แมว

ลาว คำหอม เขียน
หนังสือคือแสงจันทร์

"ความเหนื่อยอ่อนที่วูบขึ้นลงตามจังหวะการหายใจผลักให้ชายชราค่อยๆเอนตัวราบลงบนเสื่อกก ทว่านอนนิ่งอยู่ได้ไม่กี่อึดใจ เรื่องราวสารพัดสารพันเก่าๆทยอยตามเข้ามาอีก ปู่พยายามข่มหัวใจไม่ให้คิดและพยายามผลักภาพอันสับสนและวุ่นวายจากห้วงนึก แต่มันก็เหมือนกับความพยายามที่จะลบความดำมืดออกจากคืนข้างแรม"

แมว นวนิยายของนักเขียน ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2535 เจ้าของหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อดัง ฟ้าบ่กั้น มีนามแฝงที่สวยงามคือ ลาว คำหอม

แมว ลาว คำหอม เขียน สำนักพิมพ์ดวงตา หนังสือไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ แต่จากการสืบค้นจากประวัติของผู้เขียน คำสิงห์ สีนอก พบว่าหนังสือเล่มนี้ พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2527 ในคำนำสำนักพิมพ์เขียนสั้นๆว่า

"ลาว คำหอม นามปากกาที่คนเขียนหนังสือและนักอ่านรู้จักดีในผลงานอันเป็นที่นิยมยกย่อง

"แมว นวนิยายขนาดยาวเรื่องแรกในการประพันธ์ของเขานี้ สำนักพิมพ์ดวงตา มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้นำเสนอเป็นรูปเล่ม เชื่อว่าผู้อ่านเรื่องตั้งแต่หน้าเริ่มจนบทสุดท้ายของนวนิยายสำคัญเล่มนี้ จะพอใจที่ได้เสพคุณค่าอีกชิ้นหนึ่งของวรรณกรรมไทย"

แน่นอนหนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันเฝ้าแต่นึกถึงชีวิตในแต่ละวันของเฒ่าโสม ตัวละครเอก เมื่อวัยชรามาถึง จะมีอะไรให้ทำได้บ้าง ความคิดก็วกๆวนๆ เลือนๆรางๆ กำลังก็เสื่อมถอย คนแก่จึงมักจะนั่งและนอนทอดหุ่ย ลาว คำหอม ผู้ซึ่งเปี่ยมจินตภาพและฝีมืองานประพันธ์ชั้นเลิศกับท่วงทำนองอันงดงาม เขียนเรื่อง แมว ออกมาบอกเล่าให้เราเข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่า หัวใจของความชรา นั้นเป็นอย่างไร

"เมื่อยังหนุ่มแน่น มีแรงแบกจอบแบกเสียม คนเราก็มักจะเป็นอย่างนั้น เอาใจตนเป็นประมาณ จะเปรียบไป พวกเขาก็เหมือนเดือนข้างขึ้น มีเวลาที่สุกใส ยังมีปีมีเดือนให้ล้มให้ลุกมันเป็นเรื่องของวัย ของเวลา ส่วนพวกเรานั้น ดูไปมันก็เหมือนเดือนข้างแรม มองไปก็เห็นเพียงแสงหลัวๆอยู่ข้างหน้า ความสลัวนั้น นับวันก็จะค่อยๆดำมืดขึ้นเป็นลำดับ จะให้คิดให้รู้สึกอย่างพวกเขาก็ลำบากอยู่"

ฉันรักหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่แรกอ่านไปเพียงไม่กี่หน้า ฝีมือการประพันธ์ของ ลาว คำหอม สามารถล้อมตรึงความคิดให้วนเวียนอยู่ในร่างแหของเรื่องราวทั้งหมด เมื่อแก่ตัวลงสังขารได้เสื่อมถอย คนแก่หรือเฒ่าโสมในเรื่องนอกจากจะเป็นตัวแทนของคนแก่ให้สังคมชนบทที่ต้องอยู่คนเดียวแล้ว ยังเป็นตัวแทนให้สังคมชนบทที่ล่มสลาย พ่อแม่ลูกต้องแยกย้ายไปทำมาหากินอยู่กันคนละทาง

