60 พรรษา สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

มหัศจรรย์ทุกวัน ณ หมู่เกาะอันดามัน

จากพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง มหัศจรรย์ทุกวัน ซึ่งได้ทรงถ่ายทอดการ เสด็จฯไปหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม ถึงวันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2539 สะท้อนให้เห็นถึงพระราชวินิจฉัยอันลึกซึ้งพระอุปนิสัยที่ไม่ทรงท้อถอย และทรงเป็นแบบอย่างของการแสวงหาความรู้จากการเดินทางไปในที่ต่างๆทั่วโลก

มีรับสั่งว่า ไม่เคยรู้จักเกาะอันดามันและเกาะนิโคบาร์มาก่อน แต่เมื่อประมาณ พ.ศ.2535 พระสหายชาวอินเดียได้มีจดหมายส่งกลับมาถึงพระองค์ เล่าถึงการทำงานเหมืองแร่อยู่ที่เกาะนิโคบาร์ ต่อมาพระสหายที่เคยนั่งเรือไปเที่ยวหมู่เกาะอันดามัน เล่าเรื่องการผจญภัยในเรือและชาวพื้นเมืองที่อยู่ตามเกาะ และธรรมชาติอันงดงามที่ยังไม่ถูกทำลาย จึงเกิดความสนพระทัยจนทรงเริ่มค้นคว้าจากแผนที่ และหนังสือ Atlas for Marine Policy in Southeast Asian Seas โดย Joseph R.Mogan & Mark J.Valencia ทำให้ทรงทราบว่า เกาะนิโคบาร์เป็นหมู่เกาะอยู่เหนือเกาะสุมาตรา ด้านเหนือเป็นหมู่เกาะอันดามัน ซึ่งเรียงตัวตามแนวเหนือใต้ เหนือสุดอยู่ใกล้พม่า แต่อยู่ในความครอบครองดูแลของอินเดีย รัฐบาลอินเดีย จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปบริเวณดังกล่าว

มีพระราชประสงค์ที่จะทดลองเดินทางทางเรือ เพราะทรงรู้สึกว่าได้เดินทางทางเรือมาหลายครั้งแล้ว จนอาการเมาเรือที่เป็นเสมือนพระโรคประจำพระองค์ทุเลาลง มีพระราชดำริว่า การเดินทางทางเรือจะทำให้ทรงศึกษาสภาพภูมิศาสตร์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจากการเดินทางโดยเครื่องบิน และให้บังเอิญได้รับทราบจาก พลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์ ผู้บัญชาการทหารเรือขณะนั้นว่า กองทัพเรือไทยกับอินเดียจะมีปฏิบัติการฝึกร่วมในหมู่เกาะทั้งสอง และจะช่วยประสานกับกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศให้ จึงทรงกำหนดวางแผนที่จะเสด็จฯไปในปลายพ.ศ.2539

ก่อนเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับหมู่เกาะทั้งสองอย่างละเอียด แต่ไม่ทรงพบว่าจะมีหนังสือเล่มใดที่เล่าถึงเกาะอันดามันและเกาะนิโคบาร์เป็นภาษาไทย จึงมีพระราชดำริที่จะทรงบันทึกการเดินทางครั้งนี้ด้วยพระองค์เองอย่างที่เคยทรงทำเกือบทุกครั้งที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของพระองค์ที่จะเป็นประสบการณ์ชีวิต และเพื่อเป็นบรรณาการแก่ผู้สนใจค้นคว้าต่อไป โดยทรงตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า จากสันนิษฐานของการกำเนิดหมู่เกาะทั้งสองแห่ง

ซึ่งแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นภูเขาเทือกเดียวกับเทือกเขาอารากันโยมาในพม่า แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ดินแดนจมน้ำ อีกฝ่ายเชื่อว่าแตกตัวจากแผ่นดินใหญ่อินเดีย และเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันออก

ส่วนในทางพฤกษศาสตร์ พืชที่พบในตอนบนของเกาะอันดามันคล้ายกับพืชในแผ่นดินใหญ่พม่า และพืชทางใต้ของมาเลเซีย

วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2539 เสด็จลงเรือหลวงสิมิลัน ที่ท่าเรือภูเก็ต โดย พลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์ ผู้บัญชาการทหารเรือและคณะถวายการต้อนรับ เวลานั้นเรือหลวงสิมิลันเป็นเรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ ระวางขับน้ำ22,000 ตัน นับว่าใหญ่ที่สุดที่กองทัพเรือมีอยู่ ต่อที่อู่ต่อเรือหูตง นครเซี่ยงไฮ้ ส่งมอบให้กับกองทัพเรือหมาดๆ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2539 และเพิ่งเดินทางมาเมืองไทย เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานชื่อว่า เรือหลวงสิมิลัน หมายเลขเรือ 871 มีกำลังพล 157 นาย ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ที่ทรงลงเรือสิมิลัน ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่เซี่ยงไฮ้ ครั้งที่สอง ระหว่าง 11-13 พฤศจิกายน ไปหมู่เกาะสุรินทร์ และเกาะสิมิลัน

