บวชต้นไม้ "หล่มภูเขียว" ป่าจึงเขียวอุดม

บันทึกวัฒนธรรม

"ลำปาง Dream Destinations ที่ต้องห้ามพลาด" เป็นทริปการทำข่าว พร้อมกับได้ทัศนศึกษากับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. อีกด้วย

ทั้งทีมงาน ททท. ล้วนแต่ได้คุ้นหน้าคุ้นตากัน

ทั้งทีมนักข่าว ก็ล้วนแต่เคยเห็นหน้าค่าตากัน

จึงได้เป็น "บันทึกวัฒนธรรม" ที่ดูจะเอิกเกริก

ก็เมื่อคราวก่อน...ยังคงจำกันได้นะครับ ที่ผมได้มาบอกเล่า ถึงการไปท่องเที่ยว ภายในถ้ำผาไท ในอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท อำเภองาว จังหวัดลำปาง

มาคราวนี้...ผมก็ยังได้ท่องเที่ยวกัน ภายในอำเภองาว จังหวัดลำปาง ในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท...เช่นเดิม แต่เป็นการได้สัมผัสในพลังศรัทธาของชาวบ้านที่ได้มีต่อธรรมชาติ ป่าเขา อันไปส่งผลสะท้อนต่อการอนุรักษ์ป่าไม้ ให้มีความอุดมสมบูรณ์

ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก...คำขวัญประจำจังหวัดลำปาง ถึงแม้ว่าเนื้อความที่บรรจุอยู่ภายในข้อความ จะมิได้กล่าวถึงจุดหมายการเที่ยวเตร่ของผม ทว่าได้สะท้อนในความมีเอกลักษณ์ อันโดดเด่นเป็นของตนเองที่ไม่เหมือนใคร โดยที่วัดวาอารามแฝงสถาปัตยกรรมของท้องถิ่น ส่วนแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติต่างๆนั้น ก็ยังคงความบริสุทธิ์อยู่ไม่น้อยเลยเชียว แม้ว่าจะได้เคยเป็นแหล่งทำไม้ อันเลื่องลือกันมาในอดีตก็ตาม ส่วนในวิถีชีวิตของชาวจังหวัดลำปาง ที่มีย่างก้าวที่การใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ซึ่งก็ได้ยึดถือในขนบธรรมเนียมประเพณี ที่สืบทอดตั้งแต่โบราณกาลมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ไม่ว่า...งานบวงสรวงเสาหลักเมืองและสืบชะตาเมือง งานขันโตกช้าง-สะโตกช้าง งานวันรถไฟรถม้าลำปาง งานมหกรรมก๋องปู่จา งานแห่สลุงหลวงและสงกรานต์ งานล่องสะเปาจาวเวียงละกอน ซึ่งล้วนแต่แสดงในความที่เป็นอัตตาของชาวลำปาง

บวชต้นไม้...ก็เช่นกัน เป็นศรัทธาที่สืบเนื่อง

เราจึงได้มาสนใจท่องเที่ยวชมกันเป็นพิเศษ

ณ หล่มภูเขียว เป็นสถานที่ที่มีการจัดงาน

โดยเราเดินทางมาถึงจังหวัดลำปาง...เมื่อวันก่อน พอมาวันนี้...หลังจากที่ได้รับประทานอาหารเช้า เราถึงเริ่มออกตัวเดินทางไปอำงาว โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 เป็นเส้นทางจากตัวจังหวัดลำปาง-เชียงราย ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 665 ห่างจากตัวเมืองจังหวัดลำปางไปประมาณ 65 กิโลเมตร หรือบางคนเดินทางโดยถนนสายแพร่-งาว-เชียงราย ก่อนไปถึงอำเภองาว แยกเข้าสู่จังหวัดลำปางราว 15 กิโลเมตร ก็มาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท

โดยที่ทางอุทยานฯได้มีการขออนุมัติใช้ชื่อ ตามหนังสืออุทยานแห่งชาติที่ กษ 0713 (ผท) / 20 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 ชื่อว่า อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ซึ่งท่านอธิบดีกรมป่าไม้ ไพโรจน์ สุวรรณกร อนุมัติให้ได้ใช้ชื่อดังกล่าว ในวันที่ 4 มีนาคม 2534

