ก้าวข้ามความเจ็บปวด

คิดเห็นประเด็นข่าว

วารสารอเมริกัน เมดิคัล อินฟอร์เมติกส์ แอสโซซิเอชั่น ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า เดือนเกิดของมนุษย์มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการเป็นโรค ผลการศึกษาซึ่งมีความละเอียดถึงขั้นไปสืบค้นจากบันทึกข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2443-2543 และผู้ที่เข้ารับการรักษาระหว่างปี 2528-2556 ที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย จำนวน 1.6 ล้านชิ้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20-60 ปี พบความจริงที่น่าสนใจว่า ผู้ที่เกิดในเดือนพฤษภาคม มีความเสี่ยงน้อยที่สุดที่จะเป็นโรคหลายโรค ตรงข้ามกับผู้ที่เกิดเดือนตุลาคมที่มีโอกาสป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องสูงกว่า ผู้ที่เกิดในเดือนที่อยู่ในช่วงฤดูหนาวมักจะมีความเสี่ยงสูงที่สุดกับโรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง มักเกิดขึ้นมากที่สุดกับคนที่เกิดเดือนมกราคม ส่วนผู้ที่เกิดในเดือนกันยายนและตุลาคมจะมีโอกาสเป็นโรคน้อยที่สุด สันนิษฐานว่าในช่วงฤดูหนาว หญิงตั้งครรภ์มีการติดเชื้อสูงกว่าฤดูอื่นๆ และภาวะติดเชื้อดังกล่าวนำไปสู่การที่เด็กเกิดในช่วงนั้นของปี ผลการวิจัยยังระบุด้วยว่า โรคสมาธิสั้นจะมีโอกาสสูงกับเด็กที่เกิดในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทีมวิจัยให้เหตุผลว่าอาจเกี่ยวเนื่องจากเด็กที่เกิดในเดือนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่

นิโคลัส ตาโตเน็ตติ นักวิจัยอาวุโส ผู้ร่วมเสนองานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า การวิเคราะห์ข้อมูลเช่นนี้อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบตัวแปรใหม่ที่เป็นตัวเพื่อความเสี่ยงที่จะเกิดกับโรคชนิดต่างๆได้มากขึ้น และเป็นการตั้งคำถามต่อยอดจากงานวิจัยเดิมที่เคยค้นพบว่า ผู้ที่เกิดในช่วงฤดูหนาวซึ่งมีกลางวันสั้นกว่าปกติ อาจส่งผลให้เกิดโรคขาดวิตามินดี และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทีมวิจัยได้แถลงเพิ่มเติมว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้นำตัวแปรด้านความแตกต่างทางสถานะของสังคมเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย

ทุกวันนี้เหยื่อความรุนแรงทางเพศไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่ผู้หญิงและเด็กอีกต่อไป หากผู้ชายที่โดยธรรมชาติจะถือเป็นเพศที่แข็งแรงกว่า ก็สามารถตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้ ทว่ากรณีของเหยื่อที่เป็นผู้ชายอาจได้รับความสนใจหรือความเห็นอกเห็นใจน้อยกว่า เหตุเพราะสังคมอาจไม่คิดหรือนึกไม่ถึงว่า ผู้ชายจะตกเป็นผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศได้ ทำให้ปัญหาความรุนแรงทางเพศที่เกิดกับผู้ชายส่วนใหญ่ตกอยู่ในวิกฤตแห่งความเงียบ วิกฤตนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศสวีเดน โดยข้อมูลของสภาแห่งชาติเพื่อการป้องกันอาชญากรรมสวีเดนรายงานว่า ในปี 2557 มีกรณีเหยื่อข่มขืนเกิดขึ้นราว 6,700 ราย ในจำนวนนี้เป็นเหยื่อที่เป็นผู้ชายหรือเด็กผู้ชายสวีเดน 370 ราย คิดเป็นร้อยละ10-20 หรือแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของเหยื่อข่มขืนทั้งหมดที่ยอมแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ตัวเลขจริงน่าจะมีมากกว่านี้มาก เพียงแต่ผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อข่มขืนไม่กล้าออกมาเปิดเผยเหตุการณ์เลวร้ายที่ตนเองเผชิญให้สังคมรับรู้

เมื่อเร็วๆนี้ มีองค์กรเคลื่อนไหวต่อต้านความรุนแรงทางเพศได้เปิดคลินิกที่มุ่งรักษาและให้คำแนะนำแก่เหยื่อข่มขืนขึ้นที่โรงพยาบาล Sodersjukhusetในกรุงสต๊อคโฮล์ม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อข่มขืนและความรุนแรงทางเพศที่มาในรูปแบบต่างๆเป็นสำคัญ ซึ่งจะมีทีมแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตเวชคอยดูแลรักษาให้คำแนะนำ ตลอดจนเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า คลินิกแห่งนี้ไม่เพียงจะเป็นประโยชน์ต่อเหยื่อข่มขืนที่เป็นผู้ชายให้ได้รับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังเผชิญเหตุรุนแรงทางเพศเท่านั้น หากแต่ยังจะเป็นการส่งสัญญาณอย่างแข็งขันต่อสังคมโลกให้ตระหนักว่า ความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับผู้ชายเป็นปัญหาที่น่าห่วงวิตก ไม่แพ้กับความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง และสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแล้วไม่มีอะไรที่ต้องอับอาย หากแต่พวกเขาควรได้รับการดูแล ได้รับกำลังใจและความช่วยเหลือหลังผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายไปแล้ว เพื่อที่จะสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่คิดว่าเป็นตราบาปของชีวิตที่จำต้องจมปลักอยู่กับมัน

องค์กรชื่อ แอ็กชั่น โปรดักชั่น อยากลองใจคนในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษว่า เป็นคนมีน้ำใจ หรือแล้งน้ำใจ ด้วยการสร้างสถานการณ์รูปแบบต่างๆ มีตั้งแต่การส่งหญิงชราเดินลากกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นบันได เพื่อที่จะดูสิว่าจะมีใครช่วยกันบ้างหรือไม่ ปรากฏว่ามีเด็กหนุ่มนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาช่วย อีกสถานการณ์มีชายคนหนึ่งแกล้งนั่งหลับบนรถไฟ โดยถือป้ายข้อความว่า ช่วยปลุกผมให้ตื่นด้วยหากถึงสถานีคลาแปม ปรากฏว่ามีผู้ชายบนรถไฟมาปลุก อีกเหตุการณ์ มีหญิงคนหนึ่งถูกคนวิ่งชนจนข้าวของในถุงหล่นกระจาย ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาช่วยเก็บของ ทั้ง 3 เหตุการณ์ถูกนำไปถ่ายทอดผ่านหนังสั้น เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนช่วยเหลือผู้อื่นสักวันละครั้ง ซึ่งจะทำให้คนเรารู้สึกดีกับการให้ความช่วยเหลือเหล่านั้น

รองศาสตราจารย์สุรีย์พร พันพึ่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กและกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เห็นความสำคัญต่อสถานการณ์เด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ซึ่งมีทิศทางซับซ้อนและมีความรุนแรงรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น ขณะที่ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงาน บางข้อมูลก็ไม่ตรงกัน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ 8 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดทำโครงการวิจัยเพื่อเป็นแบบแผนและแสดงถึงแนวโน้มสถานการณ์ปัญหาเด็กที่จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.กุศล สุวรรณธาดา หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์เด็กจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องเกือบเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างศึกษาวิเคราะห์เพื่อนำข้อมูลรายงานผ่านระบบสารสนเทศที่จำแนกออกเป็นประเภท อาทิ แรงงานเด็ก แม่วัยรุ่น เด็กแว้น เด็กที่ติดยาเสพติด เด็กที่ถูกกระทำรุนแรง และเด็กถูกทอดทิ้ง เป็นต้น โดยสะท้อนภาพสถานการณ์ในทุกพื้นที่ ระดับความรุนแรง เส้นทางการขยายตัวของปัญหารวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างการป้องกันแก้ไขกับทรัพยากรหรือทุนทางสังคมที่มีอยู่ โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟน คาดว่าระบบจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้ในเดือนมกราคม 2559 และจะมีการพัฒนาให้ระบบมีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง

ด้าน แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการประเมินว่าคนไทยมีภาวะโรคซึมเศร้าถึงร้อยละ 2.3 หรือประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย จากการเฝ้าคัดกรอง พบผู้มีความเสี่ยงถึง 12 ล้านคน พบผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เข้าสู่ระบบการรักษาแล้ว 5 แสนคน อาการที่เข้าข่ายโรคซึมเศร้าช่วง 2 สัปดาห์แรก จะมีความรู้สึกหดหู่ เศร้า ท้อแม้ สิ้นหวัง และรู้สึกเบื่อ ทำอะไรไม่เพลิดเพลินเหมือนที่เคยเป็น อาจมีเรื่องของสมาธิไม่ดี เบื่ออาหารหรือนอนมากเกินไป มีความคิดในแง่ลบมาก มุมมองความรู้สึกต่อตัวเองแย่ลงอย่างมาก จนบางคนมีความคิดฆ่าตัวตาย สำหรับการแสดงออก ซึ่งความรู้สึกเศร้านั้นได้หลายรูปแบบ บางคนอาจกินมากผิดปกติ หรืออย่างเด็กวัยรุ่นอาจเลือกใช้ชีวิตแบบโลดโผน เช่น ขับรถเร็ว เพื่อกระตุ้นอารมณ์ตกต่ำของตัวเองให้กลับคืนมา ส่วนการเรียกร้องความสนใจนั้น ความต้องการความสนใจถือเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แต่ต้องเรียนรู้วิธีการและขอบเขตที่จะต้องเรียกร้องความสนใจด้ว ยเพราะบางทีรูปแบบการแสดงออกอาจไม่ถูกใจ ผลลัพธ์ก็จะเป็นลบได้

เพื่อให้คนไทยพร้อมรับมือกับการเผชิญในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากโลกภายนอกและภายใน แนวทางที่ดีที่สุด คือ การเริ่มต้นจากคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังของชาติในอนาคต ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาที่ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ ตอกย้ำในหลายเวที อันเป็นหลักการเดียวกับที่บิล เกตส์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำงานด้านการศึกษา ได้แก่ คุณภาพครู และคุณภาพการสอน

โดยสำหรับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสที่สมควรนำมาใช้ใน 3 ข้อ คือ ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า และให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี

ปรัชญานี้สามารถนำมาใช้เพื่อปักหมุดในการปฏิรูปประเทศไทย ไปสู่การก้าวข้ามกับดักแห่งความเจ็บปวดในช่วงเวลา 1 ทศวรรษของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี