กลิ่นทะเลปนวิถีไทยบนเกาะพะงัน

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

3. เกาะรูปปลาดาว

ชุมชนบ้านท้องศาลาตรงบริเวณที่เป็นท่าเทียบเรือ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของตัวเกาะพะงัน ซึ่งมีพื้นที่ทั้งเกาะประมาณ 194 ตารางกิโลเมตร กับจำนวนประชากรที่เป็นชาวเกาะพะงันจริงๆ ประมาณ 16,433 คน ไม่นับประชากรแฝงที่ทำงานภาคบริการอยู่ตามสถานประกอบการต่างๆ อีกจำนวนไม่น้อยนั้น จึงถือได้ว่าบ้านท้องศาลาน่าจะเป็นชุมชนขนาดใหญ่สุด และทันสมัยที่สุดบนเกาะพะงันก็ว่าได้

ด้วยเป็นชุมชนที่มีธุรกิจทุกชนิดปรากฏให้เห็นอยู่รายรอบ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อเสียง และมั่นคงแข็งแรงแทบจะทุกสกุล ร้านจำหน่ายสินค้ารายย่อยไปกระทั่งร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ที่ผุดเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดในบ้านเรายามนี้ หรือกระทั่งร้านอาหารตั้งแต่จานเดียวระดับชาวบ้าน ไปจนถึงสเต๊ก พิซซ่าแบบตะวันตก

ถนนหนทางหรือก็มีรถแล่นกันเต็มไปหมด ตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคล รถสองแถวรับจ้างที่ชาวท้องถิ่นมักจะนิยมเรียกกันว่ารถเมล์มากกว่า แล้วก็รถมอเตอร์ไซค์ไปถึงจักรยานที่มีให้เช่าบริการอยู่ทั่วไปบนเกาะแห่งนี้

ที่ชุมชนดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นสถานที่ในการจัดงานชื่อ "พระจันทร์หลากสี...ที่พะงัน" เป็นครั้งแรกเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2557 โดยหน่วยงานราชการและภาคเอกชนกับประชาชนคนเกาะพะงันทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ที่เขาต้องการสร้างทัศนคติใหม่กับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศ ไม่ให้ฝังจำอยู่แต่กิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ ซึ่งล้วนทำลายภาพ ลักษณ์อันดีงามของเกาะพะงัน

แต่งานนี้เขาเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน กับธรรมชาติอันงามบริสุทธิ์ซึ่งมีอยู่มากมายบนเกาะ งานดังกล่าวมีการแข่งขันตกปลาทางทะเล ชวนชิมอาหารทะเลสดๆริมชายหาด กับการสาธิตชีวิตการทำประมงที่ถือว่าเป็นอาชีพดั้งเดิมทำกันมานานของคนเกาะ และปัจจุบันก็ยังถือเป็นอาชีพหลักของคนถิ่นนี้ นอกจากนี้ยังมีการแสดงแฟชั่นโชว์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับสีสันทันสมัยของท้องถิ่นอีกต่างหาก

งานนี้ค่อนข้างจะประสบผลสำเร็จ ด้วยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือคนไทยกันเองไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยกิจกรรมนี้จะถือเป็นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปี และไม่เน้นในเรื่องคืนฟูลมูน ขึ้น 15 ค่ำ ที่พระจันทร์เต็มดวง

เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนับสนุนทีเดียว!

ในอาณาบริเวณชุมชนท้องศาลาอีกเช่นกัน ถัดออกไปเล็กน้อยตรงด้านชายหาดใกล้ทะเล ได้มีการนำเอาเรือหลวงพะงัน หมายเลข 713 ซึ่งเป็นเรือของกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ มาสร้างเป็นอนุสรณ์สถาน เรือลำที่ว่านี้มีประวัติในการขึ้นระวางประจำการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2509 ภารกิจหลักคือ เป็นเรือยกพลขึ้นบก ที่เคยเข้าร่วมในสงครามเวียดนาม ณ กรุงไซง่อน เพื่อต่อกรกับกองกำลังเวียดกง ผ่านการสู้รบมาอย่างโชกโชนทางทะเล ใช้เวลาตระเวนอยู่กลางน่านน้ำนานถึง 40 ปี เพิ่งจะปลดระวางประจำการ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551

จากนั้นได้นำมาจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์เรือหลวงพะงัน บนแนวชายหาดแห่งนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2553 เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเรียนรู้ กับเป็นความภาคภูมิใจของคนสุราษฎร์ธานี อีกด้วย

ผมใช้เวลาเตร็ดเตร่เร่ร่อนดูนั่นดูนี่อยู่ที่ชุมชนบ้านท้องศาลาอยู่นานพอสมควร จนกระทั่งได้เวลากว่าเที่ยงวัน จึงเลือกที่จะหาร้านอาหารแบบท้องถิ่น มากกว่าจะคิดกินอาหารที่ใช้รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีให้เลือกดาษดื่นไม่ต่างถนนข้าวสาร หรือย่านสีลม และสุขุมวิท เหมือนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ

ตระเวนหาอยู่พักเดียวก็ได้ร้านแบบห้องแถวริมถนน ชื่อ "น้องแดง" ภายในเห็นฝรั่งต่างชาตินั่งกินอาหารจานเดียวแบบข้าวผัดใส่ไข่อยู่ก่อนแล้ว 2-3 โต๊ะ ผู้ชายบางคนนั่งเปลือยท่อนบนแบบออกอาการให้รู้เลยว่าอุณหภูมิอากาศบนเกาะแห่งนี้ มันช่างร้อนเอาเรื่องอยู่ด้วยเหมือนกัน