ส่วนในลักษณะภูมิอากาศแถบนี้ ช่วงฤดูฝนจะมีฝนตกสม่ำเสมอ มีลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ บางครั้งก็มีลมพายุที่พัดรุนแรงอย่างมาก เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ส่วนฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็นจัด ในช่วงตอนกลางคืนและตอนเช้า โดยช่วงเช้ามักมีหมอกปกคลุมทั่วไป เป็นอิทธิพลจากลมหนาว โบกพัดผ่านมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ก็เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศที่ร้อนจัด เนื่องมาจากกระแสลมพัดกระโชก จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

เค้าว่ากัน...ในเดือนมกราคมอากาศเย็นที่สุด

โดยทั่วไปอุณหภูมิเฉลี่ยที่ประมาณ 26 องศา

แต่ผมเพิกเฉยในสภาวะอากาศ ที่เร้าร้อนหรือหนาวเย็น เพราะความรู้สึกของผม ติดตรึงไปกับความเลื่อมใสศรัทธา ที่ชาวบ้านมีต่อป่าเขาลำเนาไพร

นับตั้งแต่ประตูรถถูกเปิดออกกว้าง ได้มีกระแสเสียงสวดมนตร์อันขลัง ที่มาจากคณะพระสงฆ์วัดใดมิรู้แน่ชัด ให้ได้แว่วยินมาตามสายลมที่พัดโบก จึงทำให้ผมรู้สึกถึงความสงบสงัดหัวใจ ส่วนที่กายสารพางค์ที่ได้เคยหลุกหลิก กลับสงบราบคาบมากมายเลยเชียว ทำให้ย่างเท้าในแต่ละก้าวที่สืบออกไป พยายามให้ไร้สุ้มเสียงรบกวน กับพิธีกรรมของชาวบ้าน

ถามถึงมูลเหตุแห่งพิธีกรรม กับพี่เจ้าหน้าที่ที่ย่องมาคอยดูแลเรา ซึ่งก็ได้รับคำบอกเล่าให้เข้าใจที่ว่า "ในสมัยก่อนชาวเขามักบุกรุกตัดไม้ทำลายป่ากัน ถ้าตัดไม้ไปสร้างเป็นบ้านอาศัย...ก็ไม่เสียหายนัก เพราะจะเลือกตัดแต่ต้นใหญ่ๆต้นที่ตั้งตรงๆ แต่ตัดออกไปเพื่อทำไร่เลื่อนลอย จึงทำให้เสียหายเป็นบริเวณกว้าง คือ ตัดทั้งต้นเล็กและใหญ่ ไม่มีเหลือเลย"

ในการบวชต้นไม้ ช่วยไม่มากก็น้อย...ผมเปรย

พี่เจ้าหน้าที่อุทยานฯจึงกล่าวต่อว่า "ดังนั้น ชาวบ้าน จึงทำพิธีบวชต้นไม้ขึ้น เพื่อต้องการยับยั้ง ในการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และก็ยังเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่ห้ามไม่ให้คนมาตัดไม้ทำลายป่ากัน เพราะคนไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ต่างนับถือพระนับถือเจ้า ซึ่งต้นไม้ต้นใดที่ผ่านการบวชแล้ว ชาวบ้านจะไม่มาตัดเด็ดขาด ด้วยมีความเชื่อว่า พญาต้นไม้ที่ผ่านการบวชแล้ว จะคุ้มครองรักษาต้นไม้ต่างๆในบริเวณนั้น ซึ่งจะมีผลทำให้น้ำไม่แห้ง ฝนตกต้องตามฤดูกาล จึงถือเป็นการยับยั้งการทำลายธรรมชาติ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งรักษาต้นน้ำลำธารให้อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญที่สุด คือ สร้างความสำนึกให้แก่ชุมชน ในการดูแลรักษาสภาพธรรมชาติ"

ว่ากันว่า...พิธีการบวชต้นไม้ ก็คล้ายกับการบวชนาค เริ่มตั้งแต่การสำรวจต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ หรือต้นไม้ที่เกรงว่าน่าจะถูกลักลอบตัด จากนั้นชาวบ้านร่วมมือจัดเตรียมเครื่องเซ่นสังเวย แก่เจ้าป่าเจ้าเขา อันประกอบด้วย...ข้าวเหนียวสุก 1 ปั้น กล้วยสุก 1 ลูก หมากคำพลูใบ ผ้าเหลืองตามจำนวนต้นไม้ ด้ายสายสิญจน์ บาตรน้ำมนต์ และน้ำขมิ้นส้มป่อย

จากนั้นสร้างศาลเพียงตา เพื่ออัญเชิญรุกขเทวดา มาปกปักรักษาต้นไม้ ทำพิธีไหว้พระแม่ธรณี ด้วยหมากพลูตามธรรมเนียม แล้วโยงด้ายสายสิญจน์ ไปตามต้นไม้บริเวณป่า โยงกลับมายังที่ที่ทำพิธี เมื่อเสร็จพิธีการเซ่นสังเวยแล้ว จะเป็นพิธีการทางสงฆ์ โดยที่เริ่มจากการไหว้พระรัตนตรัย สมาทานศีลอาราธนาพระปริตร ต่อด้วยการเจิมต้นไม้จากพระสงฆ์ แล้วไปห่มผ้าเหลืองให้ต้นไม้ พร้อมกับเจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพุทธมนต์ ก็เป็นอันเสร็จพิธี

มองด้วยใจเลื่อมใสด้วยคน แล้วยกกล้องถ่ายภาพที่งดงาม เป็นภาพท่านพระคุณเจ้า ได้กำลังห่มหุ้มผ้าเหลืองอร่าม ไว้กับต้นไม้รอบๆหล่มภูเขียว

หล่ม คือ หลุมลึก ที่ลึกลงไปคล้ายหน้าผา

หล่มภูเขียว...บ้างก็ว่าเป็นอุกาบาตมาพุ่งชนโลก บ้างก็ว่าเคยเป็นถ้ำ แต่ทรุดตัวลงไป หรือบ้างก็ว่าเป็นปากปล่องภูเขาไฟ แต่ชาวบ้านยืนยันหนักแน่น ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ในสมัยก่อนมักมีพระมาวิปัสสนา จึงพากันมาทำบุญทำทาน หรือพิธีสะเดาะเคราะห์ พร้อมกับที่เอาปลามาปล่อย และยังลือกันอีกว่า มีคนที่แอบมาจับปลา เอาไปกินแล้วตาย

นั่งรับฟังเรื่องราวอยู่ข้างแอ่งน้ำ กับที่มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งทำให้มวลน้ำมีสีเขียวราวกับมรกต อันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดมาจากหินปูนล้วนๆ

น้ำที่ตกตะกอนจนดูใสแจ๋ว ความลึกประมาณ 48 เมตร มองลงไปมีพันธุ์ปลาหลากชนิด อย่างพวกปลาเพี้ย ปลาดุก ปลานิล ปลาขม...ที่ตัวโต้โต

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งชวนผมคุยว่า "พอช่วงเช้าๆ ก็เหมือนกับมีคนมาทำความสะอาด ด้วยมันเป็นลักษณะน้ำวน เราจะไม่เห็นน้ำเข้าน้ำออก แต่น้ำจะไหลเวียนเข้าออกกันอยู่ข้างใต้ แอ่งน้ำภายในหล่มภูเขียว ช่วงเช้าๆ ราว 9 โมงเช้า มวลน้ำจะมีสีออกฟ้าๆ และไม่มีใบไม้ลอยอยู่เลย จึงแลดูสะอาดตา แต่พอหลังจาก 9 โมงเช้า เป็นต้นไป จะพบเศษใบไม้มากมาย ที่เคลื่อนตัวปกคลุม จนกระทั่งถึงเวลาบ่ายๆ มวลน้ำก็มีสีเขียวที่เข้มขึ้น หรือราวกับสีของมรกต"

ต้นกุ่ม ต้นตะเคียน ต้นแฮด ต้นกล้วยป่า หรือต้นไผ่ อยู่รายล้อมรอบหล่มภูเขียว ที่อุดมสมบูรณ์ร่มครึ้มยิ่งนักนั้น ได้ทำให้เกิดความสงบเสงี่ยมในใจ

ก็ด้วย ธรรมชาติ กับ ธรรมะ เชื่อมโยงต่อกัน

ผืนป่าธรรมชาติหล่มภูเขียว ได้เกี่ยวพันกับพุทธศาสนาโดยตรง โดยเพียงได้สัมผัสกับธรรมชาติ ในช่วงเวลาเพียงน้อยนิด ก็ให้จิตใจสงบเกิดสมาธิขึ้น

แลเห็นในธรรมชาติ ก็ได้ แลเห็นในสัจธรรม

ธรรมชาติ...ในมิติด้านกายภาพ เป็นแหล่งปัจจัยสี่ เป็นแหล่งความชุ่มชื้น หรือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ให้ฝนตกต้องตามฤดู และเกิดพืชพรรณธัญญาหาร

ดิน น้ำ ป่า...เป็นธรรมชาติที่เกื้อหนุนต่อกัน