"นราธิวาส" สดใส มองมุมใหม่ด้วยใจชื่นชม ร้อยใจ 100 ปีเมืองนราฯ ชีวิตชีวาป่า

"ฮาลา-บาลา" สืบสาน "งานบุญบั้งไฟ" หนึ่งเดียวในปักษ์ใต้
ที่นี่รายการตะวันหรรษา

"นราธิวาส" เมืองงามชายแดนภาคใต้ เติมเต็มสีสันสดใสและความมีชีวิตชีวาให้ประเทศไทย ผู้คนยิ้มแย้มน่ารักทักทายผู้มาเยือนด้วยคำว่า "ซาลามัต ดาตัง" (ยินดีต้อนรับ) ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่พร้อมเป็นมิตรกับทุกคน ทำให้อุ่นใจ เมื่อได้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ "สายธารสามอารยธรรม"

ททท.สำนักงานนราธิวาส ร่วมกับ สายการบินไทยสมายล์ นำสื่อมวลชนร่วม "งานร้อยใจ 100 ปีนราธิวาส" และ "งานบุญบั้งไฟหนึ่งเดียวในปักษ์ใต้" สำรวจแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน ของกินของว่างหลากรส เมื่อมาแล้วต้องห้ามพลาด เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบิน WE 291 เวลา 13.55 น. ถึงท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 15.30 น. ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 35 นาที วิภาณี เติมศรีรัตน์ เป็นผู้ประสานงาน

เช็คอินที่โรงแรมอิมพีเรียล นราธิวาส ฝั่งตรงข้ามมีร้านโรตีบังลี เลือกชิมลิ้มลองตามอัธยาศัย ย่ำค่ำร่วมพิธีเปิดงานร้อยใจ 100 ปีนราธิวาส มีการแสดง แสง สี เสียง และสื่อผสมชุด "100 ปีนราธิวาส ร้อยใจชาวนราฯ" การแสดงโขนกรมศิลปากร รำมโนราห์ ดีเกฮูลู เชิดสิงโต ฯลฯ ที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ

อะหมาน หมัดอะดัม ผู้อำนวยการ ททท.นราธิวาส (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) เปิดเผยว่าการจัดงานฉลอง 100 ปีนราธิวาส นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนาม นราธิวาส มีกิจกรรมการแสดงและจำหน่ายของดีเมืองนราฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ร่วมกับงานกาชาดประจำปี 2558

"ททท.เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวในพื้นที่ส่วนกลาง และในภูมิภาคเดียวกัน เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยให้เข้ามาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำเสนอความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว เทศกาลงานประเพณีในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวในกรุงเทพฯ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ เสนอขายแพ็คเกจท่องเที่ยว"

บ้านบางนรา (มะนารอ) ชุมชนริมทะเล ได้พัฒนาเป็น ตำบลบางนรา ในมณฑลปัตตานี การค้าคึกคักทั้งทางบกและทะเล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ ทรงพระราชทาน พระแสงศาสตรา และพระราชทานนาม "นราธิวาส" แปลว่า ที่อยู่ของคนดี ไว้เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2458

จังหวัดมีคำขวัญว่า "ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา บาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน" และหนึ่งในของดีเมืองนราฯ คือ พันธุ์ไม้เด่นประจำถิ่นเรียกว่า ย่านดาโอ๊ะ ใบปกคลุมด้วยขนกำมะหยีสีทอง สะท้อนประกายทองแดงเหลือบรุ้งงามยามต้องแสงแดด เป็นที่มาของชื่อ ใบไม้สีทอง นิยมนำมาใส่กรอบมอบเป็นของที่ระลึก พบครั้งแรกในป่า อช.บูโด-สุไหงปาดี เมื่อ พ.ศ.2531

วันที่สอง สักการะ "พระพิฆเนศ" องค์สีชมพู ปางนั่งประทานพร เทพเจ้าศิลปะและขจัดอุปสรรค หน้าตักกว้าง 7 เมตร สูง 16 เมตร สวยที่สุดในประเทศไทย สร้างตามจินตนาการช่างปั้น พวงมาลัยพระศองามดั่งดอกไม้สด ไปวัดเขากง สักการะ "พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล" องค์สีทอง ประทับนั่งปางปฐมเทศนาขัดสมาธิเพชร ศิลปะสกุลช่างอินเดียตอนใต้ งดงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เป็นศูนย์รวมใจของประชาชน

ชมสาธิตทำผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติค เรือกอและ (จำลอง) หัตถกรรมงานกระจูดและปาหนัน คำว่า บาติค เป็นภาษาชวาเรียก ผ้าย้อมสี การทำผ้าบาติคอาศัยเทคนิค "การวันสีด้วยเทียน" โดยใช้ "จันติง" เป็นเครื่องมือจุ่มเทียนไขเหลว แล้ววาดลายลงบนผืนผ้า สีติดเฉพาะส่วนที่ไม่ลงเทียนและสีจะติดซึมไปตามรอยแตกของเทียน เกิดเป็นลวดลายสวยงาม หลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีการทำผ้าบาติคมาแล้วกว่า 2,000 ปี

มื้อกลางวันได้ลองชิม ข้าวเหนียวปลาทอด อาหารพื้นเมืองนราฯ ข้าวเหนียวนึ่งโรยหน้าด้วยถั่วแดงกับมะพร้าวขูด รสชาติหวานมัน ทานคู่กับ ปลาสะละแยชุปแป้งทอด รสชาติเค็มนิดๆ ทานได้เพลินๆ

ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดนราธิวาส ชมขั้นตอนการเลี้ยงตัวไหม การผลิตเส้นไหม ทอผ้า แปลงปลูกต้นหม่อน ชิมผลหม่อนสด น้ำลูกหม่อน เพื่อส่งเสริมให้เป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ฟื้นฟูสภาพจิตใจเกษตรกรภาคใต้ตอนล่าง ให้เกิดความรักความสามัคคีในชุมชน ผู้สนใจติดต่อขอรับ กล้าต้นหม่อนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ที่โทรศัพท์ 0-7353-0903

นั่งรถราง สืบสานตำนาน 100 ปี มือนารอ (มะนารอ) มัคคุเทศก์น้อยได้ให้ข้อมูลใหม่ว่าชื่อเมืองมีความหมายว่า "ที่อยู่อันยิ่งใหญ่ของประชาชน" สถานที่สำคัญ ได้แก่ รูปปั้นช้างคู่ จวนผู้ว่าฯโรงเรียนนราสิกขาลัย อนุสรณ์สถานนกสื่อสันติภาพ พลับพลาที่ประทับ เขื่อนท่าพระยาสาย ตึกชิโนโปรตุกีส มัสยิดยุมอียะห์ หอนาฬิกา สุสานพระยาภูผาภักดี ศาลากลางฯ (หลังเก่า) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สามศาสนา ไทย-จีน-ฮินดู (มุสลิม) "เขามงคลพิพิธ-ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่-พระพิฆเนศ" ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

รูปปั้นช้างเผือก "พระศรีนรารัฐราชกิริณี" สมบูรณ์ด้วยมงคลลักษณะถูกต้องตามตำราพระคชลักษณศาสตร์ ในตระกูล พรหมพงศ์ ต้นปี 2519 ชาวนราฯพร้อมใจน้อมเกล้าฯถวายลูกช้างพัง "จิตรา" เพื่อเป็นพระราชยานพานหะคู่พระบารมีตามโบราณราชประเพณี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชน์ช้างสำคัญเชือกนี้ ในวันที่ 23-25 สิงหาคม 2520 ทรงพระราชทาน เหรียญการขึ้นระวางสมโภชน์ช้างเผือกแก่ชาวนราธิวาส ด้านหลังของเหรียญใต้ฐานรูปช้าง มีอักษร "จ.นราธิวาส ส.ค. 2520"

"ช้างจิตรา" พบที่บริเวณเทือกเขากือซาตอนใต้แนวเขาสันกาลาคีรี ตำบลจะแนะ ได้ขึ้นระวาง นามเต็มว่า "พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดีโรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์ อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณีพิทักษ์ คุณารักษกิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้า" ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ และยืนโรงอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร

บันทึกภาพชายหาดและโค้งอ่าวสลับโขดหิน วนอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ป่าชายหาด สวนรุกขชาติ ทิวสนร่มรื่น ทรายสีน้ำตาลอ่อน พันธุ์ไม้ทนแล้ง อาทิ เตยทะเล (คล้ายผลสับปะรด) ต้นมะนาวผี เป็นต้น มื้อค่ำสำราญ ร้านลำปำ เมนูเด่น น้ำบูดูใส่เนื้อปลาย่างกับผักพื้นถิ่นอร่อยง่ายๆ ได้สารอาหารแคลเซียมจากปลาทะเลและผักสด ภูมิปัญญาอาหารที่ทำให้ชาวปักษ์ใต้แข็งแรง

