กลิ่นทะเลปนวิถีไทยบนเกาะพะงัน

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

2 ชุมชนพาณิชย์ท้องศาลา

หลังจากนั่งมองภาพเกาะพะงันที่ตระหง่านอยู่กลางท้องน้ำทะเลอ่าวไทย ตรงหน้าเกาะสมุย พร้อมกับย้อนคิดถึงความเป็นมาในอดีตของเกาะแห่งนั้นมาจนถึงวันนี้แล้ว ก็สามารถให้คำตอบได้อีกว่า นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่างรู้จักเกาะแห่งนี้ประดุจสวรรค์บนหาดทรายใต้แสงจันทร์ อันรายรอบด้วยพลิ้วน้ำตามกระแสคลื่นลมทะเล ตั้งแต่เวลาฟ้าปิดม่านมืดไปสู่วันฟ้าเปิดม่านสว่างในเช้าวันใหม่

เช้าวันนั้น...ผมจะต้องเดินทางต่อไปยังบริเวณท่าเทียบเรือชุมชนหน้าทอน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะสมุย เพื่อไปขึ้นเรือโดยสารประจำทางที่แล่นเชื่อมสู่กันเป็นประจำทุกๆวัน วันละหลายเที่ยว ระหว่างเกาะสมุยกับเกาะพะงัน

ผิดกับสมัยที่เกาะพะงันยังมิได้เป็นเป้าหมายใหม่ของนักท่องเที่ยว การเดินทางสู่กันระหว่างคนสองเกาะถึงจะมีอยู่ทุกวันเหมือนกัน แต่ไม่ถี่กระชั้นเหมือนอย่างทุกวันนี้ คือ เช้าออกจากเกาะสมุย 1 เที่ยว และเวลาเดียวกันออกจากเกาะพะงัน 1 เที่ยว แบบแล่นสวนทางกันโดยใช้เรือประมงดัดแปลงมาเป็นเรือโดยสาร ระยะทางห่างไกลกันประมาณ 20 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางนานร่วมชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของคลื่นลมทะเลเป็นสำคัญ

พอตกเย็นก็จะแล่นสลับกลับสวนทางกันอีก 1 เที่ยว เป็นเที่ยวสุดท้าย นี่คือวิถีเดิมๆของคนทั้งสองเกาะที่เคยไปมาหาสู่กันในยามที่ยังไม่มีกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้

แต่วันนี้ เมื่อกระแสความต้องการของนักเดินทางท่องเที่ยว มีแต่จะหลั่งทะลักสู่เกาะสมุย กระทั่งถึงเกาะพะงันอย่างมืดฟ้ามัวดินในแต่ละวันเช่นวันนี้ กระแสของนักลงทุนรายใหญ่ประเภทมือเติบ กระเป๋าหนักที่สามารถเก็งการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวกันได้ จึงพร้อมที่จะไปลงทุนนำเรือโดยสารแบบทันสมัยเข้าไปรองรับกับการเจริญเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวกันได้อย่างไม่ต้องหวั่นไหวกับการแข่งขันในเชิงธุรกิจเดียวกัน

ไม่ว่าจะแล่นเชื่อมจากท่าเรือบนฝั่งแผ่นดินใหญ่ สุราษฎร์ธานีสู่เกาะสมุย หรือตรงดิ่งสู่เกาะพะงัน นอกจากนี้ยังมีเรือแล่นในเส้นทางตรงจากเกาะสมุยไปเกาะพะงัน แล้วยังเชื่อมต่อไปยังเกาะบริวาร คือ เกาะเต่า จากนั้นวิ่งเชื่อมกลับจากเกาะเต่ามาเกาะพะงัน สุดท้ายเกาะสมุย วนเวียนอยู่อย่างนี้วันหนึ่งๆหลายสิบเที่ยว บางทีก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของนักท่องเที่ยวเสียอีกด้วย!