คนแก่ที่ร่างกายอ่อนล้า หลงลืม เฒ่าโสมจมอยู่ในความคิด ความวิตกกังวล และความเบื่อหน่ายบางเวลาก็ขาดความสนใจต่อสิ่งต่างๆ แม้แต่เรื่องกินก็ไม่อยากจะกิน ความคิดจึงฟุ้งซ่านวนเวียนเหมือนก้อนด้ายขยุกขยุยทั้งเรื่องชีวิตประจำวันสลับกับการหวนคิดถึงอดีต

"นั่งข่มใจต่อมาอีกสักพักหนึ่ง ปู่จึงพยายามใช้มือที่เริ่มจะเคลื่อนไหวได้บ้างยันลงกับพื้นดินอีกครั้ง แต่ก็ยังพบว่าร่างกายของตนยังคงหนักอึ้ง เหมือนแท่งหิน พยายามอยู่สองสามหนไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนใจยกมือขึ้นนวดบนท่อนขา ทว่าในทันทีที่วางมือลง หัวใจก็พลันหวิวจะหยุดเต้นความเย็นเฉียบขึ้นกับฝ่ามือทำให้ชายแก่จ้องดูขาของตนเองแทบตาถลน อะไรกัน อะไร นี่มันขาของใครกัน ขาของคนตายนี่หว่า"

"ความฟุ้งซ่านที่ตกตะกอนอยู่ในใจ พุ่งโพล่งขึ้นมาอีก เรื่องราวของความอดหิวครั้งก่อนๆ ทยอยผุดตามกันขึ้นมาเหมือนขุยไส้เดือนในหน้าฝน"

"กระนั้นก็ตาม เมื่อเปรียบกันกับที่มันกำลังวูบขึ้นวูบลงอยู่ในขณะนี้ ก็ดูผิดแผกกันไกล เพราะอาการที่เกิดขึ้นและรู้สึกได้ชัดเจน ก็คือความเหนื่อยอ่อน เหนื่อยและเพลีย จนไม่อยากลุกขึ้นจากที่นอน มันเหนื่อยจนคิดว่าหากเพียงแต่ได้ดื่มน้ำสักค่อนขันใหญ่ แล้วรีบเข้านอน ก็คงจะพอสยบกับมันได้"

"ความจริงระยะทางจากที่ที่เรียกว่าสวนไปถึงฉาง ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินสามชั่วไก่บินตก แต่ก็ออกจะแปลก ปู่รู้สึกเหนื่อยจนต้องหยุดพักกลางทาง"

เฒ่าโสม เป็นชาวบ้านรุ่นแรกๆของบ้านโคกสูง อยู่คนเดียวในเพิงที่แกเรียกว่า โพรง ซึ่งกว้างไม่ถึงความยาวของแผ่นสังกะสี โพรงเป็นส่วนหนึ่งของเพิงหมาแหงนที่แหงนชนผนังด้านหนึ่งของฉางลูกหลานของเฒ่าโสมทิ้งบ้านขายนาหนีความอดอยาก คนแก่ที่เคยบุกร้างถางพงไม่อยากจากไปไหน ตอนแรกนั้นเฒ่าโสมคิดจะบวช แต่จังหวะชีวิตพลิกผันเพราะเผลอไปรับปากกับเถ้าแก่ว่าจะอยู่โยงเฝ้าฉางให้

ลูกหลานจากไปทำมาหากินหมด คู่ชีวิตก็จากโลกไปก่อนแล้ว เฒ่าโสมจึงมีเพียงมหากับลูกชายชื่อบุญยกที่แวะเวียนมาดูแลบ้าง และเถ้าแก่ที่คอยส่งข้าวสารกับปลาทูแห้งพอให้มีกินไม่อดอยาก คนแก่เฝ้าฉาง หมู่บ้านร้าง มีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือความโดดเดี่ยวอย่างน่าใจหาย การล่มสลายของสังคมชนบท ที่เกิดจากอำนาจรัฐ สิ่งแวดล้อมถูกทำลายทำให้เกิดความยากจน เรื่องความยากจนในสังคมเกษตรกรรมนี้ดูเหมือนว่าไม่เคยสูญสิ้น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนกี่ปีก็ยังมีเรื่องของความอดอยากแห้งแล้งอยู่เรื่อยมา

