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สำหรับในเรื่องของการเดินทาง ขอมาเริ่มต้นจากตัวเมืองมหาสารคาม แล้วแล่นรถไปตามทางหลวงหมายเลขสี่ตัว 2040 (มหาสารคาม-วาปีปทุม) แล้วเรามาต่อกันด้วยทางหลวงหมายเลข 2045 ซึ่งเมื่อมาถึงแยกอำเภอนาดูน เราก็ได้ตรงหน้าไปทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จนกระทั่งมาถึงแถวบ้านดงบัง จากนั้นได้ทำการเลี้ยวขวาเข้าไปสู่บ้านดงบัง โดยที่มีวัดโพธาราม จะอยู่ด้านซ้ายมือของเรา ซึ่งหากรวมระยะทางจากตัวเมืองมา ก็ประมาณ 69 กิโลเมตร

วัดโพธาราม บ้านดงบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เป็นวัดที่เก่าแก่อย่างมาก ที่ได้สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2343 โดยที่มีลักษณะของสิม เป็นสิมพื้นบ้านอีสานอย่างแท้จริง ซึ่งสิมได้สร้างขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2451 เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนพื้นเมือง บริเวณฐานสิมยกตัวสูง ส่วนหลังคาเป็นเครื่องไม้ มุงด้วยกระเบื้อง ตัวสิมก่อผนังทึบ และมีเจาะช่องหน้าต่าง

"วัดโพธารา...ก่อเกิดมาในช่วงเดียวกับ วัดยางทวงวรารามเลยค่ะ คือ เมื่อ พ.ศ.2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยที่ตัวสิมและหอแจกนั้น จะเป็นฝีมือช่างที่มาจากเวียดนาม จริงๆแล้วในขณะนั้นสิมส่วนใหญ่ มักจะเป็นฝีมือช่างจากเวียดนาม เนื่องจากมีทักษะทางด้านการทำด้วยปูน จึงทำการก่ออิฐถือปูนได้อย่างชำนิชำนาญ แต่ปูนที่นำมาทำสิม ก็เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน คือ เอาเปลือกหอยมาบดละเอียด แล้วค่อยนำมาฉาบที่ตัวสิม ทว่าส่วนด้านในสิม ได้เริ่มมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย คาดว่า...ช่างท้องถิ่น 'อาจารย์ชาลาย' ได้สร้างสรรค์ภายในสิม ส่วนช่างท้องถิ่นอีกคน 'นายสิงห์' จะทำการสร้างสรรค์นอกตัวสิม" อาจารย์สุกัญญา ภักดีสุวรรณ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เริ่มต้นให้การอธิบายในรายละเอียด หลังจากที่เดินลงมาจากรถไม่ทันไร

ตามประวัติว่ากันว่า นายสิงห์ หรือ ช่างสิงห์ เป็นลูกเจ้าคนลูกนายคน ทว่าได้กลับเลือกมาเป็นช่าง ก็เลยมีการคิดกันว่า สิม...น่าจะได้รับวัฒนธรรมมาจากทางภาคกลาง หรือทางเมืองหลวงมาบ้าง เพราะหากเปรียบเทียบกับวัดยางทวงวราราม และวัดบ้านยางนั้น ในส่วนฝีมือการสร้างสรรค์ จะให้รู้สึกได้ว่า มีกลิ่นอายเป็นภาคกลางมากกว่า แต่ส่วนของเนื้อหานั้น จะมีความแตกต่างกัน โดยที่สิมของทางวัดโพธารามแห่งนี้ ได้กล่าวถึงพุทธประวัติ ที่อยู่ทางด้านหลังของสิม ด้านอื่นๆของสิมเป็นเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย หรือ สินไซ ศิลป์ไชย หรือเป็นเรื่องพระเวสสันดร

"โอ.เค.ค่ะ!!! ฮูปแต้ม ยังกล่าวเรื่องราวพระมาลัยอีกด้วยนะ นอกจากเรื่องสังข์ศิลป์ชัย หรือเรื่องพระเวสสันดร แม้ว่าจะเป็นตำนานของภาคเหนือ แต่คนทางภาคอีสาน ต่างได้นับถือพระมาลัยเช่นกัน โดยที่เค้าจะนำเอามาเทศนา ซึ่งจริงๆแล้ว...พระมาลัย ได้เป็นพระรูปหนึ่ง ที่มีอิทธิฤทธิ์ ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แรกๆก็กะว่า...จะขึ้นไปเฝ้าจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วก็เกิดทราบว่า การที่ขึ้นมาอยู่บนสวรรค์ได้อย่างเทวดา ต้องมีการทำบุญเยอะๆ จึงได้เป็นที่มาของการฟังเทศน์ ในงานบุญพระเวสทั้ง 12 กัณฑ์" อาจารย์ผู้รอบรู้ ยังให้สาระ

