สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์แรก

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

ก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตำแหน่ง พระภรรยาเจ้า ยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวในการเรียกขานแน่นอน มีแต่คำว่า พระอัครมเหสี ตำแหน่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตรงกับคำว่า Queen มาปรากฏเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ.2439 ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในกลุ่มพระภรรยาเจ้า

การสถาปนา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์แรกของสยาม มีพิธีอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2439 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เรียกว่า พระราชพิธีสโมสรสันนิบาต บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูตานุทูต เข้าเฝ้าฯเพื่อร่วมพิธี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกพร้อม สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี อาลักษณ์อ่านพระราชกำหนดผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ในมหาสมาคมครั้งนั้น จากข้อความในราชกิจจานุเบกษาที่ประกาศดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า คำว่า ควีน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลมาเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และได้ออกพระนามนี้เฉพาะพระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้น คำว่า ควีน หรือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ จึงได้กลายเป็นคำที่นำมาใช้ในสมัยหลังๆ ต่อๆมา จนถึงปัจจุบัน

ในรัชกาลที่ 6 หลังจากเฉลิมพระยศพระราชมารดา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบราราชินีนาถ ในหมายรับพระบรมราชโองการ แล้วตรัสสั่งให้จัดพระราชพิธีฉัตรมงคล พ.ศ.2453 และมีพระบรมราชโองการให้ออกนามพระบรมอัฐิสมเด็จพระอัครมเหสีในรัชกาลก่อนๆ โดยเปลี่ยนท้ายพระนามที่ลงท้ายด้วย มาตย์ อันเป็นชื่อขุนนางเจ้ากรมออก และเพิ่มคำว่า พระบรมราชินี ลงไปด้วย และที่พระบรมโกศจารึกพระนามว่า สมเด็จพระอมรินทรา บรมราชินี (สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1) สมเด็จพระสุริเยนทรา บรมราชินี (สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2) สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี (สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 4 ) ถือเป็นยุติตามพระบรมราชโองการ ตรัสสั่งว่า พระอัครมเหสีจะดำรงยศ สมเด็จพระบรมราชินี แต่ถ้าได้สำเร็จราชการ จึงเฉลิมพระเกียรติเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ดังเช่น สมเด็จพระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 6

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 จึงดำรงพระยศสมเด็จพระบรมราชินี เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 9 ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อคราวทรงพระผนวช จึงเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระองค์ที่ ๒ มีพระอิสริยยศเทียบเท่ากับ ควีนของประเทศตะวันตก

การที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้มีตำแหน่ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เทียบเท่ากับ ควีน เป็นครั้งแรก นอกจากจะเกิดจากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงมีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นเจ้าฟ้าชายพระองค์แรก แต่เป็นเจ้าฟ้าลำดับรองจาก สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ เจ้าฟ้าชายในรัชกาลที่ 5 พระองค์แรกที่เกิดจาก สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ครั้นเมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ สิ้นพระชนม์ จึงได้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ส่งผลให้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี อยู่ในระดับที่สูงกว่าพระภรรยาเจ้าองค์ใดๆ นอกจากนี้ ในสมัยนั้นการติดต่อกับชาติตะวันตกเป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งเชิงรุกและเชิงรับ การออกพระนาม และยศของเจ้านายฝ่ายใน นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่รัชกาลที่ 5ทรงพิจารณาโดยคำนึงเรื่องระดับชั้นพระเกียรติยศที่เทียบเท่ากับต่างชาติ เพื่อแสดงความมีอารยธรรมเสมอกัน

จึงมีการจัดลำดับของพระอัครมเหสีอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยตามธรรมเนียมปฏิบัติในการต้อนรับราชอาคันตุกะของพระมหากษัตริย์ของตะวันตก ผู้เป็นควีนจะเสด็จร่วมงานด้วยในโอกาสต่างๆ และในพิธีทางการทูต ขณะนั้นพบว่าการออกพระนามของพระอัครมเหสีค่อนข้างมีปัญหา ประกอบกับทรงมีพระมเหสีหลายพระองค์ การเปลี่ยนการออกพระนาม มาเป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี จึงนับเป็นสิ่งใหม่ และเป็นการเพิ่มพระเกียรติยศเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวีพระองค์เดียว อีกทั้งยังเป็นต้นแบบในการปฏิบัติมาถึงในสมัยปัจจุบัน