ในช่วงแรกๆพืชบังคับนี้ก็ให้เงินให้ทอง ต่อมาชาวบ้านแห่กันปลูกเพื่อช่วยหาเงินสร้างวัด เงินที่เหลือจากการสร้างกุฏิทำให้ทุกคนเกิดความอยาก เงินได้ทำลายความรักใคร่ฉันท์พี่น้องของคนในหมู่บ้าน สมดังคำกล่าวที่ว่า เงินทองและความโลภนั้นทำลายคน

"เม็ดปอมีไม่พอแจก ป่าไม้ดงดอนที่รกร้างกลับกลายมีเจ้าของ เกิดการแย่งยื้อเป็นความกันถึงบ้านกำนัน ความรักใคร่ปรองดองละลายหาย ลานวัดตกเป็นสิทธิ์ของผู้เช่าที่ให้ราคาสูง การสร้างอุโบสถหลังงามในฝันตกเข้าไปอยู่ในหัวใจของช่างผู้รับเหมา"

"ต่อเมื่อดงดอนวาย แผ่นดินค่อยจืดจาง ชีวิตในหมู่บ้านเฉาลง ความทรุดโทรมเข้าไปถึงวัด พวกคนโลภต่างหอบหนี้สิน โอนโคกสูงซึ่งมีรูปทรงเหมือนกระทะคว่ำ เปลี่ยนมือจากพวกคนผิวหน้าเกรียมและมือกร้าน ไปเป็นของพวกหน้าอิ่มผิวเนียนจากในเมือง"

แล้วคนในหมู่บ้านก็แตกกระเซ็น ปออินคาทำให้คนโลภ สร้างความแตกแยกและทำลายดิน คนหนุ่มสาวที่ยังพอมีกำลังก็พากันออกไปทำมาหากินที่อื่น ส่วนคนเฒ่าคนแก่ยังมีความผูกพันกับบ้านเก่ายังคิดถึงกลิ่นหอมของความหลังและแผ่นดินเดิมที่อยู่อาศัยเลี้ยงชีวิตมาแต่เล็กแต่น้อย ยอมอยู่คนเดียวในบ้านเกิดและเฝ้าเวียนคิดถึงเรื่องต่างๆนานาให้อุ่นใจ

"ความทรงจำก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างชัดเจน สว่างและสดใสเสียจนชายแก่ลืมไปว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในความมืด มองเห็นภาพที่ต่างฝ่ายต่างผละแยกจากกันไปทำมาหากินตามทิศทางของใครของมัน ฝ่ายผู้เฒ่าที่เริ่มจะหมดเรี่ยวแรงต่อสู้กับโลก มุ่งหน้าเข้าสู่ประตูวัด พวกที่ยังพอมีเรี่ยวแรงก็บ่ายหน้าฝ่าเปลวแดดระยิบออกจากหมู่บ้านไป"

"ปู่เดินเลียบตามขอบทางอย่างใจลอย เมื่อพบว่าบ้านหลายหลังเจ้าของได้ชักบันไดขึ้นพาดบนนอกชาน เป็นการบอกให้ทราบว่าเจ้าของเรือนได้โยกย้ายออกไปทำมาหากินในต่างถิ่น แต่ก็ยังมีบ้านอีกหลายหลังที่ยังมองเห็นเสื้อผ้าตากให้เห็นอยู่ตามราว"

วรรณกรรมสะท้อนภาพชีวิตในรูปแบบใดแบบหนึ่งเสมอ เหมือนกระจกส่องฉายความจริงสะท้อนกลับมายังผู้อ่าน แม้ว่าใครจะแลเห็นอย่างไร แต่วรรณกรรมที่ดีย่อมฉายชัดให้เห็นลึกถึงแก่นแท้ อย่างน้อยตัวหนังสือก็ได้เล่าเรื่องจริงถึงชีวิตคนในรูปแบบต่างๆ ผ่านกลวิถีหลากหลาย เพื่อให้เห็นคน เห็นวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ก็เพื่อสร้างความเข้าใจและเข้าถึงคุณค่าของความเป็นคน ยอมรับว่ามีสิ่งหนึ่งที่ฉันเพิ่งจะรู้จากการอ่านหนังสือ แมว เล่มนี้ นั่นคือการบวชผู้เฒ่าเป็นพระ ซึ่งเป็นธรรมเนียมพื้นบ้านธรรมเนียมชีวิตที่แสนจะน่ารัก

เสน่ห์อีกประการหนึ่งของนวนิยายเพื่อชีวิตเล่มนี้ก็คือ บทบรรยาย บทบรรยายธรรมชาติ บรรยายบรรยากาศฤดูกาลและพื้นแผ่นดิน ซึ่งดูเหมือนเรียบง่าย ทว่า ลาว คำหอม เขียนไว้ดังวาดภาพธรรมชาติของศิลปินเอก

"ระลอกลมที่กระพือตามมา เสียงเสียดสีออดแอดของกิ่งไม้ บอกให้ชายแก่ทราบว่ายามบ่ายมาถึงแล้ว หรี่ตาเหลือบมองเวิ้งฟ้าแล้วถอนใจ เมื่อคิดต่อไปว่าตามปกติของต้นฤดูฝนเมื่อแดดเริ่มร่ม ลมก็มักจะตกตามมา ต่างแต่ว่าเมื่อก่อนมันมักมีฝนปนมาด้วย"

"ฟังเสียงหวิวๆของลมปะทะชายคาพอเริ่มจะเคลิ้มๆ พลันเสียงเปาะแปะห่างๆ บนหลังคาที่ดังแทรกมาแต่ต้น ฟังหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเหลือแต่เสียงซ่าๆ เหมือนมีมือนับร้อยนับพันแข่งกันโปรยเม็ดกรวดลงมาบนแผ่นสังกะสี เสียงดังกล่าวดังหนักขึ้นเรื่อยๆ"

"เม็ดฝนเบียดกันถี่จนเป็นม่านน้ำบดบังลานหญ้าแลพุ่มไม้ริมรั้ว ละอองไอที่กระเซ็นเข้ามากระทบใบหน้า ปลุกหัวใจให้กลับเต้นอย่างมีชีวิตชีวา เพ่งมองลานหญ้าที่โชกน้ำจนเยิ้มไปทั้งแผ่นและมีทางน้ำไหลพาดเป็นทางยาว ดูเป็นภาพงดงามยิ่ง"

และที่งดงามลึกซึ้งกว่าก็คือความคิดคำนึงในวัยชรา เฒ่าโสม คนแก่ตัวคนเดียวกับความเงียบเหงาโดดเดี่ยว เรื่อง แมว ลาว คำหอม เลือกเล่าเรื่องแบบกระแสสำนึก คนแก่ใช้ชีวิตประจำวันเนิบนาบ คิดจะหยิบฉวยอะไรไม่เหมือนคนที่มีเรี่ยวแรง คนเฒ่าจึงนั่งๆนอนๆ เคลื่อนไหวช้า คิดช้า คิดวนเวียนซ้ำ และมึนงงหลงลืมเป็นปกติ บางวันก็ถึงกับเบื่อหน่ายชีวิต เบื่อหน่ายแม้กระทั่งการลุกขึ้นหุงหาอาหาร ครั้งหนึ่งเฒ่าโสมถึงกับหลับข้ามวันข้ามคืน

นวนิยายเรื่อง แมว จึงให้ความหมายพิเศษกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ เพราะมีหนังสือเพียงไม่กี่เล่มที่เขียนถึงคนแก่เฒ่าได้อย่างเข้าใจเยี่ยงนี้

"หลังจากที่นั่งงงๆอยู่พักใหญ่ก็ทอดตัวนอน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้กินข้าวมื้อกลางวัน จึงโงนเงนลุกขึ้นมาอีก แม้ใจยังอยากนอนต่อและไม่รู้สึกหิว ทว่าในระยะหลังๆก็มีอยู่บ่อยที่พอนอนพักไปได้สักครู่ก็ต้องแบกขี้เกียจโงนเงนขึ้นมาด้วยความรำคาญ เมื่อในท้องเกิดปั่นป่วนเหมือนกับมีหนูฝูงใหญ่เข้าไปต่อสู้กันอย่างดุเดือด"

"อารมณ์ยุ่งเหยิงเกาะเกี่ยวเหมือนปอยไหมในรังหนูอัดแน่นในหัวใจ ชายแก่หมดความสนใจจะกินข้าวต่อ หันไปล้างมือลวกๆ แล้วนั่งเก้ๆกังๆอยู่เป็นครู่ และเมื่อนึกขึ้นได้หันไปมองที่ประตูอีกครั้ง พบว่าไอ้เจ้าสัตว์นักเล่นกลตัวนั้นหายตัวไปอีกแล้ว งกๆเงินๆย่องออกไปที่ประตู แต่เสียงเปาะแปะบนหลังคาดึงให้กลับขึ้นไปบนแคร่"

เรื่องความแก่เฒ่า ความคิดวิตกกังวล และการล่มสลายของสังคมชนบท ทั้งสามประเด็นนี้ถักร้อยกันอย่างสวยงามเหมือนผีเสื้อบินเชื่องช้าในสวนดอกไม้ยามเย็น ทั้งหมดอยู่ในกล่องสามเหลี่ยมเดียวกันที่สะท้อนอยู่ในแดดสีตะวันพลบนั้น ทว่ายังมีเรื่องของ แมว เป็นเงื่อนงำที่แล่นไปมาอย่างนึกไม่ถึง และทำให้ประหลาดใจเป็นที่สุด

เป็นเพราะความโดดเดี่ยว และหูตาฝ้ามัว เฒ่าโสมได้พบกับแมวตัวหนึ่งที่คนงานก่อสร้างทิ้งไว้

ชายชราอุ้มแมวตัวนั้นกลับมาบ้านและหลงรักมันในทันที แมวเป็นสัตว์รักอิสระ ไม่อยู่ติดที่ จะไปๆมาๆ ให้ชายเฒ่าพะวักพะวน ตอนแรกฉันก็รู้สึกดีใจที่ชายชรามีแมวน้อยตัวสีดำเป็นเพื่อนคลายเหงา

เฒ่าโสมเองก็ขลุกอยู่ในเพิงพักกับลูกแมวจนวันลืมคืน ถั่วแตงที่ปลูกไว้พากันสุกงอมให้นกให้กามารุมจิกกินอย่างเอร็ดอร่อย และที่สำคัญโดดเด่นกว่านั้นก็คือลูกแมวที่หลงเลี้ยง ดูเหมือนจะกลายเป็นลูกเสือ

จะว่าไปแล้ว ลาว คำหอม เขียนเรื่อง แมว ให้เป็นภาพม่านมัวมาตั้งแต่ต้น ในตาฝ้าฟางของคนแก่ แสงแดด ฝุ่นฟุ้ง ฝนตก ความสับสนหลงลืม มีอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แล้วยังจบแบบปลายเปิดตามแต่ผู้อ่านจะคิดเอา ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ได้

ถ้าเปรียบวัยชราเป็น แมว กับ เสือ นัยะของเรื่องก็มีสองอารมณ์ร่วมกัน คือ ลักษณะเนิบนิ่งเหมือนแมว และในความอ่อนล้านี้ คนชราจะต้องมีความกล้าหาญเฉกเช่นดังเสือ ต้องอดทน เข้มแข็ง ตั้งสติ สมาธิ และโดยเฉพาะต้องเตรียมใจเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ที่ทุกคนต้องพบ คือ ความตาย

ฉันอ่านหนังสือเรื่อง แมว จบลงอย่างอิ่มเอมใจ เหมือนได้นั่งอยู่ใต้แสงดาวและฟังเสียงสงัดของค่ำคืน จึงปรารถนาให้หลายๆคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณ ลาว คำหอม ผู้ซึ่งมีนามปากกาเสมอกลิ่นหอม ที่ส่งผ่านงานประพันธ์ที่เรียกว่า วรรณกรรม และขอหยิบยืมคำพูดของ ลาว คำหอม ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า "งานวรรณกรรมดีๆ จะยังคงมีสถานะเป็นวิญญาณของสังคม"