"จะเครียดกันทำไม 2"

คุยข้างครัว

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด ในช่วงที่เรายังแก้ปัญหาไม่ได้ เราจะเครียดมาก เมื่อแก้ได้แล้วความเครียดต่างๆก็จะลดและหายไป ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น จงละเว้นการแก้ปัญหาแบบต่างๆ ต่อไปนี้

  • - อย่าแก้ปัญหาแบบวู่วาม ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ เมื่อมีปัญหาให้พยายามสงบสติอารมณ์ อย่าพึงเอะอะโวยวาย ให้หายใจช้าๆ ลึกๆ สัก 4-5 ครั้ง หรือนับ 1-10 ก่อนที่จะตอบโต้อะไร จะได้ไม่เสียใจภายหลังกับสิ่งที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
  • - อย่าหนีปัญหา แล้วหันหาเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน หรือเที่ยวเตร่กลางคืน เพื่อช่วยให้สบายใจชั่วขณะ ต้องกล้าเผชิญปัญหา อย่าผัดวันประกันพรุ่ง รีบแก้ปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยให้ค้างคา เพราะความเครียดจะสะสมมากขึ้นด้วย
  • - อย่าคิดพึ่งพาผู้อื่นอยู่ร่ำไป ให้คิดช่วยตนเอง ใช้ความสามารถของตัวเองให้เต็มที่ก่อน ถ้าไม่สำเร็จค่อยพึ่งพาผู้อื่น
  • - อย่าเอาแต่โทษตัวเอง ทุกคนทำผิดพลาดกันได้ จงให้โอกาสตัวเองแก้ไข อย่าซ้ำเติม เฝ้าคิดแต่เรื่องดิม จะไม่ช่วยแก้ปัญหาแถมยังสร้างความทุกข์ใจให้มากยิ่งขึ้น
  • - อย่าโยนความผิดให้ผู้อื่น ให้รับผิดชอบในสิ่งที่ได้ทำร่วมกัน การปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบโดยโยนความผิดให้กับผู้อื่นไม่ช่วยแก้ปัญหา มีแต่จะก่อความแตกแยก และปัญหาให้มากขึ้นอีกด้วย
  • การแก้ปัญหาต้องทำอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผลและใช้ความคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน ดังนี้
  • - คิดทำสาเหตุของปัญหาด้วยใจเป็นธรรม ไม่เข้าข้างตัวเองไม่โทษคนอื่น
  • - คิดหาวิธีแก้ปัญหาหลายๆวิธี ถ้าคิดเองไม่ออก ก็ไปปรึกษาผู้ใกล้ชิด หรือผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า
  • - ลงมือแก้ปัญหาตามวิธีที่คิด อาจต้องใช้ความกล้าหาญอดทน หรือต้องใช้เวลาบ้างก็อย่าท้อใจเสียก่อน
  • - ประเมินผลดูว่าวิธีที่ใช้ได้ผลหรือไม่ ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นๆ ที่เตรียมไว้จนกว่าจะได้ผล

เมื่อแก้ปัญหาได้ ก็จะหายเครียดและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย

ความคิดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราเกิดความเครียด หากรู้จักคิดให้เป็น ก็จะช่วยลดความคิดไปได้มาก วิธีคิดที่เหมาะสมได้แก่

  1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาแต่เข้มงวด จับผิดหรือตัดสินผิดถูกตัวเองและผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา จงละวางผ่อนหนักผ่อนเบา ลดทิฐิมานะ รู้จักให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง หัดลืมเสียบ้าง ชีวิตจะมีความสุขมากขึ้น
  2. คิดอย่างมีเหตุผล อย่าด่วนเชื่ออะไรง่ายๆแล้วเก็บเอามาคิดวิตกกังวล ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน นอกจากจะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกง่ายแล้วยังตัดความกังวลลงได้ด้วย
  3. คิดหลายๆแง่มุม ลองคิดหลายๆ ด้านดีและด้านไม่ดี เพราะไม่ว่าเหตุการณ์อะไรก็ย่อมมีทั้งดีและไม่ดีประกอบกันทั้งนั้น อย่ามองเพียงด้านเดียว ให้ใจเป็นทุกข์ นอกจากนี้ควรหัดคิดในมุมของคนอื่นบ้างจะช่วยให้มองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
  4. คิดแต่เรื่องดีๆ ถ้าคิดแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องล้มเหลว ผิดหวังทั้งหลายก็จะยิ่งเครียดหนักขึ้น ควรคิดแต่เรื่องดีๆให้มากขึ้น จะช่วยให้สบายใจมากขึ้น
  5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าคิดหมกมุ่นอยู่กับตัวเองเท่านั้น เปิดใจกว้าง รับรู้ความเป็นไปของคนใกล้ชิด ใส่ใจช่วยเหลือสนใจปัญหาของผู้คนในสังคม บางทีก็จะพบว่าปัญหาที่กำลังเครียดอยู่นี้ช่างเล็กน้อยเหลือเกินกับปัญหาของผู้อื่น จะทำให้รู้สึกดีขึ้น และถ้าช่วยเหลือผู้อื่นได้ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นด้วย