สำหรับ สินไซ เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ อันล้ำค่าของชาวล้านนา เดิมทีเป็นหนังสือเทศน์ ได้แต่งเป็นคำกลอนโดยท้าวปางคำ เมื่อราวๆ พ.ศ.2192

ส่วน สังข์ศิลป์ชัย หรือ สินไซ ศิลป์ไชย เป็นพระเอกในวรรณกรรมโบราณของลาว หรือที่เป็นนิทานพื้นบ้านของลาว เรียกกันว่า ชาดกนอกนิบาต หมายถึงเรื่องที่แต่งเติมเสริมขึ้น นอกจากนั้นยังมี ปัญญาสชาดก ซึ่งเป็นชาดก 50 เรื่อง เป็นดั่งประวัติการเสวยพระชาติต่างๆขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนจะเสวยพระชาติสุดท้ายเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

เอ!!! แล้วเหตุใด เรื่องสินไซ มาปรากฏตามสิมของวัดต่างๆได้ค่ะ...น้องนักข่าวหน้าตายิ้มแย้ม เดินเข้ามาสะกิดถามกับอาจารย์ ซึ่งทางอาจารย์ก็ตอบไปอย่างเบิกบานว่า "...เนื่องจากประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-23 อีสานได้อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง ที่เป็นอาณาจักรของชนชาติลาว แถวๆลุ่มแม่น้ำโขง ต่อมาได้สูญเสียเอกราช ให้กับทางสยามประเทศ แต่ทางด้านวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ว่า...ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม หรือขนบธรรมเนียมประเพณี ยังคงได้มีอิทธิพลต่อผู้คนในภาคอีสานเรื่อยๆมา ประกอบกับที่คนในภาคอีสานก็มีการสืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษ ที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ และหลวงพระบางของอาณาจักรล้านช้าง"

ฮูปแต้มของวัดโพธารามแห่งนี้ ได้มีการสอดแทรกภาพวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวอีสานทั่วๆไป ซึ่งนำมาอยู่ในภาพได้อย่างลงตัว จึงไม่แปลกที่สิมของวัดแห่งนี้ จะได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น เมื่อ พ.ศ.2547 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ

นอกจากสิมแล้ว ยังมีหอแจก หรือศาลาการเปรียญ อันเก่าแก่จากฝีมือช่างญวน โดยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2465 ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยซุ้มโค้งของหน้าต่าง ประตู และลายปั้นนูนต่ำบนผนัง ที่ชวนให้น่าสนใจยิ่ง และก็ดูมีความเป็นพื้นบ้านสูงอีกด้วย

อาจารย์สุกัญญา ให้คำอธิบายสาระทิ้งท้าย ก่อนที่จะเดินทางไปวัดอื่นๆว่า "...ที่สำคัญสิมของวัดแห่งนี้นะ เป็นแห่งเดียวที่ได้ใช้สีทอง ต้องเข้าไปชมกันด้านใน ซึ่งภายนอกและภายในของสิมนั้น ได้งดงามด้วยฮูปแต้มฝีมือเยี่ยมยอด ก็เปรียบได้ดั่งช่างหลวงของทางภาคกลาง ทว่ากลับเป็นช่างท้องถิ่นค่ะ คือ 'อาจารย์ชาลาย' และ 'นายสิงห์' โดยรูปภาพที่เราเห็นซ้ำๆกันนั้น ได้มาจากเทคนิคของการตัดแบบ ส่วนเทคนิคในการแต้มสี ก็ได้ใช้สีฝุ่นในวรรณะเย็น ได้แก่ สีฟ้า สีคราม และสีขาวเป็นหลัก จึงทำให้แลดูสบายตายิ่งขึ้น ยามเมื่อได้มาสัมผัสใกล้ๆ"