เรือหลวงสิมิลันออกจากท่าเรือภูเก็ต ในเวลาประมาณ 21.45 น. และทรงใช้เวลาอยู่บนเรือตลอดทั้งวันในการเดินทาง จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน ส่วนใหญ่ทรงใช้เวลาในการอ่านและเขียนหนังสือ และชมเรือ มีรับสั่งว่าพยายามไม่ทรงพระดำเนินมากเพราะวันก่อนเดินทางทรงหกล้มขาแพลง ทรงพระดำเนินไม่ถนัด ถ้าพระดำเนินอาจจะทรงเจ็บจนพระดำเนินไม่ไหว จะอดเที่ยว หลังงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ทรงเปลี่ยนนาฬิกาให้เวลาช้าลงครึ่งชั่วโมง เพราะเวลาอินเดียที่เกาะอันดามัน ช้ากว่าไทยชั่วโมงครึ่ง

หมู่เกาะอันดามันประกอบด้วยเกาะต่างๆประมาณ 300 เกาะ มีคนอาศัยอยู่ราว 26 เกาะ เกาะใหญ่ๆ ได้แก่ เกาะอันดามันเหนือ เกาะอันดามันกลาง และเกาะอันดามันใต้ รวมเรียกว่า อันดามันใหญ่ ที่เกาะอันดามันใต้ เป็นที่ตั้งของพอร์ต แบร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ภูมิประเทศสูงๆต่ำๆ ภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น ฝนตกเกือบทั้งปี แต่ก็มีช่วงที่ขาดแคลนน้ำอยู่บ้างเหมือนกัน

เมื่อเสด็จฯไปถึงท่าเรือทหาร ฮัดโด เมืองพอร์ต แบร์ ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายไทยและอินเดีย อย่างสมพระเกียรติ และทรงนำพระองค์เสด็จเข้าที่ประทับ ณ โรงแรม เบย์ ไอแลนด์ รีสอร์ท ซึ่งเป็นโรงแรมระดับห้าดาวชายทะเลของที่นี่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทอดพระเนตรอนุสรณ์สถานแห่งชาติเป็นจุดแรกในวันรุ่งขึ้น อนุสรณ์แห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงสงครามกู้เอกราชของอินเดียครั้งแรก ทอดพระเนตรคุกCellular Jail ซึ่งใช้เวลาสร้างตั้งแต่ ค.ศ.1896 จนถึง ค.ศ.1906 ใช้แรงงานนักโทษในการก่อสร้าง และใช้วัสดุก่อสร้างจากหลายแห่งแม้แต่ในพม่า ทอดพระเนตรที่คุมขังของนักโทษสำคัญ สถานที่ประหารชีวิต และพิพิธภัณฑ์เก็บสิ่งของ และเรื่องราวเกี่ยวกับคุกแห่งนี้ ความทารุณที่กระทำต่อนักโทษการเมืองทำให้เกิดการประท้วงอดอาหารหลายครั้ง จนถึงขั้นลุกฮือต่อต้านอังกฤษในแผ่นดินใหญ่ มหาตมะ คานธี และ เนรูห์ เคยประท้วงอังกฤษที่ทำการทารุณที่อันดามัน

ช่วงบ่าย เสด็จลงเรือไปที่เกาะรอส ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของทหารเรือ ไม่มีคนอยู่มีป้ายติดค่าเข้าชม 5 รูปี และเทปอธิบายประวัติความเป็นมาของเกาะว่า นายทหารเรือชาวอังกฤษ ชื่อ กัปตันArchibald

Blair เดินเรือมาในปี 1789 ต่อมาเรียกดินแดนนี้ว่า กาฬปานิ หรือน้ำดำ สันนิษฐานว่าเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง คือมาลาเรีย ต่อมาเป็นที่คุมขังของนักโทษ และในปี 1942 ญี่ปุ่นมาอยู่ที่พอร์ตแบร์ เป็นเวลา 3 ปี จนถึงค.ศ.1945 พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ยอมวางอาวุธ มีการตัดสินความอาชญากรสงครามญี่ปุ่นที่นี่ หลังจากนั้น เกาะรอสถูกทิ้งร้าง จนถึง ค.ศ.1980 กองทัพเรืออินเดียเข้ามาปรับปรุง และเปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมหลักฐานทางประวัติศาสตร์

ต่อมาเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์ ไปที่หมู่เกาะนิโคบาร์ ซึ่งเป็นเกาะที่มีเกาะต่างๆอยู่ประมาณ 19 เกาะ ตรงใต้สุดอยู่ห่างจาก Pulao Breweh ซึ่งเป็นเกาะของเกาะสุมาตรา 170 กิโลเมตร มีทั้งที่เป็นเกาะปะการัง และที่มีภูเขาเตี้ยๆ เกาะเกรทนิโคบาร์ เป็นเกาะเดียวที่มีน้ำจืดเพียงพอ ต้นไม้ที่นี่ต่างไปจากที่พบในเกาะอันดามัน มีเฟิร์นสายพันธุ์ต่างๆ ส่วนสัตว์ ได้แก่ งู กิ้งก่า จระเข้ และเต่า ประชากรเป็นพวกนิโคบารีส ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพวกมาเลย์และมอญ ภาษาที่พูดเป็นภาษาตระกูลมอญ-เขมร ภาษาอังกฤษ และฮินดูสตานี ประชากรส่วนใหญ่ที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ นับถือศาสนาฮินดู คนพื้นเมืองนับถือศาสนาคริสต์ มีมุสลิมบ้าง ปลูกมะพร้าวและหมากเป็นหลัก เกาะนิโคบาร์เป็นศูนย์กลางการปกครองของหมู่เกาะนิโคบาร์ ระหว่างทางเสด็จฯไปบ้านพักรับรอง ทอดพระเนตรเห็นนักเรียนยืนเรียงรายต้อนรับ หน้าตาไม่เหมือนแขกอินเดีย แต่เหมือนคนไทยและมาเลย์มากกว่า

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรเต่าออกไข่ที่อุทยานแห่งชาติปากน้ำกาเลเธีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ปลูกศาลาไว้ให้นั่งรอเต่า ห้ามส่งเสียงดัง และห้ามเปิดไฟด้วย ทรงใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงไปกับกิจกรรมดูเต่ามะเฟือง ซึ่งเป็นเต่าหายาก ขึ้นมาวางไข่ 3 ตัว เจ้าหน้าที่บอกว่า โชคดีแล้ว เพราะหาดยาวมาก คืนหนึ่งมีเต่าขึ้นมาราวสิบกว่าตัว แต่อยู่ห่างกัน และจะเห็นได้ยาก ฤดูกาลออกไข่ของเต่า เริ่มประมาณเดือนตุลาคม และมากที่สุดในเดือนธันวาคม จนถึงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ สภาพแวดล้อมที่เต่าชอบขึ้นมาไข่ คือ ฟ้าโปร่ง ทะเลเรียบ

เมื่อเต่าขึ้นมาจากทะเลจะหาที่ออกไข่ เท่าที่สังเกตจะใช้เวลามากที่สุด120 นาที เร็วที่สุด 5 นาที โดยเฉลี่ย 21 นาที การกลบจะใช้เวลานานและต้องพิถีพิถันมากที่สุด เพื่อไม่ให้ศัตรูมาทำร้าย จำนวนไข่ต่อครั้งประมาณ 100ฟองและเคยถึง 135 ฟอง ที่หาดกาเลเธียจะมีไข่เต่าฟักประมาณ 56 วัน ออกเป็นตัวประมาณร้อยละ35 ออกเป็นตัวถึงร้อยละ90 ศัตรูที่สำคัญที่สุดของเต่า คือ ปู นอกนั้นเป็นสุนัข

การเสด็จฯไปที่หมู่เกาะอันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตื่นตีสี่ครึ่งทุกวัน เสวยบะหมี่ตอนเช้าเป็นการรองท้อง ก่อนจะเสด็จฯไปทอดพระเนตรตามสถานที่ต่างๆบนเกาะ ซึ่งยังมีธรรมชาติอยู่เป็นอันมาก เนื่องจากเป็นเกาะที่ยังไม่มีคนไปพักอาศัยอยู่ เป็นเกาะที่บริสุทธิ์ และทรงพระสำราญกับการลงเล่นน้ำอีกด้วย เกาะเหล่านี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวมาได้ แต่ไม่ให้ค้างแรม และค่าใช้จ่ายแพงมาก

การเสด็จฯไปหมู่เกาะทั้งสอง ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่อยู่ระหว่างดินแดนของหลายประเทศในอาเซียน

แต่ไปอยู่ในการครอบครองดูแลของอินเดีย ครั้งนี้ได้นำความแปลกใหม่และทำให้ทรงได้รับทั้งความรู้ควบคู่กับความเพลิดเพลิน จนมีรับสั่งว่า มาคราวนี้สนุกมาก สมกับที่มีผู้ตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า มหัศจรรย์ทุกวัน