เมื่อรู้สึกเครียด คนเราจะมีวิธีผ่อนคลายที่แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่จะเลือกวิธีที่ตนเองเคยชิน ถนัด ชอบ หรือสนใจทำแล้วเพลิดเพลิน มีความสุข ซึ่งมีวิธีโดยทั่วๆไปคือ

  • - นอนหลับพักผ่อน
  • - ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย เต้นแอโรบิค โยคะ รำมวยจีน
  • - ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี
  • - เล่นกีฬาประเภทต่างๆ
  • - ดูโทรทัศน์ ภาพยนตร์
  • - เต้นรำ ลีลาศ
  • - ทำงานศิลปะ การฝีมือ งานประดิษฐ์ต่างๆ
  • - ปลูกต้นไม้ ทำสวน
  • - เล่นกับสัตว์เลี้ยง
  • - จัดห้อง แต่งบ้าน
  • - อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ แต่งกลอน
  • - สะสมแสตมป์ พระเครื่อง เครื่องประดับ
  • - ถ่ายรูป จัดอัลบั้ม
  • - เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ท่องอินเทอร์เน็ต
  • - พูดคุยพบปะเพื่อนฝูง
  • - เสริมสวยทำผม ทำเล็บ
  • - ช็อปปิ้ง
  • - ท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ และอื่นๆ

สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเกิดความเครียด อย่าได้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน หันหายาเสพติด กินจุกจิก เพราะจะทำให้เสียเงิน เสียสุขภาพ ยังทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย เช่น เมาแล้วขับ เป็นหนี้เป็นสิน ซึ่งจะทำให้เครียดมากกว่าเดิมเสียอีก

เทคนิคเฉพาะในการคลายเครียด ที่จะนำเสนอมี 6 วิธี คือ

  1. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  2. การฝึกการหายใจ
  3. การทำสมาธิ
  4. การจินตนาการ
  5. การคลายเครียดจากใจสู่กาย
  6. การนวดคลายเครียด

แต่ละวิธีมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เราไม่จำเป็นต้องฝึกทั้ง 6 วิธีก็ได้ เพียงเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งที่ชอบสะดวก ทำแล้วคลายเครียดได้ดีก็พอ เมื่อฝึกได้ระยะหนึ่งจะรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เช่น ใจเย็นลง สุขภาพดีขึ้น สมาธิดีขึ้น

1. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

หลักการ ความเครียดมีผลทำให้กล้ามเนื้อหดตัว สังเกตได้จากอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด กำหมัด กัดฟัน การเกร็งของกล้ามเนื้อ จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวด เช่น ปวดคอ หลัง ไหล่ การฝึกการคลายกล้ามเนื้อจะช่วยให้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลดลง ในขณะฝึกจิตใจจะจดจ่ออยู่กับการคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทำให้ลดอาการฟุ้งซ่าน วิตกกังวล จิตใจจะมีสมาธิมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

วิธีการฝึก เลือกสถานที่ที่สงบปราศจากเสียงรวบกวน นั่งในท่าที่สบาย คลายเสื้อผ้าให้หลวม ถอดรองเท้า หลับตา ทำใจให้ว่าง ตั้งสมาธิอยู่ที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ

ฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ 10 กลุ่ม ดังนี้

1. มือและแขนขวา โดยกำมือ เกร็งแขนแล้วคลาย

2. มือและแขนซ้ายโดยทำเช่นเดียวกัน

3. หน้าผาก โดยเลิกคิ้วสูงแล้วคลาย ขมวดคิ้วแล้วคลาย

4. ตาแก้ม จมูก โดยหลับตาแน่น ย่นจมูกแล้วคลาย

5. ขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก โดยกัดฟัน ใช้ลิ้นดันเพดานปากแล้วคลาย เม้มปากแน่นแล้วคลาย

6. คอ โดยก้มหน้าให้คางจดคอแล้วคลาย เงยหน้าจนสุดแล้วคลาย

7. อก ไหล่ และหลัง โดยหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้แล้วคลาย ยกไหล่สูงแล้วคลาย

8. หน้าท้อง และก้น โดยแขม่วท้องแล้วคลาย ขมิบก้นแล้วคลาย

9. เท้าและขาขวา โดยยืดขา งอนิ้วเท้าแล้วคลาย เหยียดขา กระดกปลายเท้าแล้วคลาย

10. เท้าและขาซ้ายทำเช่นเดียวกัน

ข้อแนะนำ

1. ระยะเวลาที่เกร็งกล้ามเนื้อให้น้อยกว่าระยะเวลาที่ผ่อนคลาย เช่น เกร็ง 3-5 วินาทีผ่อนคลาย 10-15 วินาที เป็นต้น

2. เวลากำมือระวังอย่าให้เล็บจิกเนื้อตัวเอง

3. ควรฝึกประมาณ 8-12 ครั้ง เพื่อให้เกิดความชำนาญ

4. เมื่อคุ้นเคยกับการผ่อนคลายแล้ว ให้ฝึกคลายกล้ามเนื้อได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเกร็งก่อน

5. อาจเลือกคลายกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหาเท่านั้นก็ได้ เช่น หน้า ต้นคอ หลัง ไหล่ ไม่จำเป็นต้องคลายกล้ามเนื้อทั้งตัว จะช่วยให้ใช้เวลาน้อยลง และสะดวกมากขึ้น