รัก (ษ์) เกิดที่บ้านเก่า (๑) "เรือนหมอพร" อนุสรณ์รำลึกถึงกรมหลวงชุมพร

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

ทั้งที่รู้จักและอาจจะเคยสัญจรผ่านไปมาอยู่หลายครั้ง แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าภายในรั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์พณิชยการพระนคร บนถนนพิษณุโลก มีเรือนไม้หลังหนึ่งที่มีความเป็นมานับแต่พื้นที่แถบนี้ยังเป็นวังนางเลิ้งให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชมกันด้วย

สืบเนื่องจากได้ร่วมกิจกรรมเดินเท้าท่องย่านเก่า...สรรพ์สารศิลป์ ครั้งที่ ๒๔ ยลศิลป์อารามงามตา ทัศนาเรือนขุนนาง วังเจ้านาย เลียบรายย่าน "นางเลิ้ง" จึงทำให้ได้มาเยือน "เรือนหมอพร" อนุสรณ์สถานที่ยังเหลืออยู่ของวังนางเลิ้ง อดีตวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือที่ผู้คนในชุมชนนางเลิ้ง รวมถึงชาวจีนย่านสำเพ็งสมัยนั้นรู้จักพระองค์ท่านเป็นอย่างดีในนามของ "หมอพร" และ "เสด็จเตี่ย" เจ้าฟ้าผู้ให้การรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่คนทั่วไป โดยไม่คิดค่ารักษาหรือค่ายาอย่างใกล้ชิด

"จุดเด่นของบ้านเก่าคือความสวย เช่นเราจะเห็นการประดับประดาช่องลมที่ถึงจะเป็นลายพื้นๆ แต่เมื่อนำมาประกอบกันแล้วกลับดูสวยดีในความรู้สึก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเวลาที่ช่างออกแบบสร้างมาจะมีการใส่อารมณ์เข้าไปด้วยทำให้เวลามาดูบ้านเก่า เราจะเห็นถึงความตั้งใจของคนทำต่างกับปัจจุบันที่มักจะสร้างตามบล็อคทำให้ดูแล้วรู้สึกแห้งแล้งกว่า" 

จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม ให้ความเห็นขณะนำคณะเดินชมเรือนหมอพรที่มีประวัติว่าเดิมเป็นของ หม่อมเมี้ยน อาภากร ณ อยุธยา พระชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ปลูกสร้างอยู่ภายในพื้นที่ของวังนางเลิ้ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงซื้อที่ดินริมคลองเปรมประชากร พระราชทานแก่พระราชโอรสอันประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมดทั้งสองพระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส และได้พระราชทานเงินให้เพื่อสร้างวังอีก ๗๐๐ ชั่ง

วังนางเลิ้งได้ใช้เป็นวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ถึง พ.ศ.๒๔๖๖ ก็สิ้นพระชมม์ลงด้วยพระชนมายุเพียง ๔๓ ชันษา ต่อมาทายาทได้ขายวังให้กับกรมยุวชนทหารบก และใน พ.ศ.๒๔๙๑ ได้เปลี่ยนเป็นที่ตั้งของโรงเรียนพณิชยการพระนคร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้มีการรื้อถอนอาคารต่างๆออกไป เหลือเพียงเรือนไม้ที่เดิมเป็นที่พักของ หม่อนเมี้ยน อาภากร ณ อยุธยา ซึ่งถูกใช้เป็นทั้งร้านฝึกการค้าของนักเรียน และเรือนพยาบาลของโรงเรียน จนเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาเสด็จฯ ไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้มีรับสั่งถามว่า

"ยังมีสิ่งใดที่ในสมัยเป็นวังหลงเหลืออยู่บ้าง" ศาสตราจารย์ธรรมนูญ อัคคพานิช ผู้อำนวยการในขณะนั้นได้กราบบังคมทูลว่า "ยังมีเรือนหลังหนึ่งอยู่" จึงได้มีพระราชกระแสว่า "ให้อนุรักษ์ไว้" ทางสถาบันจึงได้ดำเนินการปรับปรุงและตั้งชื่อว่า "เรือนหมอพร" ก่อนยกฐานะเป็นศูนย์วัฒนธรรม วิทยาเขตพณิชยการพระนคร สถาบันราชมงคลเฉลิมพระเกียรติ ในปี ๒๕๔๒ จวบจนเมื่อมีการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายเรือนด้วยเทคนิคการยกเรือนไม้ทั้งหลัง โดยไม่มีการรื้อตัวเรือนแต่อย่างใด มาอยู่ในตำแหน่งบริเวณสนามหญ้าด้านหน้าอาคาร ๑ และบูรณะเป็น "พิพิธภัณฑ์เรือนหมอพร" พร้อมกันนั้นยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรแล้วด้วย