การเริ่มต้นใช้พระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ นี้ ยังถือเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์แต่แรกของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ออกพระนาม สมเด็จพระนางเจ้านำ และพระบรมราชินีต่อท้าย ซึ่งหมายถึงตำแหน่งควีนของตะวันตก โดยอาศัยปัจจัยสองด้านประกอบกัน คือ ด้านแรก การที่ต้องเสด็จประพาสยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ใน พ.ศ.2440 หลังจากเสด็จฯชวา พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี ในฐานะควีน และฝ่ายใน มีสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ตามเสด็จด้วย ใน พ.ศ.2439 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงหารือเรื่องคำเรียกโดยเฉพาะนี้ กับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ด้วย

มูลเหตุที่เป็นเครื่องตัดสินพระทัยให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ก็เนื่องมาจาก โครงสร้างอำนาจการเมืองในประเทศที่ศิวิไลซ์ขณะนั้น หลายประเทศมีพระราชาและพระราชินีเป็นประมุขราชอาณาจักร ทั้งสองพระองค์เสด็จเคียงคู่กันไปในที่ต่างๆเสมอ และพระราชา พระราชินี ตลอดจนพระราชวงศ์มีความหมายรวมถึงความเป็นชาตินั้นๆ ที่สำคัญคือ มหาอำนาจอังกฤษ ซึ่งมีแสนยานุภาพสูงสุดในยุโรปเวลานั้น มีผู้ปกครองเป็นผู้หญิง คือ สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย การให้มี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นใช้พระราชอำนาจของกษัตริย์ ก็จะเป็นการขับให้เห็นถึงความศิวิไลซ์ของสยามได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดอันดับพระอิสริยยศพระมเหสีจากเดิมที่ไม่เคยมีการทำ เนื่องจากสมัยนั้นไม่มีการสมรส ลำดับความสำคัญของพระมเหสีพระองค์ใดขึ้นกับการกำหนดของพระมหากษัตริย์ และการมีพระเจ้าลูกยาเธอชั้นเจ้าฟ้า ซึ่งจะสืบสิทธิ์ในราชบัลลังก์ได้ ก็เป็นประเด็นปัญหาที่ถูกนำมารวมอยู่ด้วย

การที่สยามมีการติดต่อกับต่างชาติมากขึ้น และเป็นความยุ่งยากในการกล่าวถึงพระมเหสีของกษัตริย์ตามธรรมเนียมปฏิบัติของพิธีการทางการทูต การสมาคม การติดต่องานราชการกับชาติตะวันตกได้อย่างเหมาะสม ทั้งจากฝ่ายขุนนางสยาม และชาวต่างชาติ

เมื่อมีการกำหนดพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งจะเคียงคู่กับพระมหากษัตริย์ในที่สาธารณะ ด้วยการมี Her Majesty Queen of Siam เป็นครั้งแรกของแผ่นดินสยาม จึงยังผลดี ทำให้ฐานะความเป็นอารยประเทศที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ พระมหากษัตริย์ ผู้สืบสิทธิ์ในราชบัลลังก์ ระบบการสืบราชสันตติวงศ์ และตำแหน่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีความสมบูรณ์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาถึง สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระราชโอรส ขณะทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดีว่า การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการควบคู่ไปกับตำแหน่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริขึ้น และร่างพระราชกำหนดด้วยพระองค์เองก่อนหน้าเป็นเวลา 3 เดือน โดยให้ใช้คำเรียกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ส่วนเวลาสำเร็จราชการ ให้ใช้ว่าซึ่งสำเร็จราชการต่างพระองค์เติมข้างท้าย ซึ่งทำให้ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ ถึงกับทรงรำพันว่า "สงสารเสด็จแม่นัก ไหนจะไม่สบายใจ ไหนจะหนัก แต่ดีก็ต้องทนเอา..."