คุณค่าชีวิต

ระวี ภาวิไล เขียน
หนังสือคือแสงจันทร์

"เจ้านาฬิเก ต้นเดียวโด่เด่กลางทะเลขี้ผึ้ง

ในตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง

อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง ต้นเดียวโดดเดี่ยวเอกาเอย"

อุปมา เจ้านาฬิเก ผู้ที่รู้จักสวนโมกข์ ไชยา ย่อมเคยได้ยินอุปมาและสถานที่แห่งนี้ นาฬิเก คือ มะพร้าวพันธุ์หนึ่ง เป็นปริศนาธรรมเพื่อเตือนใจคนให้แสวงหาคุณค่าที่แท้ของชีวิต ซึ่งก็คือธรรมะที่มุ่งไปสู่นิพพาน อาจารย์ระวี ภาวิไล ได้ยกอุปมานาฬิเก เขียนอธิบายไว้ในหนังสือดีเล่มหนึ่งชื่อ คุณค่าชีวิต

คุณค่าชีวิต ระวี ภาวิไล เขียน สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พิมพ์ครั้งที่ ๙ (แก้ไข) พ.ศ.2544

ชีวิตคืออะไร มีคำตอบนับไม่ถ้วนแล้วแต่ใครจะให้นิยามตามประสบการณ์ที่เคยประสบมา แม้ชีวิตจะหมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย แต่เรื่องราวในชีวิตกลับมีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย ความสุขความทุกข์ เช้ายิ้มเริงร่า เย็นเริ่มขุ่นมัว ฯลฯ ทุกคนล้วนทราบว่าชีวิตคือความไม่แน่นอน แต่ก็ยังชอบยึดความแน่นอนไว้เป็นเจ้าของ เพราะการปล่อยวางนั้นช่างยากเหลือเกิน

คนส่วนมากมักใช้ชีวิตแบบเผอเรอ เพราะโลกเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนใจ และเรื่องปลุกเร้าอารมณ์การคิดเล่น แต่เรื่องภายนอกนั้นสนุกสบายกว่าความมุ่งมั่นตั้งใจจริง บางครั้งเผลอคิดไปว่าชีวิตเป็นขนมหวาน กัดกินอย่างสำราญ กว่าจะมีสติรู้ตัวก็มักจะสายเกินแก้

เรื่องจะบังคับให้หลุดพ้นจากความทุกข์นั้นยากต้องอาศัยความพยายามอดทนอดกลั้น คนจึงปล่อยตัวปล่อยใจตามสบายเพราะง่ายกว่า

หนังสือ คุณค่าชีวิต เป็นหนังสือดีมากเล่มหนึ่ง ผู้เขียนได้แสดงทัศนเรื่องชีวิต ทุกๆเรื่องครอบคลุมการใช้ชีวิตให้มีคุณค่า เช่น การเรียน หน้าที่การงาน กิริยามารยาท ความตั้งใจ ความอดทน การเรียนรู้ สติสมาธิ ความกตัญญู เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนอธิบายให้เป็นเรื่องง่ายๆ ระวี ภาวิไล คือปราชญ์รอบรู้ เขียนหนังสือได้เกลี้ยงเกลาหมดจด ถ้าเปรียบเหมือนการกินข้าวหนึ่งจาน ตัวหนังสือและกับข้าวในจานก็จะถูกตักกินจนเกลี้ยงสะอาด ไม่เหลือเศษของความสงสัย แล้วรสชาติของข้าวในจานนั้นก็หอมหวานทั้งยังช่วยให้เกิดพลังสร้างสรรค์และปลุกจิตสำนึก เหมือนคำโปรยปกหนังสือว่า

"สำหรับผู้ปรารถนาชีวิตดีงาม มีความหมาย และความสุข"

อาจารย์ระวี ภาวิไล เป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า มีความเข้าใจในเรื่องของโลกทั้งรูปธรรมและนามธรรมอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังเขียนหนังสือได้อย่างเป็นเลิศ ท่านเรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาเอกด้านดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย มีผลงานทางดาราศาสตร์เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ

"เริ่มเป็นอาจารย์เมื่ออายุเพียง 19 ปีเศษ ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ.2488 จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ใน พ.ศ.2529"

"ศึกษาค้นคว้าด้านศาสนาและปรัชญา เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม อาทิ คุณค่าชีวิต รู้สึกนึกคิด ชีวิตดีงาม บุปชาติแห่งชีวิต ความสงัด เพ่งพินิจเรื่องชีวิต ความสุขในโลก ฯลฯ และมีผลงานแปลที่พิมพ์เล่มแล้ว เช่น ปรัชญาชีวิต ปีกหัก หิ่งห้อย (แปลร่วมกับ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา) สาธนา ทรายกับฟองคลื่น อลิศผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ ฯลฯ"