รู้สึกนุ่มนวลตาจริงๆ...ผมเอยขึ้นมาลอยๆ

เพื่อนๆบางคน...มันก็ได้พยักหน้าเห็นด้วย

เราจึงต่างยืนมุ่งดูกันอยู่เป็นนานสองนาน

แล้วเมื่อย่างก้าวเข้ามาด้านในสิม ผมได้คลานไปกราบนมัสการพระประธาน จากนั้นเหลือบไปชมฮูปแต้มต่างๆที่ได้เป็นภาพเรื่องราวของพุทธประวัติ พระเวสสันดรชาดก และรามสูร-เมขลา ในขณะด้านนอกที่เดินชมเมื่อสักครู่ เป็นเรื่องสินไซ พระเวสสันดร พระมาลัย และพุทธประวัติ ซึ่งในแต่ละภาพในแต่ละตอน ได้มีบรรยายภาพเป็นอักษรธรรมด้วย

ต่อจากนั้นเดินทางกันต่อ โดยอาศัยทางหลวงหมายเลข 2040 (มหาสารคาม-วาปีปทุม) แล้วก็ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2045 ตรงไปทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย...อีกเช่นเคย แล้วมาเลี้ยวขวาเข้าสู่บ้านดงบัง แล้วตรงไปยังบ้านหนองพอก ระยะทางราว 1.5 กิโลเมตร หากรวมระยะทางจากตัวเมืองมา ประมาณ 70 กิโลเมตร เราก็ได้มาถึงวัดป่าเลไลย์

วัดป่าเลไลย์ บ้านหนองพอก ตำบลดงบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม สร้างขึ้นราว พ.ศ.2224 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อประมาณ พ.ศ.2460 เดิมวัดชื่อว่า วัดหนองพอก ต่อมา พ.ศ.2485 ได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อ วัดป่าเลไลย์ ถึงปัจจุบัน

สิมภายในวัดป่าเลไลย์ ไม่ได้ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นมาในสมัยใด โดยที่ตัวสิมเป็นอาคารแบบก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบทึบ นับเป็นสิมพื้นบ้านที่บริสุทธิ์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีเสารับปีกนก หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีปีกนกคลุมโดยรอบ หน้าบันเรียบมีชานจั่ว ตัวสิมยกสูงจากฐาน บนฐานมีระเบียงล้อมรอบ มีทางขึ้นเป็นบันไดนาค

จุดเด่นของสิมหลังนี้ คือ ฮูปแต้มที่มีฝีมืองดงามอย่างมาก ปรากฏให้เห็นอยู่ด้านนอกและด้านในของสิม ซึ่งด้านนอกเป็นฮูปแต้ม เรื่องราวรามเกียรติ์ และพระเวสสันดรชาดก ด้านในเป็นพุทธประวัติ พระมาลัย และพระอดีตพุทธะ ด้วยเทคนิคการเขียนภาพ ที่ใช้สีฝุ่นวรรณะเย็น ได้แก่ สีน้ำตาล สีเขียวคราม สีน้ำเงินเป็นหลัก โดยคุณค่าทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของศิลปกรรมนั้น อยู่ที่ช่างแต้มชาวพื้นเมืองชื่อ สิงห์ ได้เขียนสอดแทรกภาพการทอผ้า การสรงน้ำพระ (ฮดสง) การทำบุญตักบาตร และการละเล่นต่างๆ นับว่าเป็นวิถีชีวิตของคนอีสานอย่างแท้จริง

กรมศิลปากรยืนยันว่า สิมและฮูปแต้ม มีอายุเป็นร้อยปี จึงขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2536 อีกด้วยครับ

แม้ว่า...สิมและฮูปแต้มของทางภาคอีสาน จะเป็นเพียงงานศิลปะในท้องถิ่น ที่อาจแลดูไม่ค่อยสวยหรู สำหรับใครๆบางคน ที่ยังติดอยู่กับความสวยงาม ของงานช่างหลวงทางภาคกลาง แต่ทว่า...ในการถ่ายทอดเรื่องราว จากฝีมือช่างแต้มเหล่านั้น ได้มีความตรงไปตรงมา หรือมีความสดใสที่ไร้เดียงสา ทั้งยังเปี่ยมเต็มด้วยความศรัทธา และความตั้งใจอย่างจริงจัง สิ่งต่างๆเหล่านั้นเอง ได้เปรียบเสมือนสื่อสะท้อน ในความรู้สึกนึกคิด ความสามารถ และภูมิปัญญาคนแต่ก่อนแต่เก่า ที่นำมาเป็นหลักฐาน หรือเป็นบันทึกเรื่องราวในอดีตกาลของผู้คน ชุมชน และวัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนกระทั่งเรื่องราวของพุทธศาสนา ที่ให้น่าใส่ใจของผู้คนทางภาคอีสาน