วันที่สาม ข้ามสะพานคอย 100 ปี ระยะทาง 345 เมตรก็ถึง "เกาะยาว" ชาวเกาะส่วนใหญ่เป็นมุสลิม อาชีพประมงและทำสวนมะพร้าว ด้านตะวันออกติดทะเล หาดทรายสีน้ำตาลทองงามแปลกตา "สะพานคอย 100 ปี" ชาวบ้านสัญจรไปมาบน สะพานคอนกรีต เคียงคู่ขนาน สะพานไม้ สร้างด้วยไม้ท่อนวางเรียงแล้วตอกด้วยตะปู นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ และเดินชมทัศนียภาพเหนือแม่น้ำ ทุกก้าวราวกับผจญภัย เดินไปลุ้นไป มองผ่านช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ เห็นผิวน้ำมีปลาแหวกว่าย เป็นประสบการณ์ทดสอบกำลังใจ

วัดชลธาราสิงหา "วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย" มีเหตุการณ์สำคัญสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลอังกฤษยึดมลายู และได้ตกลงกับไทยเพื่อทำการปักปันเขตแดนไทยกับมลายู อังกฤษสำรวจเขตแดนเข้ามาถึงบ้านปลักเล็ก ซึ่งอยู่เลยวัดเข้ามาอีก 25 กิโลเมตร พระองค์ทรงทักท้วงและให้ฝ่ายอังกฤษพิจารณาในหลักเหตุผลว่า วัดแห่งนี้เป็นวัดไทย มีศิลปะโบราณสถาน เป็นมรดกทางพุทธศาสนา ดินแดนนี้จึงควรอยู่ภายใต้การพิทักษ์รักษาของแผ่นดินไทย

เหตุการณ์บันทึกว่าสยามยอมเสียดินแดนให้แก่อังกฤษ 4 รัฐ กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และเปอร์ลิส พร้อมด้วยหมู่เกาะใกล้เคียง เขตแดนรัฐกลันตันสมัยนั้นอยู่ที่ บ้านสะปอม (อำเภอเมือง อำเภอตากใบ) ซึ่งจะพ่วงเอาอำเภอตากใบ อำเภอแว้ง อำเภอสุไหงปาดี สุไหงโก-ลก เข้าไปด้วย นับว่าเราเสียเปรียบมากเกินไป

โบสถ์โบราณ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นปักษ์ใต้ พระประธานปิดทองทั้งองค์จนไม่เห็นลักษณะเดิมที่พระโอษฐ์แดง พระเกศาสีดำ ประดิษฐานอยู่บนบุษบก และมีพิพิธภัณฑ์ฯให้ศึกษาเรียนรู้

มื้อกลางวัน สวนอาหารนัดพบยูงทอง รสจัดปักษ์ใต้แท้ น้ำบูดูใส่เนื้อปูกับผักสด ใบเหมียงผัดไข่ ผัดสะตอกุ้ง จากนั้นเดินทางผ่านอำเภอสุไหงโก-ลกไป อำเภอแว้ง แวะเข้าร้านมะดอร์สะเต๊ะแว้ง ชิม "สะเต๊ะไก่กับข้าวอัด" พร้อมน้ำจิ้มและอาจาด มี "ข้าวอัด" เป็นจุดเด่น ทำจากข้าวที่เคี่ยวแล้วอัดทับเป็นก้อนแข็ง มื้อค่ำ และเช็คอินที่ "โก-ลก กอล์ฟคลับและรีสอร์ท" น่ารักน่าพัก ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ สบายๆ

วันที่สี่ เดินทางไป เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา 5แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย พื้นที่ 270,725 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ทิวเขาสันกาลาคีรี "ป่าฮาลา" และ "ป่าบาลา" ป่าดงดิบที่ไม่ต่อเนื่องกันแต่ได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเดียวกัน ป่าฮาลาอยู่ในเขต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส โดยส่วนที่เปิดให้เข้าไปศึกษาธรรมชาติได้ จะเป็นพื้นที่ ป่าบาลา ครอบคลุม อำเภอแว้ง และ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส

ถนนทางหลวงหมายเลข 4062 (ถนนสายความมั่นคง) ตัดเส้นทางผ่านไปตามเทือกเขาสันกาลาคีรี ทำให้เข้าถึงพื้นที่ป่าง่ายขึ้น เริ่มจากบ้านบูเก๊ะตา อำเภอแว้ง ตัดผ่านป่าบาลา ไปสิ้นสุดที่บ้านภูเขาทอง อำเภอสุคิริน ระยะทาง 18 กิโลเมตร สองข้างทางมีสภาพเป็นป่าดงดิบที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย บริเวณต้นไทรเป็นจุดชมสัตว์ป่า จะมากินลูกไทร และมีจุดชมทะเลหมอก ใกล้หน่วยพิทักษ์ภูเขาทองอยู่ริมถนนสายนี้

