60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

วิถีอาเซียน-วิถีไทย

อาณาจักรพุกาม

อาณาจักรพุกาม คือ ราชธานีแห่งแรกของพม่า และนับเป็นราชธานีที่ยิ่งใหญ่อีกแห่งในดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนายาวนานกว่า 243 ปี โดยพระเจ้าอโนรธา หรือพระเจ้าอนิรุทธิ์ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พุกาม เป็นผู้รวบรวมชนชาติต่างๆที่กระจัดกระจายกันอยู่มากมายให้เป็นหนึ่งเดียวสำเร็จเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.1587

พระเจ้าอโนรธา ทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ทรงขยายดินแดนออกไปทางเหนือและใต้ รวมถึงอาณาจักรสะเทิมของชาวมอญ และทรงรับพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากมอญเข้าสู่แผ่นดินพุกาม และสถาปนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ ตลอดช่วงเวลาที่พุกามเป็นราชธานี จึงมีการสร้างเจดีย์เพื่อเป็นพุทธบูชามากถึง 4,446 องค์ บนพื้นที่กว่า 100 ตารางกิโลเมตร ดินแดนแห่งนี้จึงได้รับการขนานนามว่า ดินแดนเจดีย์สี่พันองค์ แม้อาณาจักรพุกามจะล่มสลายจากการรุกรานของกองทัพมองโกล ในปี 1830 แต่ยอดเจดีย์ยังคงสูงเด่นเป็นตระหง่านสุดลูกหูลูกตาแสดงถึงความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาที่ไม่ได้เสื่อมคลายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด หม่องทินอ่อง นักประวัติศาสตร์ชาวพม่ากล่าวไว้ว่า ศาสนสถานจำนวนมากมายที่ปรากฏในพุกามนั้นไม่ได้เกณฑ์แรงงานมาสร้าง แต่สร้างขึ้นจากศรัทธาอันบริสุทธิ์ที่ผู้คนมีต่อศาสนาพุทธ

ในการเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนเมียนมาร์ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2529 เป็นระยะเวลา 11 วัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ทอดพระเนตรประเทศนี้อย่างจริงจัง ทั้งๆที่ไทยมีพรมแดนติดกับพม่ามากกว่าประเทศใด แม้พระองค์จะทรงอ่านอักษรพม่าได้ แต่มีพระราชวินิจฉัยว่า การอ่านและเขียนชื่อภาษาพม่าจากอักษรโรมันเป็นเรื่องยุ่งยากมาก จึงขอทิ้งไว้เป็นอักษรโรมันเช่นนั้น

เสด็จฯถึงเมืองพุกาม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2529 ในช่วงเวลาสนธยามาเยือนแล้ว จุดแรกที่เสด็จพระราชดำเนินถึง คือเจดีย์สัพพัญญู ซึ่งพม่าเรียกว่า Thatbyinnyu สร้างขึ้นใน ค.ศ.1144 โดยพระเจ้าอลองสิถุ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างเลียนแบบมิคารามาตุ ปราสาทที่นางวิสาขาสร้างที่บุปผาราม กรุงสาวัตถี เป็นพระเจดีย์ 5 ชั้น มองจากเจดีย์แห่งนี้จะสามารถเห็นเจดีย์องค์อื่นๆได้อย่างดี เพราะเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในดินแดนเจดีย์สี่พันองค์ จึงเป็นจุดสำหรับนั่งชมวิวสำหรับแขกไปใครมาที่พุกามจะต้องมาดูพระอาทิตย์ตกดิน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับพระเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ให้เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดิน แต่ทรงรอเท่าไหร่ก็ไม่ตกสักที เจ้าหน้าที่บอกว่าพระอาทิตย์คงไม่ตกแล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับโรงแรมที่ประทับชื่อ Thripyitsaya ซึ่งตั้งนามตามพระราชวังโบราณเป็นโฮเต็ลใหม่ที่ประธานาธิบดีเนวินเคยมาพัก พุกามเป็นเมืองที่ชาวต่างชาตินิยมมาเที่ยวมาก มากันเต็มเครื่องบิน ส่วนใหญ่จะมาชมโบราณสถานและเครื่องเขิน