ดังนั้น เรือที่ผมกำลังจะเดินทางจากเกาะสมุยไปเกาะพะงันในวันนี้นั้น จึงเลิกคิดเลยว่าจะเป็นเรือโดยสารแบบประมงดัดแปลง หากแต่ทันสมัยถึงขนาดนำเอาเรือแบบแคททามาแรล ที่บริเวณใต้ท้องเรือทั้งสองข้างจะถูกออกแบบเป็นรูปปีกลูกบวบ เปิดให้ท้องส่วนกลางเป็นช่องทางสำหรับกระแสน้ำแล่นผ่านเพื่อทำความเร็วได้ ลักษณะเดียวกันกับเรือยอชท์ติดใบ หรือเรือติดใบที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ

เรือที่ว่านี้ดำเนินการภายใต้ธุรกิจเรือโดยสารลำพระยา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจเดินเรือโดยสารขนาดใหญ่รายหนึ่งในน่านน้ำแถบนี้ และเรือลำที่ผมจะใช้โดยสารไปในเที่ยวนี้นั้น มีชื่อว่า "นาม่วง" ที่ดูภายนอกโอ่โถงหรูหราไม่เบา ต่างกันราวฟ้ากับดินเมื่อเทียบกับช่วงเวลาประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา

ผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยเห็นยืนออรอเรือกันอยู่บริเวณท่าเทียบตรงชุมชนหน้าทอน ส่วนใหญ่นั้นแน่นอนล้วนเป็นคนต่างชาติที่มีทั้งประเภทแบ็คแพ็คเป้สะพายหลัง บางกลุ่มก็มากันแบบครอบครัว มีสัมภาระ และแต่งเนื้อแต่งตัว ดูเป็นฝรั่งผู้ดีขึ้นกว่ากลุ่มแรก อีกกลุ่มเป็นคนไทย ดูออกว่ามาจากถิ่นอื่น และไปปักหลักทำงานภาคบริการอยู่กับธุรกิจท่องเที่ยวบนเกาะปะปนอยู่ด้วย บนเรือในเที่ยวเดียวกันนั้น ยังได้เห็นบรรดาชาวเกาะที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงทำให้สะดวกสบายกว่าการเดินทางเช่นในอดีตที่ผ่านมา

การเปลี่ยนแปลงมันย่อมมีทั้งผลดีต่อชุมชน และสิ่งที่มัวหมองต่อท้องถิ่นไปบ้างตามกาลซึ่งเปลี่ยนแปลง สำคัญ คืออย่าให้ส่วนหลังมันเลยเถิดมากจนเกินจะรับกันได้...เท่านั้นเอง!

เรือแบบแคททามาแรล ชื่อ นาม่วง เบนหัวออกจากท่าเทียบชุมชนหน้าทอน แล้วตั้งเข็มทิศแล่นผ่านไปทางทิศเหนือเฉียงใต้ของทะเลอ่าวไทย โดยหากมองไปทางด้านหน้าทางทิศใต้ จะเห็นเค้าโครงของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งนับเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งที่ 2 ต่อจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา อาดัง-ราวี จังหวัดสตูล ที่ครอบคลุมไปถึงท้องทะเลแถบเกาะหลีเป๊ะ กลางทะเลอันดามัน ที่ต่อแนวกับทะเลสากลก่อนเชื่อมเข้าสู่ทะเลเพื่อนบ้านมาเลเซีย

แต่หากมองออกไปทางด้านขวามือของหัวเรือนาม่วง ก็จะเห็นภาพเกาะพะงันปรากฏอยู่เบื้องหน้าในตำแหน่งที่ไม่ห่างไกลจากกันมากนัก เรือแล่นลำไปกลางเวิ้งทะเลที่ราบเรียบไม่สั่นไหวไปมาตามแรงกระเพื่อมจากคลื่นลมทะเล กับชุ่มฉ่ำด้วยระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารติดกระจกใสให้เห็นวิวทะเลรอบด้านทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง

จะมีก็แต่ผู้โดยสารประเภทแบ็คแพ็คเท่านั้น ที่ไม่สนใจไยดีกับห้องโดยสารอู้ฟู่แบบนี้ เพราะเก้าอี้ผ้าใบแบบเอนนอนบนชั้นดาดฟ้าที่มีแสงแดดสาดส่องอยู่นั้น มันคือสิ่งที่คนเมืองหนาวจากแดนพายุหิมะอย่างพวกเขาปรารถนามากเป็นที่สุด สำหรับการเผาผิวให้ไหม้เกรียมและดำปื้นเพื่อนำกลับไปอวดใครต่อใครว่า ได้ไปอาบแดดบ่มผิวจากท้องทะเลไทยมาแล้ว

โดยเฉพาะเกาะพะงันนั้น เขาถือว่าเป็นประกาศนียบัตรใบสำคัญที่บ่งบอกถึงประสบการณ์ชั้นแนวหน้าสูงสุดในชีวิตการเดินทางของคนกลุ่นนี้เลยทีเดียว!