อาจารย์ระวี ภาวิไล เขียนไว้ในคำนำผู้เขียนอย่างน่ารักว่า

"ข้อความในหนังสือเล่มนี้มีสาระมุ่งหมายให้ฅนรุ่นลูกหลานของผู้เขียนได้รับรู้ว่า ในสายตาและความคิดของผู้เขียนนั้นชีวิตเป็นสิ่งดีงาม และควรปฏิบัติต่อชีวิตอย่างไร ชีวิตมีแง่มุมหลากหลาย เต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์ใจ การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้รู้เห็น ชื่นชม และดำเนินบทบาทของตนในโลกนี้ นับเป็นโอกาสอันประเสริฐ ซึ่งแต่ละบุคคลควรจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุด"

คุณค่าชีวิต เขียนเป็นบทสั้นๆ 92 บท ถึงเรื่องราวของชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ อธิบายชี้แนะให้เข้าใจง่าย หมดจด ข้อเขียนถึงชีวิตทั้งเก้าสิบสองบทนี้ย่อมผ่านการคัดสรรว่าดีงามเหมาะสมสำหรับผู้อ่าน เพื่อความเข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คำว่าปฏิบัตินั้นไม่ใช่ว่าจะเขียนแบบสั่งสอนบังคับ ผู้อ่านสามารถรับรู้ด้วยตนเองด้วยถึงความเมตตาจากตัวหนังสือที่ละเมียด สะอาดและเรียบง่าย

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ หนังสือคุณค่าชีวิตแนะให้มองโลกในแง่ดีเห็นคุณค่าและรักชีวิต

"การได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มีโอกาสเห็นสิ่งสวยงามหลากหลาย ฟังเพลงไพเราะประทับใจสูดดมดอกไม้หอมนานาชนิด ได้ดื่มกินอาหารอร่อยบำรุงเลี้ยงร่างกาย และสัมผัสความแข็งอ่อน ร้อนเย็น กับตึงไหว ทั้งสามารถรู้สึก นึกคิด และมีความฝันวิจิตรพิสดาร

"ชีวิตจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ มีค่าควรรักษาทะนุถนอม"

"ชีวิตมนุษย์เราเป็นสิ่งประเสริฐ มีคุณค่าเลอเลิศแฝงเร้นอยู่ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากระดับต่ำต้อยเพียงใดก็สามารถไต่ขึ้นสูงเกินกว่าใครจะคาดคิด แม้วันนี้ขณะนี้เราจะยังไม่รู้ชัด แต่เมื่อสติปัญญาของเรางอกงามเติบโตขึ้น สิ่งใดที่ยังไม่รู้ก็จะได้รู้ สิ่งใดที่ยังไม่เห็นก็จะได้เห็น สิ่งใดที่ไม่เข้าใจก็จะได้เข้าใจ หากเริ่มทำงานเสียอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้"

"ก็ชีวิตนี้คือการอยู่และการรู้ ก็ควรจะอยู่ให้ดีและรู้ให้ดี ทั้งนี้จะอยู่อย่างดีก็โดยรู้ถูกต้อง และความรู้ถูกต้องนั้นเริ่มต้นที่รู้ตัวเอง จะเรียนรู้ตนเองก็โดยมีสติ หมั่นเฝ้าตามสังเกตตนเองไม่หยุดหย่อน ตามดูความเคลื่อนไหวในทุกขณะชีวิต ทั้งด้านรูปกายและจิตใจ"

"สิ่งที่คนเราควรเรียนรู้ คือ ชีวิตของเราเอง อันประกอบด้วยรูปกายกับจิต ซึ่งแปรเปลี่ยนอยู่ทุกขณะ รูปกายนั้นเรียนรู้ได้ในวิชา เช่น กายวิภาค และสรีรศาสตร์ สำหรับด้านจิตใจ แม้อาจศึกษาได้ในวิชาจิตวิทยา แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นส่วนของชีวิตที่ตามสังเกตได้ เมื่อฝึกตนเองด้วยสติ ความรู้ตัว และความมีใจตั้งมั่น แน่วแน่ คือสมาธิ"

ในยุคสมัยที่มีความยุ่งยาก ชีวิตในทุกวันนี้คล้ายเปลวไฟร้อน ผู้คนประสบความวุ่นวายสับสน คนดิ้นรนเร่งรีบบนโลกใบเดิมที่ไม่เหมือนเก่า สภาพแวดล้อมบีบบังคับคน คนเต้นเร่าตามสิ่งแวดล้อม ช่วงเวลาเร่ารนเช่นนี้ผู้คนคิดกันแต่เรื่องภายนอก ไขว่คว้าวัตถุที่จะนำพาชีวิตให้สุขสบาย ยากนักที่ผู้คนจะได้ค้นพบตนเอง ค้นพบความหมายสำคัญว่าควรใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเรียกว่าใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

ชีวิตเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเรียนรู้ หากเปรียบชีวิตเป็นเรือ ผู้พายต้องรู้กำลังตน รู้จักลม และกระแสน้ำ เพื่อจะได้นำเรือชีวิตล่องผ่านลำน้ำไปไม่พลิกคว่ำลงก่อนจะถึงจุดหมาย เพราะไม่มีใครจะรู้ว่าเมื่อใดเรือชีวิตจะถึงฝั่งสิ้นสุดชีวิต การศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆจึงมีความหมาย

"การศึกษา คือ การพัฒนาจิตใจและสติปัญญา เมื่อทำสิ่งใดใจต้องแน่วแน่ ดังนั้น ฝึกใจให้ทำการเรื่องเดียวในขณะหนึ่ง ไม่ใช่สองเรื่องพร้อมๆกัน"

"การศึกษาวิชาใดให้เก่งกล้า ต้องทำจิตใจให้แน่วแน่เป็นขั้นต้น ไม่ลังเลสงสัยว่า เรียนดีหรือไม่ดี ไม่กังวลด้วยว่า ยากลำบากอย่างไร ถ้าพอใจใคร่เรียนรู้ และปักใจลงมือด้วยความแข็งขันไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเล็กใหญ่ที่เผชิญ ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับเป็นขั้นต้นก็จะให้แรงสนับสนุนก้าวต่อไปให้สามารถเรียนรู้มากยิ่งขึ้น แก่กล้าขึ้น แล้วจะมั่นใจตนเองยิ่งขึ้นด้วย"

คุณค่าชีวิต ได้ย่นย่อเรื่องดีๆมากมายไว้ให้อ่านศึกษาเพื่อนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ระวี ภาวิไล ถ่ายทอดประสบการณ์ความคิด สร้างพลังใจให้เกิดแก่ผู้อ่าน สะท้อนให้เห็นว่าความสุขสงบในชีวิตเกิดขึ้นได้หากน้อมรับความจริงแท้ หนังสือ คุณค่าชีวิต เหมือนครูใจดีบอกเล่าสิ่งอัศจรรย์ของชีวิตที่ครูค้นพบ คุณค่าชีวิตคือการไขความลับแห่งชีวิตให้แก่ผู้อ่านทุกเพศทุกวัย เป็นธารน้ำแห่งพลัง หากใครดื่มกินก็จะสดชื่นแจ่มใส

"การมีสตินั้น ฝึกฝนอบรมได้ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ ทำได้ทุกขณะของชีวิต ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฝึกระลึกถึงตัวเองอยู่เสมอ โดยเฝ้าตามดูตัวเอง ทั้งการเคลื่อนไหวร่างกาย และการคิด ไม่ว่าเรื่องใด"

"คนที่ฉลาดจริงนั้น รู้จักตนเอง และรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดในใจด้วย จะเคลื่อนไหวอย่างไรก็รู้ตัวพร้อม ไม่หลงลืมหรือประมาทขาดสติ เป็นผู้ไม่พลั้งพลาดได้ง่าย การที่เราจะเป็นเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยความเพียรหมั่นฝึกฝนกำหนดรู้ตัวเองไว้เสมอ"

"เมื่อมีสติกำหนดรู้อยู่ตัว ก็จะเห็นคุณค่าของการปลีกตัวอยู่อย่างสงบ หลีกเร้นจากหมู่คณะบ้างในบางโอกาส เพื่อจะได้ครุ่นคิดพิจารณาชีวิตของตนเอง มิใช่เพื่อเพ้อฝันสร้างวิมานในอากาศแต่เพื่อเรียนรู้จักตนเองให้ลึกซึ้ง ทั้งด้านรูปกาย และความรู้สึกนึกคิด จะได้มีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ ไม่ใช่ความหลง"

เป็นความจริงที่ทุกคนรู้ว่า สติ มีความสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิต ถ้าให้ความวุ่นวายเป็นสิ่งรกรุงรัง เนื้อตัวของเราก็คงจะเปรอะเปื้อนด้วยสิ่งที่รกรุงรังนี้ รวมถึงใจก็จะยิ่งรกรุงรังอย่างที่สุด สิ่งที่จะช่วยกวาดชำระความเปรอะเปื้อนได้ก็คือ สติ เช่นเดียวกับการถอยห่างออกจากความเคยชินในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยให้เห็นแง่มุมที่ต่างออกไป เห็นภาพอื่นๆที่ไม่เคยเห็น มุมมองและภาพใหม่นี้อาจช่วยให้หัวใจสว่างวาบและเกิดความคิดใหม่ๆได้