จากจุดนี้เดินไป 100 เมตร พบต้นสมพงยักษ์ (กะพง) เส้นผ่ารอบวง 25 เมตร ความสูงของพูพอน (ส่วนโคนต้นเป็นปีกแผ่ออกไปรอบๆ) นำมาทำไม้จิ้มฟันไม้ขีด ต้นยวน ไม้ยืนต้นวงศ์ถั่วสวยเด่นสะดุดตาด้วยผิวเปลือกขาวนวล สูงได้ถึง 65-70 เมตร สูงเป็นอันดับสามของโลก รองจากต้นเรดวูด และยูคาลิปตัส นำไปทำเฟอร์นิเจอร์ ต้นสยา ในวงศ์ยางไม้เด่นของป่าฮาลา-บาลา เป็นแหล่งทำรังของนกเงือก

นกเงือก ดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า พบเก้าในสิบสองชนิดในประเทศไทย ได้แก่ นกเงือกปากย่น นกเงือกชนหิน นกแก๊ก นกกก นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกเงือกหัวแรด นกเงือกดำ นกเงือกกรามช้าง ฤดูกาลที่เหมาะสมแก่การศึกษาธรรมชาติ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน ผู้ที่มีความประสงค์เข้าพื้นที่ฯ ต้องทำหนังสือแจ้งล่วงหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ดูที่เว็บไซต์ www.dnp.go.th

มาถึง บ้านโนนสมบูรณ์ ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน สถานที่จัดงาน ประเพณีบุญบั้งไฟตำบลภูเขาทอง ครั้งที่ 36 เพื่อสืบสานเอกลักษณ์ของชาวอีสาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาส ตามวิถีชีวิตที่ดีงาม และความเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูทำนา จะต้องจุด "บั้งไฟ" ขึ้นไปบูชาพญาแถน (เทวดา) บนฟ้า เพื่อให้ฝนตกลงมา สิทธิชัย ศักดา รอง ผวจ.นราธิวาส ประธานในพิธีฯ ขบวนนางรำเซิ้งงามตามแบบอีสาน นำขบวนแห่บั้งไฟตระการตา ร่วมเชียร์การประชัน จุดบั้งไฟล้าน-บั้งไฟแสน ที่จากมาจากหมู่บ้านต่างๆ

งานบุญบั้งไฟหนึ่งเดียวในปักษ์ใต้ เกิดจากชาวอีสานย้ายถิ่นฐาน เข้ามาอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองสุคิริน (พ.ศ. 2518) จัดครั้งแรกที่บ้านไอร์ปาโจ ปี 2522 ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนผลไม้ ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ และเกษตรกรรมอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ เหมืองทองโต๊ะโม๊ะ ศาลเจ้าแม่โต๊ะโม๊ะ เนินพิศวง ถ้ำผีเสื้อ ล่องแก่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา

กลับเข้าตัวเมืองเติมพลังมื้อกลางวัน ร้านริมน้ำ ชมแม่น้ำบางนราฯ มีปลาปักเป้ามาว่ายวนชมเพลิน เมนูจานเด่น น้ำบูดูใส่เนื้อปูกับผักมากมาย ชมขั้นตอนการทำ ข้าวเกรียบปลา (ข้าวเกรียบสดทอด เมาะซู) ใกล้สะพานทางเข้าชายหาดนราทัศน์ ชิม-ชม-แช๊ะ-ช็อปของฝากคนรู้ใจ ชายหาดนราทัศน์ ทรายขาวสะอาดยาวประมาณ 4 กิโลเมตร บริเวณปากน้ำ-บางนรา ชมสีสันของเรือกอและแล่นออกทะเล ลวดลายงานศิลป์ถิ่นปักษ์ใต้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ หมู่บ้านชาวประมงสะท้อน "วิถีชีวิตคนเล" คลื่นทะเล และสายลม

เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบินไทยสมายล์ เที่ยวบิน WE 292 เวลา 16.05 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 17.40 น. การเปิดเส้นทางบินตรงไปกลับกรุงเทพฯ-นราธิวาสทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน เป็นการเพิ่มทางเลือก เพิ่มความสะดวกให้ผู้โดยสารจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียง โอกาสทางการตลาดดี และมีคู่แข่งน้อย ส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ผู้สนใจบัตรโดยสารราคาพิเศษ ดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.thaismileair.com หรือศูนย์บริการ 0-2118-8888

หลากหลายมนต์เสน่ห์แดนใต้ ยังคงซ่อนไว้ที่ "นราธิวาส" มีให้ชมได้เฉพาะในจังหวัดนี้เท่านั้น การเปิดใจเปิดโอกาสให้กับตนเอง ด้วยการ "มองมุมใหม่" และด้วยใจที่ชื่นชม จากประสบการณ์นำไปสู่ความทรงจำ ไม่ว่าจะมุมใดก็ย่อมงดงาม พร้อมก้าวเดินไปแสวงหา "คุณค่า" งดงามเหนือกาลเวลาด้วยกันมั้ยคะ