เช้าวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่ก่อนตีห้า มีรับสั่งว่า พระอาทิตย์ขึ้นเกือบ 6 โมงเช้า พระจันทร์ก็ค้างฟ้า ไม่ได้ทอดพระเนตรพระอาทิตย์ตกก็เลยทอดพระเนตรพระอาทิตย์ขึ้นเหนือลำน้ำอิรวะดี เวลา 08.00 น. จึงเสด็จออกจากโรงแรมเพื่อไปทอดพระเนตรโบราณสถาน ทรงมีโปรแกรม 9 แห่ง เจดีย์แรก คือ ชเวซิกอน ตั้งอยู่นอกพุกามทางทิศเหนือ พระเจ้าอโนรธา สร้างตั้งแต่ ค.ศ.1044 เมื่อครั้งที่พระองค์ได้พระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริกธาตุจากลังกา และได้เสี่ยงทายหาสถานที่สร้างเจดีย์ โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานบนหลังช้างเผือกแล้วอธิษฐาน ช้างเผือกนั้นได้มาหยุดที่หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี เจดีย์องค์นี้จึงได้รับการเฉลิมนามว่า ชเวซิกอง (ชาวพม่าออกเสียงชเวสิโข่ง) หมายถึงเจดีย์ทองบนผืนทราย) แต่สร้างไม่เสร็จ พระเจ้าจันทะสิทธะ กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์พุกามมาสร้างต่อจน เสร็จประมาณ ค.ศ.1089 มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังฐานสามชั้นเรียงซ้อนแบบขั้นบันไดหุ้มด้วยโลหะปิดทองคำรีดเป็นแผ่น รวมความสูงจากฐานถึงยอด 53 เมตร รอบระเบียงมีภาพแผ่นเคลือบปูนปั้นรูปชาดก รอบฐานเจดีย์มีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศ นับเป็นงานสถาปัตยกรรมศิลปะพุกามยุคต้น ซึ่งรับอิทธิพลศิลปะจากมอญและถือเป็นต้นแบบให้กับเจดีย์อื่นๆในพม่า

จากนั้นเสด็จฯไปทอดพระเนตรเจดีย์ที่สอง Kyanzittha Umin เป็นอุโมงค์ทำสมาธิคล้ายกับวัดถ้ำอุโมงค์ที่เชียงใหม่ ที่ฝาผนังอุโมงค์มีภาพวาดเป็นภาพทหารมองโกล เชื่อว่าภาพเหล่านี้เขียนขึ้นตอนที่ทหารมองโกลบุกพม่าราว ค.ศ.1287 เจดีย์ที่สามที่เสด็จฯต่อไปมีชื่อว่า Gubyauk-gui สร้างโดยราชกุมารโอรสพระเจ้าจันสิทธะ เป็นอาคารสองชั้นเพดานรูปโค้ง กลางเพดานเป็นรูปรอยพระบาท มีภาพอดีตพระพุทธเจ้าเขียนในศตวรรษที่ 13 ต่อด้วยเจดีย์ติโลมินโล ซึ่งมาจากคำว่า ติโลกมงคล สร้างโดย King Nadaungmya เป็นอาคารสองชั้น ความน่าสนใจอยู่ที่เป็นเจดีย์ใช้หินทรายสลับอิฐ ทำให้แข็งแรงแต่ทำได้ยากมาก เจดีย์ที่ห้า อุบาลีสีมา เป็นโบสถ์ที่พระอุบาลีมหาเถรบวช ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 โบสถ์นี้ซ่อมกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่รูปที่เขียนภายในเพิ่งเขียนในศตวรรษที่ 18

เจดีย์ที่หกที่เสด็จฯไป ได้แก่ เจดีย์โลกนันทะ ตั้งอยู่บนเนินเขานอกเมืองพุกามทางทิศใต้ เป็นเจดีย์ที่มีความสวยงามมาก เพราะอยู่ริมแม่น้ำอิระวดีที่กว้างมาก นักโบราณคดีเชื่อว่าน่าจะสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นเจดีย์รุ่นเก่า เมื่อถึงตรงนี้ได้พักผ่อนทอดพระเนตรทิวทัศน์และเสวยน้ำ ผู้นำชมถวายรายงานว่า ทางกรมศิลปากรได้เข้าควบคุมการบูรณะโบราณสถานในพุกามและกำลังมีการบูรณะไปเรื่อยๆ จึงทรงถามว่าต้นไม้ที่ขึ้นตามเจดีย์มีวิธีกำจัดกันอย่างไร ได้รับคำตอบว่า ต้องคอยถอนทิ้ง

เสด็จฯต่อไปยังเจดีย์ที่เจ็ด เจดีย์เปตเล็ก เป็นเจดีย์สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 11 มีสองด้านคือด้านตะวันออกและตะวันตก มีความสำคัญคือมีภาพชาดกรวม 550 ชาติ มีอักษรภาษามอญโบราณจารึกชื่อเรื่องเอาไว้ และเนื่องจากทรงพระปรีชาในการอ่านภาษามอญและทรงรอบรู้เกี่ยวกับพระชาดกด้วย จึงรับสั่งว่า ทศชาติของเขาเรียงไม่เหมือนของเรา เขาเอาจันทกุมารไปไว้ก่อนภูริทัต และเวสสันดรหายไปเลย ทรงรู้สึกเสียดายว่าก่อนเสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่น่าจะได้ทบทวนเรื่องชาดกปฐมสมโพธิกถา จะได้ทรงเข้าใจสิ่งที่ทอดพระเนตรได้มากขึ้น ภาพพระชาดกเหล่านี้ถูกขโมยไปหลายภาพ เอาไปขายกันเป็นหมื่นๆ กรมศิลปากรกำลังบูรณะเจดีย์ทางทิศตะวันตก ซึ่งหลังคาดั้งเดิมเสียหายไปนานแล้ว การสร้างหลังคาขึ้นใหม่ทำตามลักษณะของเก่าโดยดูจากทิศตะวันออกที่ยังสมบูรณ์อยู่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝนตกลงมาชะรูปภาพชาดกเสียหาย

