เพราะคิดถึง...จึงกลับมา

บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 4 : Okarito & Whataroa ถิ่นฐานของนกกระสาขาว : White Heron

ในวันที่เก้าของการเดินทาง หลังจากดื่มด่ำความสวยงามแบบลึกซึ้ง ลึกลับของอ่างน้ำสีฟ้าใสขนาดยักษ์ที่ Hokitika George แล้ว เราย้อนกลับไปเที่ยว Lake Kaniere ซึ่งผ่านมาก่อนเข้าไปชม Hokitika George และต้องขับรถย้อนไปเข้าไปอีก 12 กิโลเมตร มีที่พัก 2-3 แห่ง รวมทั้ง homestay ชื่อ "Pa Kea" "Kaniere Lodge" เส้นทางที่ผ่านช่วงนี้ เห็นเกษตรกรชาวกีวีใช้ยางรถยนต์เก่าวางสุมเป็นกอง แต่เค้าไม่ได้ใช้ในวัตถุประสงค์อื่นนะ เค้าใช้วางทับแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่ที่ใช้คลุมอะไรบางอย่าง ที่เราคิดเองว่า น่าจะเป็นพวกหญ้าแห้งสำหรับปศุสัตว์ในฤดูหนาว

ใช้เส้นทางสายรอง ผ่านเมือง Woodstock, Rimu เพื่อไปยัง Lake Mahinapua ซึ่งเป็นทะเลสาบที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง แต่เราบุกบั่นมาที่นี่มิใช่เป็นเพราะทะเลสาบสวยเพียงอย่างเดียว หากเป็น "Bell Bird Walk" ต่างหาก...ชื่อที่แสนไพเราะชวนให้ค้นหา

ก่อนถึง Lake Mahinapua ลองแวะเข้าไปดูสถานที่เที่ยวแห่งใหม่ของ Hokitika คือ Tree Top การผจญภัยยอดไม้ ประสบการณ์ชีวิตกับการดูนกบนความสูงระดับยอดไม้ บน Hokitika Tower แฟลตฟอร์มเหล็ก สูง47 เมตรเหนือพื้นป่า และมีทางเดินลอยฟ้ายาวกว่า 450 เมตรสูง 20 เมตร ชมทิวทัศน์อันงดงามของหิมะปกคลุมเทือกเขา Southern Alps และทะเล Tasman แต่เราไม่ได้เข้าชมด้านใน เพราะประเมินดูแล้วไม่ค่อยคุ้ม ประกอบกับ ค่าตั๋วสนนราคาไม่ถูก 38 เหรียญต่อคน คิดเป็นเงินไทยตอนที่ผู้เขียนไป ก็ราวๆคนละ 1,000 กว่าบาท ที่นี่มีร้านอาหารบริการด้วย บรรยากาศดีทีเดียว คือ Tree top walk & caf?

ไปถึง Lake Mahinapua ราวบ่ายสองโมง ทางเข้าอุทยานแห่งชาติ Lake Mahinapua ที่แยกเข้าไปจากถนนใหญ่ร่มรื่นเขียวครึ้มมาก เข้าไม่ไกล บริเวณโดยรอบ เป็นลานกว้าง แบ่งเป็น 3 บริเวณ คือ บริเวณให้ รถเก๋ง หรือ รถเล็กจอด บริเวณตั้งแคมป์ และบริเวณสำหรับรถบ้าน มีห้องน้ำ และก๊อกน้ำไว้บริการในจุด camping ก่อนอื่นต้องเติมพลังก่อน อาหารกลางวันในยามบ่ายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ ยึดโต๊ะริมทะเลสาบตัวที่อยู่ในร่มเงาไม้ ขณะที่ครอบครัวฝรั่งเขาสนใจโต๊ะกลางแดด ครอบครัวนี้น่ารักมาก มีลูกน้อย 2 คนวิ่งไล่จับกันกลางแดดอุ่น ส่วนสุนัขที่มาด้วยนอนรออย่างสงบอยู่ใต้โต๊ะ อ้าว! อ๋อ! มันโดนล่ามกับโต๊ะ