จากภายนอกที่เห็นเรือนหมอพรเป็นบ้านไม้สองชั้นอายุกว่าร้อยปีสไตล์นีโอ-คลาสสิค แต่ได้ดัดแปลงให้เข้ากับภูมิอากาศในเขตร้อนด้วยการสร้างเป็นเรือนไม้ อันเป็นลักษณะที่เริ่มแพร่หลายเข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่นิยมสร้างกันในหมู่คหบดี ขุนนาง และชนชั้นกลางทั่วไป

"เราได้ยินคำว่า นีโอ-คลาสสิคกันบ่อย แต่ไม่ค่อยมีคนอธิบายให้เข้าใจ ความจริงคำว่า นีโอ-คลาสสิคเป็นคำเรียกรวมๆ หมายถึงการนำศิลปะของกรีกโรมัน ซึ่งฝรั่งถือว่าเป็นศิลปะชั้นสูง เป็นของคลาสสิคของเขากลับมาใช้อีกรอบ เหมือนกับคำว่าศิลปะยุคฟื้นฟู หรือเรอเนสซองส์ แต่คนทั่วไปยังเข้าใจว่าจะต้องนำรูปแบบกรีกโรมันมาใช้ทั้งหมด จริงๆแล้วไม่จำเป็น เพราะว่ารูปแบบนั้นมันตกยุคไปแล้วเลยต้องมีการปรับประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะของยุโรปกับของเราจะต่างกันในแง่รายละเอียด ด้วยเงื่อนไขเรื่องวัสดุ ภูมิอากาศ ความนิยม และอีกหลายๆอย่างซึ่งมีผลต่องานศิลปะค่อนข้างมาก เช่น เมืองนอกเป็นเมืองภูเขาจะมีอิฐมีปูนเยอะ แต่บ้านเราอุดมไปด้วยไม้ วิศวกรและสถาปนิกจึงนำรูปทรงและลวดลายที่เป็นแบบศิลปะตะวันตกเข้ามาใช้อีกครั้งด้วยวัสดุใหม่ที่มีในพื้นที่ เราถึงเรียกการทำขึ้นใหม่นี้ด้วยคำว่า 'นิว' หรือ 'นีโอ' เพราะฉะนั้นคำว่า 'นีโอคลาสสิค' ในที่นี้ก็คือการนำศิลปะจากตะวันตกเข้ามาปรับใช้ในสยาม ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นที่เป็นนิยมมาก"

เกริกเกียรติ ไพบูลย์ศิลป และ ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล วิทยากรร่วมอีก ๒ คน ช่วยกันอธิบายคำเฉพาะที่ชาวคณะยังไม่ค่อยเข้าใจกระจ่างนัก

อีกเรื่องที่มีคนสงสัยกันมากคือ เรื่องการเลือกสีทาอาคาร เช่นเรือนหมอพรที่เป็นสีฟ้าน้ำทะเล ทำไมจึงไม่เป็นสีขาวหรือสีไข่ไก่อย่างที่เคยเห็นกันตามอาคารเก่าทั่วไป คำถามนี้คุณจุลภัสสรมีคำตอบให้

"ลองนึกภาพนะครับในยุคที่มีการสร้างอาคารแบบตะวันตกในสยาม บ้านเราเป็นเมืองร้อน ถ้าใช้สีที่ไม่ค่อยสว่างก็จะดูดแสงทำให้ยิ่งอบยิ่งร้อนมากขึ้น ดังนั้น เขาจึงต้องทาสีให้สว่างแบบทางเมดิเตอร์เรเนียนที่ยิ่งสว่างยิ่งมีผลกับการผลักแสงออกทำให้บ้านไม่ร้อน แต่ที่คนสมัยนี้ดูแล้วไม่ชินว่าทำไมอาคารเก่าถึงทาสีฉูดฉาด ทำไมไม่เป็นสีขาวหรือสีไข่ไก่อย่างที่เราคิดว่าเป็นสไตล์คลาสสิคล่ะ เหตุผลก็เพราะว่าในช่วงที่มีการบูรณะกรุงเทพฯ ครบ ๒๐๐ ปี วิศวกรสถาปนิกทั้งหลายมองว่า ถ้าทาสีฉูดฉาดจะดูขัดกับสภาพเมืองในปัจจุบัน ตึกเก่าจึงควรมีการคุมโทนสีและใช้สีอ่อน เช่น สีขาว สีงาช้าง หรือสีไข่ไก่แทนเลยทำให้เราเข้าใจกันไปแบบนั้น ทั้งที่จริงแล้วพอช่างซ่อมมาขูดสีดู อย่างตึกของกรมแผนที่ทหารที่ตอนนี้เห็นว่าทาสีแดงเลยก็เพราะสีดั้งเดิมเป็นแบบนั้น และเท่าที่ผมตามค้นดู สีชั้นแรกๆ ที่ทารู้สึกจะเป็นสีฟ้าด้วยซ้ำ เพียงแต่เรื่องการตรวจชั้นสี บ้านเราทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสภาพอากาศแบบร้อนชื้นทำให้ปูนดันชั้นสีออกจนบางครั้งหาชั้นสีดั้งเดิมไม่เจอ แล้วอีกอย่างบ้านเราพอสีลอกมักจะทาทับไปจนหนาทำให้ตัวชั้นสีล่างสุดเสียไปด้วย เพราะว่าโดนผสมไปแล้ว"