ผมเปิดดูเมนูอาหารที่ทางร้านเขาอุตส่าห์ลงทุนทำเป็นภาพถ่ายชนิดของอาหารแสดงไว้ให้เห็น กับมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ให้คนต่างชาติได้อ่านอีกต่างหาก เลือกไปเลือกมาได้อาหารชามแรกเป็นแกงส้มหรือแกงเหลืองปลาอินทรีปักษ์ใต้ขนานแท้ ที่เขาใส่อ้อดิบหรือบ้างก็เรียกทางคูน ขณะทางภูเก็ตเรียกผักชนิดเดียวกันนี้ว่า โชน ส่วนภาคกลาง มันก็พืชตระกูล "บอน" ที่เห็นเจริญงอกงามอยู่ตามหนองน้ำทั่วๆไปนั่นเอง

ถัดต่อมาเป็นอาหารที่ทางร้านแนะนำว่าเป็นอาหารพื้นเมืองของปักษ์ใต้อีกเช่นกัน เรียกว่า แกงกะทิปลาสด ใส่ใบราหรือใบยี่หร่า ส่วนอาหารชนิดสุดท้ายที่ทางร้านเสนอเป็นพิเศษให้อยากลองชิม เพราะทั่วทั้งปักษ์ใต้จะมีให้กินก็เฉพาะที่นี่ที่เดียว แล้วก็เฉพาะฤดูนี้ฤดูเดียวเท่านั้น นั่นคือ แกงคั่วเห็ดหลุบ

ผมไม่ชิงปฏิเสธอาหารทั้ง 3 ชนิดที่เจ้าของร้านนำเสนอมา แต่เอ่ยปากขอเป็นว่าให้ลดรสชาติตรงความเผ็ดลงกว่าระดับพื้นบ้านทั่วไป ด้วยรู้อยู่เต็มอกว่าอาหารปักษ์ใต้ ถ้าต้นตำรับที่จัดว่าอร่อย หรือ "หรอยจังหู้!" แล้วนั้น เขานิยมเผ็ดนำ ชนิดกินกันทีเหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆกันเลยทีเดียว!

แล้วก็เป็นไปอย่างที่บอก อาหารมื้อนี้ถึงทางร้านจะลดรสเผ็ดลงให้แล้วพอสมควร มันก็ยังเผ็ดชนิดกินไปน้ำมูกน้ำตาไหลผสมโรงไปด้วยความอร่อยทั้ง 3 อย่าง...

พออิ่มจากรสอาหารมื้อกลางวันไป ผมถึงเริ่มออกเดินทางจากชุมชนท่าเรือบ้านท้องศาลา มุ่งหน้าไปทางตอนเหนือของตัวเกาะเพื่อเช็คอินเข้าที่พัก ก่อนคิดจะเดินทางไปไหนมาไหน และการจะเดินทางไปไหนๆบนเกาะพะงันสมัยนี้นั้น มันช่างง่ายดายมาก เพราะมีถนนคอนกรีตดูมั่นคงแข็งแรงรองรับ กับกว้างพอที่รถจะแล่นสวนทางกันได้อย่างสบายๆ ผิดกับแต่ก่อนที่คนท้องถิ่นจะไปไหนกันแต่ละครั้ง ทางเดียวที่ทำได้สะดวกที่สุด คือใช้เรือเป็นพาหนะเดินทางทางทะเล แล้วไปเทียบตามหาดทรายหรือชุมชนอันเป็นเป้าหมาย

ระหว่างที่กำลังเดินทางไปนั้น ผมนั่งมองภาพรอบๆริมทางผ่าน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาพภูเขาปรากฏอยู่ตลอดสองข้างทางผ่าน โดยคนเกาะพะงันที่เดินทางอยู่ด้วยกันเล่าให้ฟังว่า ลักษณะด้านกายภาพระหว่างพะงันกับสมุยนั้น มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

"สมุยเป็นเกาะใหญ่อยู่กลางทะเลอ่าวไทยก็จริง แต่ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะที่มีภูเขายื่นอยู่เป็นตรงส่วนกลางของเกาะ ยามใดที่ฝนตกกระหน่ำลงมา หรือน้ำป่าหลากทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว การระบายน้ำลงทะเลจะไม่สามารถรองรับได้ทันทีทันใด จึงมักเกิดเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งว่า เกาะสมุยประสบปัญหาน้ำท่วมเหมือนเมืองหลวงกรุงเทพฯ ทั้งๆที่เป็นเกาะกลางทะเล แต่กลับระบายน้ำลงทะเลได้ไม่ทัน"

เขาคนเดียวกันนั้นยังเล่าอีกว่า

"แต่พะงันถึงจะเป็นเกาะที่เล็กกว่าสมุย และมีภูเขาอยู่รายรอบเกาะเช่นกัน กลับไม่เคยมีน้ำท่วมขัง เพราะลักษณะภูมิศาสตร์ของเกาะนี้ เป็นพื้นที่ไม่ต่างรูปปลาดาว คือแผ่นดินกับภูเขากระจายเป็นแฉกๆอยู่รอบเกาะ แต่ละแฉกจะมีแนวภูเขาห่อตัวล้อมรอบหาดทรายทุกๆแฉกเอาไว้ ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้น้ำป่าที่หลากลงมาแต่ละครั้ง ทะลักลงสู่ทะเลแบบกระจายกันออกไปอย่างรวดเร็ว ฝนตกกี่ห่ากี่ครั้ง น้ำก็ไม่มีวันท่วมเกาะ!"

คนเกาะพะงันเขาถือความเหนือชั้นกว่าคนเกาะสมุยตรงนี้!!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า