ชูสิทธิเกย์ ต้องเป็นคนสมัยใหม่?

สายลม แสงแดด

เวลานี้ชาวอเมริกันกำลังเฉลิมฉลองกันขนานใหญ่ ให้แก่คู่รักชาวร่วมเพศ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (แอลจีบีที) ที่ศาลสูงสหรัฐฯ ประกาศว่าสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วทั่วทั้ง 50 รัฐ ในประเทศที่กล่าวขานกันว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของความรักที่ปราศจากพรมแดนในเรื่องเพศ เป็นการเปิดศักราชยุคสมัยใหม่ หลังจากการรณรงค์ผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศาสนา หรือสังคม

หลายๆคนรวมทั้งดาราที่ใช่และไม่ใช่ชาวสีรุ้ง โพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และสื่ออื่นๆ โดยส่วนมากใช้แท็ก #LoveWins (ความรักเป็นฝ่ายชนะ) และ #MarriageEquality (สิทธิเท่าเทียมในการแต่งงาน) ผู้คนในโลกออนไลน์จากทั่วทุกหนแห่งเปลี่ยนภาพดิสเพลย์หรือรูปโปรไฟล์ของตัวเองเป็นสีรุ้งเพื่อร่วมแสดงความยินดี โดยไม่จำเป็นว่าตัวเองจะต้องเป็นชาวสีรุ้ง เพียงแต่เป็นผู้อยู่ฝ่ายสนับสนุนความเท่าเทียมครั้งนี้เท่านั้นก็เพียงพอ

ทำไมเขาถึงอยากแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายน่ะหรือ เพราะการแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากจะมีคุณค่าทางจิตใจว่าเป็นการประกาศให้โลก (และสวรรค์) รับรู้แล้วว่าคนสองคนรักกันมากแค่ไหนแล้ว ก็ยังมีเหตุผลทางกฎหมายแบบเดียวกับที่คู่รักต่างเพศอยากแต่งงานกันนั่นแหละ คือได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆจากรัฐบาล อย่างเช่น จ่ายภาษีได้ถูกหน่อย เป็นผู้รับมรดกได้กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ หรือเวลาคู่สมรสเจ็บหนักหมดสติ ต้องให้ญาติเซ็นชื่อยินยอมรับการผ่าตัดแทน ก็สามารถเซ็นได้ เป็นต้น

ที่ผ่านมานั้น เหตุสลดสุดเศร้า ดราม่ายิ่งกว่าละครหลังข่าว ที่อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างก็ อาทิ คู่ที่รักกันมานานเป็นสิบๆปี พ่อแม่ ญาติพี่น้องไม่เคยมาดูดำดูดี แต่พอเสียชีวิต บ้านและทรัพย์สินตกเป็นของคนเหล่านั้นหมด คนรักที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดไม่ได้อะไรเลย หรือบ้างก็ไม่สามารถเซ็นชื่อรับการผ่าตัดให้แฟนได้ ได้แต่รอญาติมาเซ็น จนอะไรๆสายเกินไป (ว่ากันตามตรงแล้ว สุดแสงดาว เป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นละคร "น้ำเน่า" เอาเรื่องดราม่าแบบนี้มาเล่นบ้าง ไม่คิดว่ามันจะเรียก "น้ำตาท่วมจอ" ได้มากพอๆกัน หรือมากกว่าเดิมเหรอ อีกทั้งบางทีอาจจะได้ผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาก็ได้)

เอาละ พูดถึงประเทศที่อยู่ห่างไกลออกไปคนละซีกโลก (แต่มีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจชนิดฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้) แล้ว มาพูดถึงทางด้านเมืองไทย เมืองยิ้มอันเป็นที่รักยิ่งของเรากันบ้างดีกว่า

จะว่าไป ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับอเมริกา หรือที่ไหนๆก็ตามนักหรอก ในแง่ที่ว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งคนที่สนับสนุน คนที่เฉยๆ และไม่สนับสนุนสิทธิ์เสียงของคนกลุ่มนี้ในสังคม ด้วยเหตุผลแตกต่างกันออกไป ทว่าเรื่องแปลกที่ชวนให้ประหลาดใจเป็นยิ่งนักก็คือ โดยมากแล้ว คนที่ไม่สนับสนุนจะถูกมองว่าเป็นคนที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่มีมาแต่โบราณ ในขณะที่คนที่สนับสนุนถูกมองว่าเป็นพวกหัวสมัยใหม่ที่รักความก้าวหน้า

แต่จริงๆแล้วเป็นแบบนั้นรึเปล่านะ

เมินประเด็นเรื่องข้อถกเถียงไม่รู้จบว่าอะไรคือนิยามของ "วัฒนธรรมไทยอันดีงาม" ไปก่อน วางมันพักเอาไว้เหมือนตีไข่แล้วหันไปหั่นผัก ขอให้หันไปดูข่าวสาร สถิติ และตำราหน้าตาน่าเบื่อที่เขียนโดยเหล่าด็อกเตอร์ ศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้หลงใหลการเขียนตำราหนาๆ ด้วยภาษาที่ฝรั่งบอกว่าอ่านไม่ออก เพราะเป็นภาษาไทย ส่วนคนไทยด้วยกันก็บอกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเปิดไปเจอแต่ภาษาต่างดาว ไม่ใช่ภาษาไทย (สรุปแล้วไม่ต่างอะไรกับไดอารี่ที่เต็มไปด้วยเรื่องลับ ลวง พราง เพราะมีไว้อ่านเอง รู้เรื่องเองคนเดียว แลกกันอ่านกับเพื่อนซี้ย่ำปึ้กในแวดวงไม่กี่คน กลายเป็นชมรมแม่บ้านอ่านหนังสือสืบสวนทุกคืนวันพุธไป)

โปรดอย่าเข้าใจผิดแม้สักเสี้ยวนาทีว่าที่เอามาเขียนนี่นะ แปลว่าตัวเองอ่านแตกฉาน แค่เผอิญโชคดีมีคนที่เขาอ่านเข้าใจมาพูดให้ฟังบ้างก็เท่านั้นเอง (ถ้าใครมีโอกาสพบเจอคนแบบนี้ กล่าวคือคนที่อ่านภาษาต่างดาวแล้วแปลออกมาเป็นภาษาไทยได้เข้าใจละก็ คำแนะนำของ สุดแสงดาว คือ ให้รีบไปโขกศีรษะคำนับขอเป็นศิษย์โดยไม่รอช้า เพราะคนแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อหมดหมอผี หรือเกจิอาจารย์ขนานแท้ ที่นานๆจะธุดงค์ผ่านมาสักทีหรอก) และที่ให้หันไปดูตำราก็เพื่อให้เห็นภาพประกอบเฉยๆ ไม่ได้จะให้ไปหยิบมาหนุนนอนแต่อย่างใด แต่ถ้าใครอยากจะเอาลองนั่งเพ่งหาเลขเด็ดดูบ้าง ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย

กลับเข้าเรื่อง แต่ไหนแต่ไรประเทศไทยก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถอยู่ได้อย่างสบายใจ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลมาเที่ยวประเทศไทย ด้วยมีความเห็นว่าไทยเป็นดินแดนแห่งอิสระเสรีไม่แพ้อเมริกา (หรือบางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำในบางแง่) ผู้คนมีจิตใจเปิดกว้างยิ่งกว่าประชาชนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ถ้าแม้จะขาดไปก็แต่เพียงความเข้าใจอย่างถ่องแท้เท่านั้น แต่การยอมรับอยู่ร่วมสังคมนั้นมีเกือบจะเต็มร้อย กลายเป็นชื่อเสียงแง่ดีข้อหนึ่งที่โด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยว น่าจะพอถัวๆ หักกลบลบกันไปได้กับชื่อเสียทางการเศรษฐกิจการเมืองและสังคมด้านอื่นๆที่ต่างประเทศก่นด่า ทั้งอย่างมีจริตเจตนาแอบแฝง และทั้งอย่างไม่มีอะไรแอบแฝง (เพื่อเห็นแก่การเปิดกว้างทางความคิดเห็น มันต้องมีทั้งสองอย่างแหละน่า!)

สุดแสงดาว เคยเจอนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันคนหนึ่ง ตอนไปเที่ยวที่สมุย เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเมืองไทยที่เขาแสดงความสนใจออกมาด้วยการถามก็คือ

"ผมได้ยินมาว่าเมืองไทยเปิดกว้างต่อคนรักเพศเดียวกัน เป็นเรื่องจริงไหม"

คาบมาบอกแนวทางไว้ เป็นคำถามสอบสัมภาษณ์เวลาเจอะฝรั่ง เพราะคนที่ใส่ใจเรื่องนี้มีอยู่ไม่น้อยในปัจจุบัน

สยามประเทศคุ้นเคยกับความหลากหลายของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี...สามารถย้อนไปได้ไกลขนาดนั้นเลยจริงๆ เนื่องจากว่าเราเป็นเมืองท่าค้าขายมาตั้งแต่ยุคนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอคนหลากชาติหลายภาษา ทำให้ยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ง่าย มีความยืดหยุ่นสูง (ภาษาปากอาจจะว่าเป็นคนสบายๆ ชิวชิว ต้นอ้อลู่ตามลมก็สุดแล้วแต่จะว่า) และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีความสามารถอันโดดเด่นในการติดต่อเจรจาทางการทูตกับต่างประเทศ จนรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้จนถึงทุกวันนี้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโดนพิษการล่าอาณานิคมกันไปอย่างหนักหน่วง

นี่ยังไม่นับที่นักวิชาการทางมนุษยวิทยาและสังคมวิทยาศึกษาค้นพบตลอด จนนำมาเขียนเป็นรายงานการวิจัยว่า จะว่าอันที่จริงแล้วกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีร่องรอยหลักฐานว่ามีวัฒนธรรมที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีบทบาทหน้าที่สำคัญในชุมชนมาก่อน โดยเฉพาะในสมัยที่ยังนับถือผีหรือลัทธิบูชาธรรมชาตินั้น คนเหล่านี้ได้รับหน้าที่อันสำคัญ คือ การติดต่อกับวิญญาณ เนื่องจากเชื่อว่าการเกิดมามีสองเพศนั้น เปรียบเสมือนการเกิดมาโดยมีสองวิญญาณในร่างเดียว จึงมีความพิเศษเหนือกว่าคนธรรมดา สามารถเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ดีกว่าคนอื่นๆ

คราวนี้ยังคิดว่า การสนับสนุนสิทธิ เสียงของเกย์ เป็นของ "ใหม่" อยู่อีกรึเปล่า?