Park ในนิวซีแลนด์จะมีอยู่แทบทุกเมือง เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในเมือง เราแวะไปเที่ยวสวนสาธารณะกันหลาย Park บางแห่งก็ตั้งใจไปเที่ยวชมโดยตรง แต่บางแห่งก็แค่เข้าไปเพื่อใช้เป็นสถานที่รับประทานอาหารกลางวัน เพราะในสวนสาธารณะจะมีโต๊ะ มีร่มไม้ใหญ่ มีถังขยะ และมีห้องสุขา

เสร็จภารกิจเรื่องปากท้อง เป็นการเดินสำรวจบริเวณรอบ Lake Mahinapua ทะเลสาบเล็กๆ แลดูเหมือนบึงก็ใช่ เป็นทะเลสาบอันเงียบสงบกว่า เมื่อเทียบกับ ทะเลสาบ Kaniere น้ำใน Lake Mahinapua นิ่งสนิท จนสะท้อนภาพภูเขาสูงที่รายล้อมทะเลสาบได้งดงาม ชัดเจนราวภาพที่สะท้อนจากกระจกเงาชั้นดี มี Campground สำหรับนักท่องเที่ยวค้างแรมด้วย เป็นของ DOC หรือ Department of Conservation มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่ Basic, Backcountry, Standard ซึ่งแต่ละแห่งจะมีการกำหนดค่าบำรุงสถานที่ต่อคนเอาไว้ ประมาณ 5-6 เหรียญ บางที่ก็ใช้ฟรีได้ โดยมีกล่องเตรียมไว้ให้หยอดเงิน ณ จุดที่พักนั้น ถือหลักเชื่อใจกัน มีห้องสุขา และก๊อกน้ำให้บริการพร้อมเช่นกัน Lake Mahinapua เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งทีเดียว ดูจากกิจกรรมผจญภัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือคายัคชมความงามของทะเลสาบ หรือการเดินชมธรรมชาติ มี Track สั้นๆ อยู่ 2-3 เส้น เช่น Jum Michel Track ต้องเดินไป 20 นาที Mahinapua walkway, Mananui Bush and Beach walk เดินไปกลับ 20 นาที และ Bell Bird Loop Walk ที่เรามุ่งมาหา ระยะทาง 1 กิโลเมตร เดินเป็นวงกลม 20 นาที จากการสังเกตเส้นทางเดินของนิวซีแลนด์พบว่า จะมีเส้นทางเดินหลายแบบ บางแห่งใช้คำว่า track บางแห่งใช้คำว่า walk บางแห่งใช้คำว่า Loop Walk ไอ้คำว่า Loop Walk พอเข้าใจว่าทางเดินมันเป็นวงกลม เดินไปกลับไม่ซ้ำทางเดิม ส่วน track กับ walk ไม่รู้?...ความแตกต่าง เราไม่รอช้า ไม่มีเวลามากพอที่จะเดินชมทิวทัศน์เส้นทางอื่น มุ่งสู่เป้าหมายของเรา "Bell Bird Loop Walk" ที่ฟังชื่อแล้ว...โอ้โฮ!! ต้องลอง ใช้เวลาเดินไปกลับไม่นาน แค่ 20 นาทีเอง เป็นทางเดินแบบ loop คือเป็นเส้นทางวงกลม ทางเดินร่มรื่นสมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติของ Wetland หรือป่าชุ่มน้ำ ต้นมอส เฟิร์นขึ้นเขียวชอุ่มเต็มสองข้างทาง เราได้ยินเสียงนกร้อง ไม่กี่ตัว ค่อนข้างผิดหวัง คาดจากชื่อเส้นทางว่าจะได้ยินเสียงนกร้องเซ็งแซ่ เดิน 20 นาทีจริงมาโผล่อีกทาง...ใกล้กับทางเข้า ที่นี่เขาเก่ง สามารถสร้างทางเดินที่ดูเหมือนเดินเข้าไปเรื่อยๆ แต่กลับมาโผล่อีกทีตรงใกล้ทางเข้า แต่ก็ดี ทำให้ไม่เบื่อในการเดินย้อนเส้นทางเดิม

เฮ้อ!! แต่ถือว่าเราได้ทำสิ่งที่อยากทำแล้ว "Bell Bird Loop Walk" เส้นทางสายเสียงเพลงแห่งมวลวิหค

เราเดินทางกลับไปสู่เส้นทางสายหลัก ทางหมายเลข 6 ที่เมือง Ross เป้าหมายของเราในคืนนี้ คือไปค้างคืนที่ Franz Josef เมือง Wataroa...ประมาณ 20 กิโลเมตรก่อนถึง Franz Josef...ตอนนั้นเราวางแผนสำรองเผื่อไว้แล้วว่า...ถ้าค่ำก่อนถึง Franz Josef อาจหาที่พักแถวเมือง Wataroa หรือ Okarito เนื่องจากในวันนั้นอากาศไม่ดี ฝนตกตลอดทาง ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่สามารถทำเวลาได้ รวมทั้งไม่สามารถแวะเที่ยวข้างทางได้เลย แวะที่ Wataroa เพื่อเข้าห้องน้ำ ที่ Wataroa มีศูนย์อนุรักษ์นกธรรมชาติ Nature Reserve ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์นกที่อยู่ในเขตมรดกโลก South West Heritage Area โดยในช่วงฤดูร้อนของแต่ละปีจะมีนกกระสาขาว (White Heron) ) หรือKotuku ในภาษาเมารี จำนวนนับร้อยบินมาสร้างรังเพื่อผสมพันธุ์ และได้อาศัยอยู่ตามหนองน้ำในป่าริมฝั่งแม่น้ำ Waitangi Roto นอกจากนกกระสาขาวแล้ว ยังมีนกอีกหลายชนิดอาศัยอยู่ในบึงน้ำอันกว้างใหญ่ดังกล่าว เช่น นกRoyal Spoonbill, นก Little Black Shag ฯลฯ ทำให้มีกิจการนำเที่ยวและพายเรือคายัคเพื่อชมนกหลายแห่งในเมืองนี้ แต่ในวันที่เราไปถึง ไม่ใช่ฤดูกาลของ White Heron เมือง Wataroa จึงเงียบเหงาร้างผู้คน

ฤดูกาลชมนกกระสาขาวเริ่มในช่วงกลางเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม "White Heron Sanctuary Tour" หนึ่งในกิจการนำเที่ยวชมนก จึงเปิดกิจการเฉพาะช่วงดังกล่าว ในวันนั้นกิจการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างจึงปิดตัวเงียบ แต่กระนั้นไม่วายมีอารมณ์ขันแบบคันๆของเมืองท่องเที่ยวให้เห็น จากที่พัก & ร้านเหล้าชวนฮา คอเบียร์ที่ผ่านไปคงอดอมยิ้มไม่ได้ ถ้าเห็น B&B ของ Wataroa ที่ไม่ได้ย่อจาก Bed & Breakfast เหมือนคนอื่นเขา หากที่นี่ B&B จะเป็น Bed & Beer...ฮาดีนะ...งานนี้...เอื๊อก!!! ได้เมากันหัวทิ่ม เพราะไม่ต้องไปไหนแล้ว เป็นทั้งที่ดื่มเบียร์ และมีที่ให้นอนเสร็จ เวลายังมีเหลือแม้แดดเริ่มโรยรา เรารีบอำลา Wataroa เพราะอาจไปถึง Franz Josef ค่ำๆ ตามกำหนดการ

เมืองถัดจาก Wataroa ไปไม่ไกล คือ Okarito อีกเมืองที่สามารถพบเห็น White Heron ตามธรรมชาติได้ที่ริม Okarito Lagoon ก่อนเข้าเมือง Okarito โดยไม่ต้องใช้บริการของบริษัทนำเที่ยว

Okarito อยู่ขวามือของถนนหมายเลข 6 ต้องเลี้ยวเข้าไปอีก 13 กม. ก่อนเข้าเขตเมืองเล็กน้อย จะเห็น Okarito Lagoon บึงน้ำขนาดใหญ่ ขวางหน้าอยู่ Okarito Lagoon เป็นดินแดนชุ่มน้ำ หรือ Wetland ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Wetland National Park สวยงามด้วยภาพเทือกเขา Southern Alps ที่ยอดเขายังเคลือบขาวด้วยหิมะ หนึ่งในนั้นคือ Mount Adams เป็นฉากหลังของเมืองเล็กแห่งนี้ อีกด้านหนึ่งของเมือง Okarito จรดชายฝั่งทะเล Tasman

Okarito Lagoon เป็นบึงน้ำเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 3,000 ha ( hectare ) : 1 ha ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง คิดเองแล้วกันว่ากว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน และมีส่วนที่เชื่อมต่อกับ ทะเล Tasman ทำให้บึงน้ำใหญ่แห่งนี้ เป็นแหล่งอาศัยธรรมชาติของฝูงนกกระสาขาว และนกพื้นเมืองอื่นอีกกว่า 70 สายพันธุ์ เช่น นกRoyal Spoonbill, นก Little Black Shag, นก Dotterels, Bar-Tailed Godwits, Fernbirds แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว การไปดูนกกระสาขาวจำนวนมากๆนั้น ต้องซื้อทัวร์นั่งเรือออกไปชมเช่นเดียวกับที่ Wataroa อยู่ดี ร้านทัวร์ชมนกที่ Okarito เท่าที่เห็นมีอยู่สองร้าน คือ "Okarito Nature Tours" ร้านนี้ปิดทำการ ไปยืนดูแผ่นพับหน้าร้าน มีทั้ง Guided Kayaking Tour ราคาเริ่มต้นที่ คนละ 85 เหรียญ และให้เช่าเรือคายัคพายไปชมนกและธรรมชาติด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีไกด์ คนละ 45 เหรียญ : 2 ชั่วโมง หากเช่าทั้งวันคิด คนละ 65 เหรียญ ส่วนอีกร้าน "Okarito Boat Tours" มีทัวร์ทั้งแบบ 2 ชั่วโมง เป็น Nature Tours ตั้งแต่ 09.00 -11.30 น. และ sightseeing tour ออกตอนบ่ายสามโมง ราคาอยู่ที่ 45-85 เหรียญ ร้านนี้ก็ปิดเช่นกัน แต่สาวน้อย Laura เจ้าของ BBH ที่เราพักบอกว่า ในช่วงเช้า หรือเย็น อาจได้เห็นนกกระสาขาวบินมาหาอาหารที่ริม Okarito Lagoon

ตอนไปถึง Okarito เป็นเวลาเย็นมากแล้ว แต่แสงสุดท้ายของวันยังพอเหลืออยู่ เราตัดสินใจพักค้างที่ Okarito เมื่อเห็น BBH น่ารักชื่อ "Okarito Beach House & Royal Hostel" สาวน้อย Laura ยกกระท่อมน้อยหลังเล็กชื่อ "The Hutel" ให้เราพักในราคา BBH แต่เป็น BBH ที่มีทั้งครัวเล็กๆน่ารัก และห้องน้ำพร้อม ก่อนพลบค่ำ เราออกไปชมทะเล Tasman ที่จุดชมวิว แล้วไปเฝ้ารอนกกระสาขาวที่อาจซุ่มหาอาหารสุดท้ายก่อนกลับรัง เข้าใจว่าช่วงนี้นกกระสาขาวคงอพยพหนีหนาวไปหมด เราเห็นแต่นกนางนวล และนกทะเลอื่นบินโฉบไปมา...คงมืดเกินไปแล้วสำหรับวันนี้ เรากลับที่พักพร้อมตั้งความหวังว่า...พรุ่งนี้เช้า จะตื่นแต่เช้ามาเฝ้ารอดู เจ้า White Heron อีกครั้ง

Okarito เป็นเมืองเล็ก เงียบ และเหงาจริงๆ แต่จัดว่าเป็นเมืองชนบทที่สวย และมีเสน่ห์อีกเมือง ตกค่ำ ทั้งเมืองเงียบสงัด ไร้ทั้งผู้คน และรถรา ราวเมืองร้าง ที่นี่ไม่มีทั้งสัญญาณ net และ wifi อากาศที่ Okarito ค่อนข้างเย็น เรียกว่ายิ่งดึกยิ่งหนาว จนฮีทเตอร์ตัวจิ๋วในกระท่อมน้อย "The Hutel" แทบเอาไม่อยู่ ดาวบนท้องฟ้าเหนือ Okarito ในคืนหนาวชัดเจนเต็มท้องฟ้า

เช้ามืด เรารีบแต่งตัวกันหนาวเต็มที่ เดินฝ่าสายหมอกจางๆไปที่ Lagoon รถเก๋ง รถปิคอั้พนับสิบคันที่จอดเรียงรายบริเวณใกล้ท่าเรือตั้งแต่เมื่อวาน ยังคงอยู่ รถเหล่านี้แต่ละคันมีสาแหรกพ่วงหลังทุกคัน Laura บอกว่าเป็นรถของพวกล่านกเป็ดน้ำที่พ่วงเรือมาเพื่อออกไปล่านกใน Lagoon การล่านกที่นิวซีแลนด์ถือเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย มีป้ายแจ้งเรื่องการขออนุญาตล่านก และตกปลาให้เห็นตามริมทะเลสาบทั่วไป นอกจากนั้นบริเวณใกล้กันมีสมอเรือขนาดใหญ่ และอุปกรณ์เกี่ยวกับเรือขึ้นสนิมเกรอะกรัง วางแสดงอยู่ คงเป็นชิ้นส่วนของซากเรืออับปางในยุคบุกเบิก

เช้านี้...ไม่ผิดหวัง White Heron หนึ่งเดียวบินเหงาๆ โฉบหาอาหารใน Lagoon เพียงเดียวดาย ก่อนบินลับตาไป เรารอดูอยู่อีกพักใหญ่...มีเพียงความหนาวเย็น ความเงียบ และกาแฟหอมกรุ่นที่เราถือติดมือไปที่ริม Lagoon มีอาคารไม้เก่าแก่ ภายในมีบอร์ดเล่าเรื่องราวในอดีตของ Okarito ว่าในปี 1865 เมืองเล็กแห่งนี้มีประชากรเพียง 800 คน มีร้านค้า 33 แห่ง และจำนวนประชากรได้เพิ่มเป็น 1,500 คน และ 2,500 คน จากการตื่นทอง แต่...อนิจจังไม่เที่ยง เมื่อสิ้นสุดปี 1867 เมืองที่เคยรุ่งเรืองด้วยโรงแรมถึง 31 แห่ง แต่ปัจจุบันมีบ้านพักเพียงไม่กี่หลัง

Okarito ในวันนี้ เหลือเพียงความรุ่งเรืองในอดีต...ฝรั่งนี่เขาหวงแหนอดีตของเขาจริงๆ นิวซีแลนด์แม้เป็นดินแดนใหม่ แต่จะเห็นได้ว่า ในแต่ละเมือง แต่ละท้องถิ่นได้เก็บรายละเอียดเรื่องราวในอดีต ตั้งแต่เริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแต่ละพื้นที่ แม้แต่เมืองเล็กมีผู้คนเกินร้อยไม่มาก แทบทุกแห่งจะมี Museum ประจำเมือง

เก็บกระติกกาแฟ เดินกลับ BBH กล่าวคำอำลาต่อ Laura สาวน้อยชาวสก๊อตที่มาตกหลุมรักหนุ่มกีวีจนมาปักหลักที่นิวซีแลนด์ร่วมสิบปี ก่อนออกเดินทางต่อ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล


Westland National Park มีพื้นที่ 117,547 เฮกต้า (734,669 ไร่) ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาสูงแห่ง Southern Alps พาดขวางฝั่งตะวันตกของเกาะใต้ยาวตลอดชายฝั่งทะเล Tasman มีหิมะปกคลุมตลอดปี มีแหล่งธารน้ำแข็ง (Glaciers) เป็นแหล่งกำเนิดทะเลสาบขนาดใหญ่ ตลอดจนแม่น้ำสายหลักของเกาะใต้ เช่น Cook River มีเหมืองทองคำ บ่อน้ำพุร้อน มีธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียง คือ Fox Glaciers, France Josef Glaciers ถ้ำหนอนเรืองแสง ทะเลสาบมรกต จุดชมวิว และเส้นทางเดินเท้าบนเขาสูง ช่วงฤดูหนาวมีจุดเล่นสกี ที่ Geike Ski Field โดยมียอด Mt. Tasman ที่สูงถึง 3,498 เมตร มีแหล่งดูแมวน้ำ สิงโตทะเล ที่บริเวณ Gillespies Point หรือ Seal Colony มีบริการทัวร์เดินป่า ขับรถ 4WD และเครื่องบินเล็กนำชมธารน้ำแข็งบนยอด