และจากประวัติช่วงหนึ่งตามที่ได้กล่าวถึงแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้เรือนหมอพรต้องถูกเคลื่อนย้ายไปตั้งในตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสม สง่างาม และไม่ถูกบดบังทัศนียภาพของตัวเรือน เหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ก็เป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่ปะปนด้วยเรื่องชวนฉงน ดังที่เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ได้มีรายงานข่าวเอาไว้เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ว่า

"...อาจารย์ธเนศ วีระศิริ อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ปรึกษาในการเคลื่อนย้ายเรือนหมอพรเปิดเผยว่า 'การเคลื่อนเรือนเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานด้านฐานรากกับโครงสร้าง และความรู้ในเชิงแมคคานิกส์ (การถ่ายแรง) ซึ่งเราได้นำเอารางเหล็กสอดเข้าไปใต้เรือนหมอพร ใส่ล้อที่สั่งทำเป็นพิเศษ แล้วจึงเริ่มดำเนินการเคลื่อนย้าย ใช้เวลาประมาณ ๓ วันจึงเสร็จสิ้น ส่วนระยะทางที่ใช้ในการเคลื่อนเรือนครั้งนี้ประมาณ ๗๘-๘๐ เมตร ซึ่งน่าจะเป็นระยะทางที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยมีการเคลื่อนย้ายโบราณสถานมาครับ'

เมื่อการเคลื่อนย้ายมาถึงปลายทาง ทีมงานผู้ดำเนินการต้องยกเรือนหมอพรขึ้นด้วยความสูง ๘๐-๙๕ เซนติเมตร เพื่อวางลงบนแท่นปูนที่หล่อเอาไว้ จากนั้นจึงจะทำการเชื่อมตัวเรือนให้ติดกับแท่นต่อไป

...สำหรับการเคลื่อนย้ายเรือนหมอพรมายังสถานที่ใหม่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ และเป็นที่โจษจันในหมู่พนักงานผู้ดำเนินการเคลื่อนย้ายด้วย โดยในช่วงกลางคืนของคืนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม มีลมพายุรุนแรงพัดเข้าหาตัวบ้านจนกระทั่งสังกะสีในบริเวณใกล้เคียงปลิวว่อน และรั้วเหล็กล้ม แต่ตัวบ้านกลับโยกเพียงเล็กน้อย และกลับมาตั้งในตำแหน่งเดิมโดยที่ไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด..."

ปัจจุบันเรือนหมอพรถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพระประวัติ รวมทั้งภาพถ่าย และเครื่องใช้ประจำพระองค์ต่างๆ อาทิ ฉลองพระองค์ทหารเรือ พระมาลาอินทรธนู หีบเหล็กสำหรับเก็บข้าวของเครื่องใช้ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย กี๋ (ถาดไม้วางถ้วยชาม) และที่น่าชมอย่างยิ่งคือ เครื่องมือแพทย์ ได้แก่ ที่ปั๊มยา เครื่องบดยา หินบดยาพร้อมลูกบิด ตะแกรงร่อนยา หูฟัง อับแก้วเจียระไน โกร่งบดยาขนาดใหญ่ โกร่งราง โดยสิ่งของเหล่านี้ได้รับการบริจาคจากผู้เคารพศรัทธาพระองค์ท่านเกือบทั้งสิ้น ที่นี่จึงนับเป็นอีกหนึ่งสถานที่แห่งความทรงจำที่สะท้อนให้เห็นถึงพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ "หมอพร" ที่ยังคงอยู่ในใจของผู้คนอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย