ฟรุ้งฟริ้ง -สโลว์ไลฟ

คิดเห็นประเด็นข่าว

บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจเมอร์เซอร์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป เผยผลสำรวจและจัดอันดับ 10 เมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติประจำปี 2558 โดยอ้างอิงการเปรียบเทียบราคาสินค้า ที่พักอาศัย อาหาร การขนส่งและคมนาคม รวมถึงบริการด้านความบันเทิงมากกว่า 200 ประเภท จาก 207 เมืองทั่วโลก ตลอดปีที่ผ่านมาพบว่า กรุงลูอันดา เมืองหลวงสาธารณรัฐแองโกลาในแอฟริกา ติดอันดับเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ เนื่องจากสินค้าในชีวิตประจำวันมีราคาแพง เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล ซึ่งเป็นบริการที่ชาวต่างชาติในลูอันดาส่วนใหญ่ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน

สำหรับเมืองอื่นๆทั่วโลกที่มีค่าครองชีพแพงที่สุด ได้แก่ ฮ่องกง เขตบริหารพิเศษจีน เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นครเซี่ยงไฮ้และกรุงปักกิ่ง ของจีน กรุงโซล เกาหลีใต้ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ และกรุงเอ็นจาเมนา สาธารณรัฐชาด ผลการสำรวจครั้งนี้ ใช้ค่าครองชีพโดยเฉลี่ยของประชาชนในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐอเมริกา เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการเปรียบเทียบ

ด้านบริษัทที่ปรึกษาแคเกมินี และอาร์บีซี เวลธ์ แมเนจเมนต์ ได้เผยแพร่รายงานสโมสรเศรษฐีโลก คำนวณจากสินทรัพย์ รวมที่ได้จากหุ้นและพันธบัตร พบว่าเมื่อปีที่แล้ว มีผู้มีรายได้ 1 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าเพิ่มขึ้น 920,000 คน ทำให้เศรษฐีทั่วโลกมีมากขึ้นเป็นสถิติ 14.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แล้ว โดยมูลค่าทรัพย์สินรวมของเศรษฐีโลกเพิ่มเป็น 56 ล้านล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐอเมริกา มีมหาเศรษฐีมากสุดในโลก 4.4 ล้านคน อันดับสอง คือ ญี่ปุ่น 2.5 ล้านคน อันดับสาม เยอรมนี 1.1 ล้านคน และอันดับสี่ จีน อยู่ที่ 890,000 คน

ข้าราชการพลเรือนสิงคโปร์ ราว 82,000 คน ได้เฮหลังรัฐบาลเผยเตรียมแจกโบนัสพิเศษเพิ่มให้คนละ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 12,650 บาท เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวันชาติครบ 50 ปี โดยเงินโบนัสพิเศษนี้จะสมทบกับโบนัสกลางปีที่ข้าราชการทุกคนจะได้รับคนละครึ่งเดือนของอัตราเงินเดือนประจำที่ตนเองได้รับภายในเดือนกรกฎาคมนี้ การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นผลโดยรวมจากสภาพเศรษฐกิจโลก และสภาพการทำงานในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเท่ากับอัตราโบนัสที่จ่ายให้ในกลางปีที่แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณาปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่ข้าราชการระดับ ซี 4 ในทุกหน่วยงานซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,500 คน อีก 30 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นค่าแรงประจำปี 2558 ที่จะมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เป็นต้นไปเช่นกัน

เทรูยูกิ ยามาชิตะ พนักงานขายของระดับอาวุโสวัย 53 รู้ตัวดีว่าวิถีชีวิตในการทำงานของตนเองเข้าข่ายเสี่ยงกับการตาย เพราะงานที่ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า โรคคาโรชิ เพราะทุกวันทุกคืนอยู่กับงาน งานและงาน มีเวลานอนสำหรับการพักผ่อนเพียง 3 ชั่วโมง วนเวียนเช่นนี้มาปีแล้วปีเล่า การทุ่มแรงกายให้กับองค์กร ส่งผลสะท้อนเมื่อ 6 ปีก่อน ชายผู้นี้เกือบประสบกับเหตุการณ์ที่ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี เพราะเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เมื่อไปพบแพทย์ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง และต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอ.ซี.ยู. นานถึง 3 สัปดาห์ และสูญเสียการมองเห็นในที่สุด

มีรายงานว่าชาวญี่ปุ่นที่กำลังประสบภาวะในลักษณะเดียวกันนี้มีมากขึ้นทุกปี เฉพาะปีกลาย คนวัยทำงานที่ต้องเสียชีวิตก่อนวันอันควรสูงถึง 196 คน ส่วนใหญ่เกิดจากการหักโหมทำงาน ทำให้เป็นโรคภาวะการอุดตันของเส้นโลหิตไปเลี้ยงสมอง หัวใจวาย และฆ่าตัวตาย หรือป่วยด้วยโรคเรื้อรังรุนแรง

จากข้อมูลขององค์กรด้านการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นราวร้อยละ 22 ทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงขึ้นไป รัฐบาลญี่ปุ่นได้ศึกษาค้นคว้าพบว่า ร้อยละ 16 ของพลเมืองที่ทำงานเต็มเวลาเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ใช้วันหยุดพักร้อน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 วันโดยเฉลี่ยเลย

ล่าสุด นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีมติให้ผ่านข้อร่างรัฐธรรมนูญลูกจ้าง ยกเว้นตำแหน่งผู้บริหารที่มีรายได้ต่อปีเกิน 10.75 ล้านเยน หรือเกือบ 3 ล้านบาท เข้าระบบกฎชั่วโมงการทำงาน ภายใต้กฎหมายมาตรฐานแรงงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หมายความว่าให้คนญี่ปุ่นเพลาความบ้างานลง เพื่อให้เอาเวลาไปอยู่กับครอบครัว และคนรักมากขึ้น แทนที่จะอยู่แต่ในออฟฟิศ และมีจุดจบที่ความตาย