เรือนาม่วงใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจากท่าเรือหน้าทอน ถึงค่อยๆลดความเร็วลงเมื่อเห็นตำแหน่งเกาะพะงันอยู่ใกล้แค่มือคว้า ผมมองเห็นภาพชุมชนที่อวดตัวอยู่เบื้องหน้าแล้วแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง เพราะแต่ก่อน...ชุมชนแห่งนี้ดูจะเงียบสงบและปราศจากสิ่งปลูกสร้างประเภทห้องแถวหรือตึกคอนกรีต จะมีอยู่อย่างมากสุดก็บ้านเรือนไม้หลังคาต่ำเตี้ยกว่ายอดมะพร้าว และไม่กระจุกตัวแน่นกันอย่างที่เห็น

แต่กับวันนี้ขณะที่มองภาพเบื้องหน้าจากเรือนาม่วงผ่านออกไป สาบานได้! มันคือชุมชนย่านการค้าการพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีแต่ตึกคอนกรีตเข้ามาแทนที่บ้านแบบเรือนไม้ในแนวทิวมะพร้าวกับสวนผลไม้ บัดนี้มีทั้งเสาไฟฟ้ากำลังสูงและเสาโทรศัพท์รับส่งคลื่นสัญญาณแบบไร้สายไปไกลถึงเมืองหลวงกับประเทศทั่วโลก ใครจะไปเชื่อว่าเล่าว่าเกาะพะงันที่มีพื้นที่อยู่กลางทะเลอ่าวไทยโดยห่างแผ่นดินใหญ่ร่วม 100 กิโลเมตร และอยู่ห่างเกาะสมุยเพียงแค่ 20 กิโลเมตร จะเปลี่ยนแปลงไปไกลอย่างรวดเร็วถึงขนาดนี้?

เรือค่อยๆคืบราวกับคลานเข้าสู่ท่าเทียบคอนกรีตตรงบ้านท้องศาลาที่ดูมั่นคงแข็งแรงอย่างเชื่องช้า ขณะที่บริเวณลานคอนกรีตของท่าเทียบกลับดูคึกคักไปด้วยผู้โดยสารรายใหม่ ที่กำลังจะใช้โดยสารต่อไปยังเกาะเต่าซึ่งอยู่ห่างจากจุดนี้ประมาณ 64 กิโลเมตร

เสียงแตรรถยนต์แบบสองแถวรับจ้าง ตลอดจนมอเตอร์ไซค์รับจ้างก้องดังขึ้นเป็นระยะเหมือนกับจะบอกให้ผู้โดยสารได้รับรู้ว่าพวกเขามารอรับผู้คิดใช้บริการ กระทั่งเมื่อเรือเข้าเทียบท่าสนิทแล้ว ทั้งเสียงแตรรถก้องกังวาลเคล้าเสียงร้องเรียกเพรียกหาลูกค้าที่จะโดยสารผสมโรงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันแบบอึงมี่ ส่วนผู้แทนจากบริษัทนำเที่ยวหรือรีสอร์ทที่พักจะใช้เพียงแผ่นป้ายชื่อสถานประกอบการ หรืออย่างน้อยก็ชูป้ายเขียนชื่อคำนำหน้ากับสกุลตามหลังให้ลูกค้าเห็นเพื่อแสดงตนแบบไม่ต้องมีเสียงแทรกความจ้อกแจ้กจอแจยามนั้นขึ้นมาผสมโรงอีกส่วนหนึ่ง

พะงันมันถึงวันเปลี่ยนแปลงไปแบบหลุดโลก และหลุดเกาะไปเรียบร้อยแล้วครับ...พ่อแม่พี่น้อง!!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า