หยูกยาในครัว

อาหารบำบัด

เวลาไม่สบาย ส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยจะนึกถึงเรื่องกินกันสักเท่าไหร่ แถมบางทีกินไม่ลงด้วยซ้ำไปนะคะ แต่จริงๆแล้ว ยิ่งไม่สบาย ยิ่งต้องพยายามกินเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ร่างกายจะได้มีแรงท้าสู้ต่อโรค และที่สำคัญ อาหารบางอย่างยังช่วยบำบัดความไม่สบายได้โดยตรงอีกด้วย

อาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวันนั้น ใช้บำบัดความไม่สบายได้สารพัดอย่าง ขอเพียงศึกษาหาความรู้กันสักหน่อยว่า อาหารแต่ละชนิด โดยเฉพาะพืช ผัก ผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ในด้านใดบ้าง เพราะถ้าเรากินให้ถูกโรค ถูกเวลา และกินปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ก็สามารถจะช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพพื้นฐานให้อยู่ดีมีสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งยาที่เป็นสารเคมีโดยไม่จำเป็น


เครียด วิตกจริต : กินกล้วยหอม

ช่วงไหนรู้สึกเครียดๆ หม่ำกล้วยหอมสักลูก กล้วยหอมลูกย่อมๆหนึ่งลูก มีแคลอรีเพียง 104 แคลอรีกับน้ำตาล 14 กรัม ช่วยเสริมน้ำตาลในเลือดอย่างอ่อนๆ และให้วิตามินบี 6 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ซึ่งช่วยให้สมองหลั่งสารเซราโทนิน สารที่ทำให้เกิดความสุขออกมามากขึ้น


ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะ : กินโยเกิร์ต

โยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อลำไส้อย่างมาก กินโยเกิร์ตสัก 1 ช้อนครึ่ง ก็ให้ประโยชน์อย่างมากแล้วต่อระบบทางเดินอาหาร เพราะแบคทีเรียจะช่วยให้ลำไส้ย่อยอาหารประเภทถั่วและแล็กโทสในนม (ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดแก๊สในกระเพาะ) ได้ดีขึ้น


ความดันโลหิตสูง : กินลูกเกด

ลูกเกด 60 เม็ด หรือประมาณหนึ่งกำมือ ประกอบด้วยไฟเบอร์ 1 กรัม และโปรแตสเซียม 212 มิลลิกรัม ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีปัญหาความดันสูง มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บ่งชี้ว่า สารโพลีฟีนอลในผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากองุ่น เช่น ลูกเกด ไวน์ และน้ำองุ่น ล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงช่วยลดความดันโลหิต


อารมณ์บ่จอย : กินทูน่า

ทูน่ากระป๋องขนาด 3 ออนซ์ (85 กรัม) มีโอเมก้า 3 ประมาณ 800 มิลลิกรัม ซึ่งจากการศึกษาพบว่า เป็นปริมาณที่สามารถช่วยบำบัดอารมณ์หดหู่ซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นคาร์โบโฮเดรตในปริมาณ 37 กรัม ก็สามารถจะช่วยเพิ่มสารเซราโทนิน ที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้เช่นกัน


คลื่นไส้ อาเจียน : กินขิง

ขิงมีสรรพคุณช่วยแก้อาการคลื่นไส้ได้อย่างดีเยี่ยม ปริมาณที่เหมาะสมคือ ขิงผง 1 / 4 ช้อนชา หรือขิงแก่สับ 1 / 2 - 1 ช้อนชา หรือชาขิง 1 ถ้วย แม้ว่านักวิจัยจะยังไม่แน่ใจว่าน้ำมันหรือสารประกอบชนิดใดในขิงที่ไประงับอาการคลื่นไส้ แต่ก็ใช้ได้อย่างปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง เช่น ทำให้ปากแห้ง หรือง่วงซึมเหมือนยาสมัยใหม่


เป็นแผลในกระเพาะอาหาร : กินกะหล่ำปลี

มีการศึกษาทางการแพทย์ที่บ่งชี้ว่า สารประกอบซัลโฟราเฟน ในกะหล่ำปลี มีประสิทธิภาพในการจัดการกับแบคทีเรีย เอช.ไพโลไร (ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร) ก่อนที่มันจะเข้าสู่ลำไส้ และยังจะช่วยยับยั้งการขยายตัวของเนื้องอกในกระเพาะอาหาร ด้วยแคลอรีเพียง 34 แคลอรี ในกะหล่ำปลี 1 ถ้วย แต่ให้ไฟเบอร์ 3 กรัม และให้วิตามินซี 75 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน


ริดสีดวง : กินมะเดื่อ

ไฟเบอร์ 3 กรัมในมะเดื่อแห้ง 4 ลูก จะช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวลง ซึ่งจะช่วยให้ริดสีดวงหายเร็วขึ้น นอกจากนั้นมะเดื่อยังให้โปรแตสเซียม 5 เปอร์เซ็นต์ และธาตุสังกะสี 10 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน


เหนื่อย อ่อนเพลีย : ดื่มน้ำส้มคั้น

ฟรุกโตสในน้ำส้ม 1 แก้ว จะช่วยคืนความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าให้ร่างกาย มีการศึกษาวิจัยที่แนะนำว่า ประสิทธิภาพของวิตามินซี จะช่วยต่อสู้กับความเครียดที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ อีกทั้งวิตามินซียังมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยให้ร่างกายสูบฉีดออกซิเจนสู่กระแสเลือด ทำให้สดชื่น ตื่นตัว และมีพลังขึ้นอีกครั้ง

 

กรดไหลย้อน : ดื่มชาคาโมไมล์

คาโมไมล์สามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบ อาการหดเกร็ง และการเกิดแก๊สในระบบย่อยอาหาร ชงชาในน้ำร้อน 1 แก้ว แช่ไว้นาน 20 นาที โดยระหว่างนี้ควรปิดฝาแก้วเอาไว้ด้วยเพื่อกักเก็บน้ำมันหอมระเหยเอาไว้ในน้ำ ดื่มวันละ 2 - 3 ครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น

 

ปวดศีรษะ : กินมันฝรั่ง

คาร์โบไฮเดรต 37 กรัม ในมันฝรั่งหัวย่อมๆหนึ่งหัว สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากการที่ไปช่วยเพิ่มระดับเซราโทนีนให้สูงขึ้น แต่ต้องควบคุมปริมาณไขมันและโปรตีนให้ต่ำกว่า 2 กรัม

 

ต่อไปนี้ เวลาไม่สบาย แทนที่จะรีบวิ่งไปร้านยา ลองเดินเลี้ยวเข้าห้องครัวไปหาหยูกยาธรรมชาติกันดีกว่านะคะ