ปรุงชา ให้เป็นยาสู้หวัด

อาหารบำบัด

ข้อมูลจากแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ระบุว่า มีโรคอยู่ 3 โรคที่เกิดขึ้นได้บ่อย และไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองและเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาอีกด้วย หนึ่งในนั้นก็คือโรคหวัด-เจ็บคอ ที่มักจะมาเยือนเราในฤดูฝนนี่แหละค่ะ (อีกสองโรคคือ ท้องเสีย และแผลเลือดออก) โรคนี้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายกำจัดไวรัสและหายป่วยเร็วขึ้นก็คือ เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยสร้างสภาวะแวดล้อมที่เชื้อโรคไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดยการกินผักและผลไม้มากๆ งดอาหารสำเร็จรูป และน้ำตาล จัดสรรเวลาออกกำลังกาย และพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

นอกจากนี้ สังเกตว่า เวลาที่เราเริ่มมีอาการระคายคอ เจ็บคอ ร้อนๆ หนาวๆ คัดจมูก ไอจาม หรือแม้แต่ในยามที่อาการต่างๆของไข้หวัดจัดเต็มมาแล้วก็ตาม การได้จิบชาอุ่นๆ ร้อนๆ ทำให้รู้สึกอบอุ่นและโล่งสบายดีทีเดียว นั่นละค่ะช่วยได้เยอะเลย แต่จะดีที่สุดหากเป็นชาที่ปรุงด้วยส่วนผสมที่มีประโยชน์ และช่วยบำบัดอาการหวัดไปพร้อมๆกันด้วย ซึ่งขอเรียกว่า ชาสู้หวัดก็แล้วกันนะคะ

ชาสู้หวัดที่นำมาฝากกันในฉบับนี้ ใช้ส่วนผสมง่ายๆที่หาได้ในครัวนี่เองค่ะ จะมีก็แต่ในส่วนของน้ำผึ้ง ซึ่งในสูตรนี้แนะนำให้ใช้น้ำผึ้งดิบจากธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านความร้อน แต่หากไม่สามารถหาได้จริงๆ จะใช้น้ำผึ้งธรรมดาก็ได้ค่ะ เพียงแต่คุณค่าของสารอาหารต่างๆ อาจลดทอนลงไปเท่านั้น แต่ก็หยวนๆใช้ได้เหมือนกันค่ะ


ส่วนผสม

  • น้ำ 3 ถ้วย
  • น้ำมะนาวคั้นครึ่งลูก
  • อบเชย 1 ก้าน
  • ขิงสด หั่นเป็นแว่น 3 ชิ้น (หนาประมาณ 1/4 นิ้ว)
  • กานพลู 1/4 ช้อนชา
  • ขมิ้นชัน 1/4 ช้อนโต๊ะ
  • พริกป่นนิดหน่อย (เริ่มจากนิดเดียวก่อนแล้วค่อยๆเพิ่มทีละน้อย เท่าที่เราจะรับได้)
  • น้ำผึ้งดิบ 1 ช้อนโต๊ะครึ่ง (สามารถลดหรือเพิ่มได้ตามที่ชอบ)

วิธีทำ 

1. เติมส่วนผสมทั้งหมด (ยกเว้นน้ำผึ้ง) ลงในหม้อ นำไปต้ม

2. ตั้งไฟให้เดือด พอเดือดแล้วลดไฟอ่อน ต้มต่อไปประมาณ 10 นาที

3. ปิดไฟ เติมน้ำผึ้ง ตีให้เข้ากัน

4. กรอง แล้วเทใส่ถ้วย จิบตอนที่ยังอุ่นๆ

ทีนี้มาดูกันว่า ส่วนผสมแต่ละอย่างในชาสูตรนี้ ทำหน้าที่สู้หวัดได้อย่างไร

1. มะนาว

ด้วยคุณสมบัติของสารต้านเชื้อโรคโดยธรรมชาติ มีวิตามินซีมาก และมีประสิทธิภาพในการช่วยล้างพิษตับ มะนาวจึงทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคได้อย่างเข้มแข็ง โรคส่วนใหญ่ชอบสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรด ฉะนั้นการปรับร่างกายให้มีความเป็นด่างจึงเป็นการดีต่อสุขภาพ

2. อบเชย

คนสมัยก่อนนิยมนำอบเชยมาใช้บำบัดอาการเจ็บปวดต่างๆ เนื่องจากอบเชยมีคุณสมบัติต้านความเจ็บปวดโดยธรรมชาติ นอกจากนั้นยังต้านเชื้อโรคและเชื้อรา และเป็นเครื่องเทศที่ให้ความอบอุ่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้สารพิษถูกขับออกมามากขึ้น

3. ขิง

หลายศตวรรษมาแล้วที่คนโบราณรู้จักการใช้ประโยชน์จากขิงเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอและอาการคัดจมูกอันเนื่องมาจากหวัดได้เป็นอย่างดี ขิงยังช่วยไล่ลม บรรเทาความอึดอัด ช่วยให้รู้สึกสบายท้อง นอกจากนั้นคุณสมบัติในการต้านการอักเสบยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดอีกด้วย

4. กานพลู

กานพลูช่วยในการขับเสมหะ และยังมีคุณสมบัติในการบรรเทาความเจ็บปวด อีกทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก ซึ่งจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

5. ขมิ้นชัน

ขมิ้นชันเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ป้องกันการอักเสบได้ดีที่สุด จึงเป็นสิ่งที่ร่างกายควรได้รับมากที่สุดเพื่อป้องกันไข้หวัดในหน้าฝน ด้วยคุณสมบัติของการเป็นยาต้านเชื้อไวรัส และฆ่าเชื้อโรคโดยธรรมชาติ ขมิ้นจึงถูกนำมาใช้เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงตับ และสุขภาพโดยรวม

6. พริกป่น

ให้ความอบอุ่นกับร่างกายและกระตุ้นการขับเมือกในโพรงไซนัสและทางเดินหายใจ นอกจากนั้นพริกยังช่วยขับเหงื่อ ซึ่งดีต่อการลดไข้และระบายพิษออกจากร่างกาย เราสามารถเติมพริกป่นลงในอาหาร เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด อีกทั้งพริกยังมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความเจ็บปวดด้วย

7. น้ำผึ้งดิบ

น้ำผึ้งดิบ คือน้ำผึ้งบริสุทธิ์ตามธรรมชาติที่ไม่ผ่านความร้อน จึงทำให้ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหารไปในกระบวนการพาสเจอไรซ์ ร่างกายจึงได้รับเอนไซม์ วิตามิน และเกลือแร่ที่มีอยู่ในน้ำผึ้งอย่างครบถ้วน ซึ่งคุณสมบัติที่ช่วยสู้หวัดได้ดีเยี่ยมก็คือ มีสารต้านเชื้อโรคและเชื้อไวรัส และช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ

แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า ถ้าไม่สามารถหาได้ ใช้น้ำผึ้งธรรมดาก็ได้ แต่ต้องแน่ใจว่าเป็นน้ำผึ้งแท้จากธรรมชาติ ไม่ใช้น้ำผึ้งปลอมที่มีแต่น้ำตาลนะคะ


หมายเหตุ : ชาสูตรนี้ แนะนำเฉพาะคนทั่วไปที่มีสุขภาพปกติที่เกิดอาการไม่สบายขึ้นมาเท่านั้นนะคะ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เป็นหวัดเรื้อรังมาเป็นเวลานาน ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น