การรู้จักตัวตนของเราอย่างถ่องแท้ เข้าใจโลกภายในให้มากขึ้น บ่มเพาะความคิดจริยธรรม ไม่ใช่คิดเข้าข้างตนเอง มิใช่ว่าจะรู้จักหน้าค่าตาตัวเองผ่านกระจกเงา และเฝ้าสนใจเพียงรูปภายนอกนั้น การรู้จักใจภายในย่อมดียิ่งกว่า คุณค่าชีวิต ได้เปิดกล่องความคิดในใจ เพื่อพินิจโลกพิจารณาตนเองให้มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งสำคัญคือเมื่อเห็นตนเองแล้วย่อมจะเห็นผู้อื่นด้วย เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครอยู่เพียงลำพังผู้เดียวได้ เหตุผลที่มนุษย์ตองพึ่งพาสิ่งต่างๆนั้น ก็เพื่อให้คนได้รู้จักลดทอนอัตตาตน

"ผู้เจริญย่อมพร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลเผื่อแผ่แบ่งปันแก่ผู้อื่น มุ่งให้ผู้รับได้ใช้ประโยชน์ โดยไม่หวังผลตอบแทนแต่อย่างใด การให้เช่นนี้มีคุณค่า ชำระจิตใจของผู้ให้เอง อย่าให้โดยหวังว่าจะได้คืน ไม่ควรให้เพื่อหวังคนสรรเสริญ และขณะให้ก็อย่าดูแคลนผู้รับ จงให้ในลักษณะเป็นการแบ่งปัน และนึกคิดว่าเราต่างก็มาใช้สอยสิ่งอันเป็นสมบัติโลก ไม่อาจยึดครองสิ่งใดได้อย่างแท้จริง"

คุณค่าของหนังสือดีคือการยกระดับความคิดให้ผู้อ่าน คุณค่าชีวิต ช่วยให้ผู้อ่านได้ตรวจสอบสรรพสิ่ง ได้เห็นศักยภาพของตนเองว่ามีมากมายมหาศาล ทั้งยังส่งมอบประตูวิเศษเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากการยึดติดตัวตน และทุกๆสิ่งนั้นยังให้คิดเองอย่างอิสระ

"อย่าอาลัยอาวรณ์สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร หากกระทำการปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตจะดีเองเมื่อมาถึง ให้รู้จังหวะเวลาในชีวิตว่าเหมาะสมสำหรับการต่างๆ เช่น วัยเยาว์ศึกษาหาความรู้และพัฒนาสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง ดำรงตนให้ห่างสิ่งเสพติดมีพิษร้าย ฝึกวินัยของตนให้จิตใจเข้มแข็งเตรียมพร้อม เพื่อเผชิญชีวิตในวัยผู้ใหญ่"

"สังคมมนุษย์ที่เจริญแล้วจริง บุคคลย่อมมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อยู่เป็นสุข ไม่ถูกข่มเหงเบียดเบียน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้ขัดสน ทุกฅนมีวินัยควบคุมตนเอง ไม่ทำร้ายทำลายชาติ ไม่ถือเอาของฅนอื่น ไม่ล่วงละเมิดของรักหรือฅนรักของผู้อื่น กล่าวแต่ถ้อยคำเป็นจริงและมีประโยชน์ ไม่มอมเมาตนเองทุกทาง สังคมเช่นนี้มีอารยธรรมแท้จริง ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขแน่นอน"

คุณค่าชีวิต หนังสือที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจจริงแท้ เหมือนเพื่อนที่ซื่อสัตย์ เป็นเคล็ดลับการใช้ชีวิตฉบับย่อบนโลกที่เพียงกดปลายนิ้วก็จะพบเห็นสิ่งนานาเหลือคณานับ ชีวิตนั้นไร้ขอบเขต และโลกก็ไร้พรมแดน ในยุคโลกาภิวัตน์ความเข้าใจตนเองมีความหมายมากยิ่งขึ้นเพราะจะช่วยกลั่นกรองเรื่องราว และเลือกใช้ชีวิตให้เหมาะสม มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น โลกในอนาคตยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก เกินที่คนรุ่นเราจะนึกถึง

"การลุ่มหลงสยบติดความสะดวกสบาย ทำลายความเข้มแข็งของกายและใจ การหลบหนีจากความยากลำบาก ชักนำให้จิตใจอ่อนแอ ความเป็นอยู่ที่ฟุ้งเฟ้อทำให้เห็นแก่ตัว เพราะเมื่อติดใจอยู่กับสุขสะดวกสบายแล้ว ย่อมไม่ยอมสละเพื่อผู้อื่น ไม่มีเวลาจะเอาใจใส่ทุกข์สุขของผู้ใด"