เจดีย์ที่แปด เจดีย์นาคยน เป็นโบราณสถานรุ่นคริสต์ศตวรรษที่ 11 กำแพงเป็นอิฐพื้นเป็นเคลือบเพื่อให้เป็นแสงสะท้อนมีหน้าต่างเล็กๆให้แสงเข้า ภายในมีภาพสลักหินเรื่องพุทธประวัติตอนต่างๆ เช่น ภาพสลักพระนางสิริมหามายาทรงพระสุบินเห็นช้างเอก ปางปรินิพพาน ปางลอยถาดหลังจากเสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา พญานาคที่อยู่ในน้ำตื่นขึ้นมาสักการะพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยมีในพุกาม และเจดีย์สุดท้ายที่ทอดพระเนตร เจดีย์อภัยทน เป็นโบราณสถานรุ่นคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นที่สำหรับทำสมาธิ มีภาพเขียนพระนางสิริมหามายา มีพระโพธิสัตว์ออกมาทางสีข้าง สันนิษฐานว่าการทำรูปพระนางสิริมหามายานี้ แสดงว่าพระเจ้าจันสิทธะสร้างอุทิศให้กับพระมเหสี คือ พระนางอภัยทนหรืออภัยรัตนา ซึ่งมารอพระองค์อยู่ ณ ที่นี้ ในขณะที่พระองค์หลบซ่อนอยู่แถวเจดีย์นาคยน

การทอดพระเนตรเจดีย์ถึง 9 แห่ง ในช่วงเวลาเพียงครึ่งวัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งว่า กว่าจะเสร็จกินเวลาเกือบสี่ชั่วโมง จวนเที่ยงแล้ว ทั้งคนนำและคนดูชักจะเปลี้ยกันไปตามๆกัน

พอได้เวลาเสวยพระกระยาอาหารเที่ยงจึงทรงดีพระทัย แม้กระนั้นรับสั่งว่า ทรงได้รับความรู้เป็นอย่างมาก ทำให้นึกถึงสมัยเมื่อทรงพระเยาว์ที่โปรดการเที่ยวตามวัดเพื่อดูภาพฝาผนัง ทรงรับสั่งติดตลกว่า ทรงเป็น "ขุนหลวงหาวัด" แต่ไม่ได้หาวัดฟังธรรมะ กลายเป็นหาวัดดูศิลปะ ระยะหลังไม่สู้จะทรงมีเวลาไปทัวร์อย่างเมื่อก่อน การมาทัวร์เมืองพม่าครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับพระองค์ ทรงได้รับการต้อนรับและเอาพระทัยใส่อย่างดีมาก เจ้าหน้าที่พม่าไปดูแลสถานที่ทุกแห่งที่เสด็จฯไปปูพรมให้ ทรงรับสั่งว่าถ้าเป็นในเมือง เช่น ชเวดากองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่างที่พุกามเป็นที่ทุรกันดารพม่ายังอุตส่าห์มีแก่ใจไปถากถางทางให้

ทรงใช้เวลาช่วงบ่ายของวันนั้นเสด็จฯไปทอดพระเนตรงานช่างรัก ที่โรงเรียนสอนงานช่างรัก ซึ่งถือเป็นศิลปะที่พุกามมีชื่อเสียง และนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยี่ยมชม ที่นี่มีหลักสูตรการเรียน 2 ปี รับแต่ผู้ชายอายุ 15 ปีขึ้นไป แต่เริ่มจะรับเด็กผู้หญิงบ้างแล้ว รับนักเรียนปีละ 15 คน รัฐบาลมีเงินเดือนให้คนละ 60 จ๊าด จากนั้นเสด็จฯไปพิพิธภัณฑ์โบราณคดี ก่อนกลับที่ประทับ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปิดทริปที่เมืองพุกามด้วยการฉายภาพพระอาทิตย์ตกดินลุ่มแม่น้ำอิระวดี ซึ่งมีผู้รายงานว่าสวยเหลือเกิน

การเสด็จฯไปทรงเยือนเมียนมาร์ 11 วัน ทรงใช้เวลาที่พุกามเพียงหนึ่งวันสองคืน แต่ทรงพระเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง