แพทย์หญิงวรลักษณา ธีราโมกข์ กับงานพัฒนาศักยภาพมนุษย์

นัดพบ

"เราทุกคนปรารถนาความสุข และเราก็เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนดี และเท่าเทียมกัน" แพทย์หญิงวรลักษณา ธีราโมกข์ ผู้อำนวยการฝ่ายคลินิก โรงพยาบาลมนารมย์ และสมาคมพัฒนาศักยภาพมนุษย์และจิตบำบัดแนวซาเทียร์ เกริ่นนำเมื่อทราบถึงหัวข้อในการสัมภาษณ์ พร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงอันมีความสุขเมื่อได้อธิบายถึง Satir Model ทฤษฎีที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนดี และมีศักยภาพสูงมากเพียงพอที่จะพัฒนาไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ ส่วนจะด้วยวิธีใดนั้น คุณหมอวรลักษณากำลังอธิบายให้ฟังค่ะ...

"ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า Satir Model นั้นคืออย่างไร กล่าวคือ Satir Model เกิดจากการค้นพบของVirginia Satir นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน เธอใช้วิธีนี้เพื่อการรักษาทางจิตบำบัด โดยมีเป้าหมายสำคัญคือต้องการ 'ทำคนให้เป็นคนมายิ่งขึ้น' to be more human being หรือมองคนเป็นคนป่วย พอรักษาให้หายป่วยจนปกติ จึงพัฒนาต่อให้ความปกตินั้นมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือมีความเป็นมนุษย์เต็มมากยิ่งๆขึ้นไป ซึ่งก็อิงกับหลักของพระพุทธศาสนาของเราคือ 'การรู้เท่าทันตัวเอง' ดังนั้น Satir Model จึงแพร่กระจายไปทั่วโลก เพราะสามารถเข้ากับบริบทได้เกือบทุกสังคม

Satir ยังเชื่อต่อไปด้วยว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังชีวิต มีศักยภาพ มีความดี มีความงดงามอยู่ในตัวเอง ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับพื้นฐานของสังคมไทย และด้วยแนวคิดเช่นนี้ Satri จึงเป็น Modle ที่แข็งแกร่งที่สุดโมเดลหนึ่งโดยเฉพาะที่ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกำลังเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในประเทศจีน ซึ่งเขาไม่เพียงแค่ใช้ในการบำบัดผู้ป่วยทางจิตเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังนำไปใช้ในแง่ของการพัฒนาคนให้รู้จักเข้าใจตนเอง ส่วนในบ้านเราประยุกต์มาใช้กับหลักสูตรการฝึกอบรม หรือเพื่อการ work shop ในการพัฒนาตนให้กับบุคลากรต่าง ๆ เช่น ครู สสส. ใช้เป็นแนวทางในการผลิตสื่อเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาวัยรุ่น เพื่อสร้างความเข้าใจกับพ่อแม่ ผู้ปกครองได้ง่ายขึ้น

ความน่าสนใจของ Satir Modle ในการนำมาพัฒนาศักยภาพมนุษย์ คือ Virginia Satir อุปมาอุปมัยใจคนเป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งประกอบด้วย พฤติกรรม ความรู้สึก ความรู้สึกต่อความรู้สึก มุมมอง ทัศนคติ ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนหรือแก่นแท้ของตัวเอง

ส่วนของพฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ คือส่วนที่อยู่เหนือสุดโผล่พ้นน้ำ แต่ส่วนที่ยังอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ ความนึกคิด ประสบการณ์ในอดีต ค่านิยมในอดีต หรือความคาดหวัง ความอยาก ความไม่อยากของคนเรา แล้วลึกไปตรงนั้นมันก็มีเรื่องของเจตนา เจตนาซึ่งจริงๆมันก็คือความโหย พอเป็นคำว่าโหยหา คนไทยคำว่าโหยหา จะดูมันติดลบนิดๆนะคะ เราจึงเปลี่ยนมาใช้คำว่าปรารถนาแทน ซึ่งเจ้าความปรารถนาหรือความต้องการ ถือเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก และเป็นตัวกำหนดตัวตนของความเป็นคน ซึ่งหมายถึงความงดงาม เวลาเรานำมาใช้กับการพัฒนาตน สิ่งที่เรานำเสนอขึ้นมาก็คือประเด็นที่ว่า คนเราวันวันหนึ่ง เรามีเรื่องราวเข้ามากระทบใจเรามาก แล้วเราก็จะเอาตัวที่ซุกซ่อนอยู่ภายในภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเป็นเสมือนอุปมาอุปมัยถึงจิตใจคน Satir พยายามจะบอกกับเราว่า ให้เรานั้นทบทวนและพยายามถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ปัจจุบันขณะนั้นเรามีความรู้สึกอย่างไร สะเทือนใจ เศร้า ฯลฯ เพียงเราเห็นขอทานเดินอยู่ข้างถนน เพียงเท่านี้ก็สามารถกระทบใจและสร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้เราได้แล้ว เพราะความรู้สึก มุมมอง ทัศนคติ ความคาดหวัง มันจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จริงๆแล้วในแนวของ Satir เอง เขาไม่ได้มีทฤษฎีอะไรซับซ้อนมากมาย แต่เขาจะมีตัวความเชื่อที่น่าสนใจหลายๆอย่าง เช่น คนทุกคนเป็นคนดีนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะบอกเลยว่าโดยพื้นฐานแล้วทุกคนเป็นคนดี พอจากตรงนั้นแล้วมันก็จะมีมุมหลายๆมุมที่เราจะมองเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือในเวลาที่เราเกิดเรื่องราวอะไรก็ตามแต่ที่เราเครียด เรากดดัน หรือเราคับขัน เราจะใช้วิธีการเดิมๆของเราในการแก้ปัญหา ทั้งๆที่หลายๆครั้งเราก็รู้ว่ามันไม่ประสบความสำเร็จแล้วมันทำให้เราเจ็บปวด Virginia Satirเองไม่ได้มานั่งตัดสินว่ามันเป็นเช่นไร แต่มันเป็นองค์ความรู้ที่ให้เรามองเห็นว่านี้คือธรรมดาของมนุษย์ แต่เราจะทำยังไงที่จะให้มนุษย์กล้าที่จะเสี่ยงเลือกวิธีการที่ต่างไปจากเดิมที่ตัวเองเคยทำ ที่เราเรียกว่า "การคิดนอกกรอบ แต่ในการคิดนอกกรอบในแบบของ Satir นั้น ต้องตั้งอยู่บนศรัทธาและความเชื่อที่ว่า คนทุกคนมีศักยภาพในการที่จะช่วยเหลือและเยียวยาตัวเองได้ ทว่าบางครั้ง สิ่งที่ในทางพุทธเรียกว่า กิเลส ตัณหา ก็ทำให้เราเข้าไม่ถึงคุณธรรมที่แท้จริง

ถามต่อไปอีกว่า หากเราจะใช้แนวคิดของ satir มาสร้างความสุขง่ายๆให้กับตัวเราตราบเท่าที่เรานั้นยังต้องใช้ชีวิตประจำวันความวุ่นวายมากมาย หมอก็คงต้องบอกว่าให้เราย้อนกลับไปดูภูเขาน้ำแข็งก่อนเป็นอันดับแรก การทำเช่นนี้มิได้หมายความว่าคุณเป็นคนป่วยทางจิต เปล่าเลยค่ะ เพียงแต่คุณอาจจะเป็นคนมีปัญหาทางสมองเท่านั้นเอง หรือเป็นโรคซึมเศร้า เป็นโรคจิตเพศ โรคไบโพล่า หรือเป็นอะไรก็ตามแต่ คุณก็ยังมีความเป็นคนอยู่ คุณจึงมีสิทธิ์ที่จะพัฒนาและเติบโตที่จะเป็นคนได้มากขึ้นอีกเยอะมากเลย อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งหมอมักจะคอยพูดอยู่เสมอเลยกับคนหลายๆคนว่า คนป่วยทางจิตของเรา หรือคนป่วยทางจิตเวชของเราเป็นคนดี เขาเป็นคนดี แต่เขามีการเจ็บป่วย เขาเป็นโรคทางสมอง

คนไข้จิตเวชของเราไม่ได้เป็นคนเลว ไม่ได้เป็นคนชั่ว แต่เขามีการเจ็บป่วยทางสมอง แต่เราก็ยังเป็นคน เราก็ยังเรียนหนังสือ เราก็ยังพัฒนาตัวเอง เราก็ยังศึกษาจิตใจเราได้ คนป่วยทางจิตเวชก็เหมือนกันค่ะ Virginia Satir มองด้วยทัศนคติแบบนนี้ เธอถึงไม่เคยละเว้นว่าคนคนนี้ป่วย เพ้อเจ้อคุยกับพระเจ้า รับพลังแสงอาทิตย์มาปล่อยพลังแสงอาทิตย์รักษาคนอื่นได้ ตานั่นคือเปลือกที่เป็นโรคของเขา แต่ตัวตนเขายังอยู่ แล้วเวลาเราทำงาน เราทำงานกับตัวตนข้างในหรือแก่นของเขา ไม่ใช่สิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก

และแก่นของเขานั่นคือสิ่งที่ Virginia Satir เรียกว่า มันคือตัวตน บางทีเขาใช้คำภาษาอังกฤษว่า essence มันคือแก่นของคนตรงนั้น และนั้นจริงๆ พอถึงตรงนี้เวลาที่คนเราต้องเผชิญกับรถติด บ้านเมืองวุ่นวาย เกิดอะไรขึ้นกับเรา ฉันหงุดหงิด ฉันเบื่อ ฉันเซ็ง ฉันเบื่อหน่ายคุณ ให้สำรวจภูเขาน้ำแข็งของคุณว่าคุณหงุดหงิด คุณเซ็ง คุณเบื่อ คุณหน่ายเพราะอะไร เพราะคุณอาจจะมีการรับรู้ การเรียนมาแต่อดีตที่เราได้รับการปลูกฝังมากับครอบครัวว่า เวลาไปทำงาน คุณต้องไปให้ตรงเวลา เพราะคุณถูกสอนมาให้ตรงเวลา คุณถูกสอนมาให้คุณต้องเป็นคนมีความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น ฉันคาดหวังกับตัวฉันเองว่าฉันต้องไปถึงที่ทำงานให้ตรงเวลาเพื่อความรับผิดชอบของฉัน เห็นมันสิคะว่ามันเป็นตัวตน เป็นคุณธรรม เป็นความงดงามของเราใช่มั้ย แล้วที่เราทำตรงนี้เพราะอะไร เพราะเราต้องการการยอมรับ มันคือการยอมรับจากใคร จากตัวเราเองว่าฉันเป็นลูกที่ดีนะที่ทำตามที่พ่อบอกแม่บอก เป็นคนดีแล้วฉันก็มีความรับผิดชอบ แล้วถ้าเป็นสิ่งตรงนี้มันเป็นความงดงามในใจเรา โอ.เค.วันนี้รถติดไปทำงานไม่ทัน แต่ฉันมีความสุขได้นะ ณ moment นี้ โอ.เค.มั้ยคะ

ท่านพุทธทาสเขียนไว้เลยว่าเขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่ ไม่ได้ให้มองแบบเหมือนปัจจุบัน บางทีเห็นอย่างนี้ไม่เข้าท่าหรอ มอง positive สิ คิด positive think positive คิดบวกสิ แต่ไม่ใช่ท่านพุทธทาสสอนให้เรามองเห็นตามจริง ไม่ได้บอกเลยนะว่าเธอไม่ต้องเห็นความเลวร้าย เห็นค่ะ แต่คุณเลือกเอาว่าคุณจะเพ่งพิจอะไร ความเลวร้ายอย่างที่ท่านบอกไว้เลยว่ามันเป็นประโยชน์โลก บางอย่างน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขา กลอนอาจจะพาไป แต่จริงๆคือ เรารู้แล้วเราไม่ได้ละเลยหรือเราไม่ได้สนใจอันนี้เป็นความไม่งดงาม เป็นความไม่ดี เรารู้ เราเห็น แต่เราเชื่อในความดี เชื่อในสิ่งที่ดี แล้วเราก็พยายามช่วยส่งเสริมให้สิ่งที่ดีนั้นงอกงามขึ้น เหมือนพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช้การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"( พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512 พระองค์ท่านลึกซึ้งกว่าเรา ท่านไกลกว่าเรา เพราะแท้จริงแล้วพระองค์ท่านอยากให้ทุกคนเป็นคนดีด้วยกันทั้งหมด แต่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ผลีผลาม

เมื่อทุกคนเป็นคนดีแล้วสังคมก็จะสงบสุขมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การอยู่อย่างรับผิดชอบเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พ่อ สังคมจึงต้องมีกติกา กติกาที่ว่านั้นคือข้อกฎหมายเพื่อใช้เป็นบทลงโทษผู้ที่กระทำผิด ยกตัวอย่าง เช่น แม่คนหนึ่งไปขโมยนมให้ลูกกิน แล้วถูกจับ แม่นั้นผิด ต้องถูกลงโทษ แต่ลึกลงไปถึงแก่น น้ำใจแม่คนนี้งดงามมาก เพราะความรักลูกเหนือสิ่งอื่นใด ถึงกับยอมทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เรื่องนี้จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ Virginia Satirไม่ได้เว่อร์ แล้วก็ไม่ได้มองว่าคุณทำอะไรโดยที่คุณมองแต่ตัวคุณเองตรงนั้นแล้วพอได้ คือเขามองว่าสังคมจะอยู่ได้ มันต้องมีตัวเรา มีคนอื่น แล้วก็มีบริบทของสังคม 3 องค์ประกอบนี้ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าอย่างนี้ ถ้าเราบอกเขาเป็นแม่ที่รักลูก เพราะฉะนั้นเขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรตามนั้นได้ใช่มั้ย ไม่ใช่ค่ะ เพราะสิ่งที่แม่คนนี้ทำมีผลกระทบต่อบริบทของสังคมและกฎหมาย สังคมต้องมีกติกาเพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียว เรามีคนอื่น เรามีบริบทของสังคม เรามีทิศทางของสังคมที่เราจะไป เราอยากให้โลกนี้มีสันติสุขกันใช่มั้ย นั่นคือบริบทของสังคม แต่สันติสุขที่อยู่มันไม่ใช่มีแต่ตัวฉันคนเดียว คนอื่นช่างมัน ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน แต่เราต้องไปด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นคุณกรุณาอย่ามาตราหน้าคนไข้เรา คนไข้จิตเวชไม่ใช่คนเลวร้าย

การที่คนคนหนึ่งจะเดินเข้าไปพบจิตแพทย์ จึงไม่ใช่คนบ้า เพียงแต่ยามนั้นเขาต้องการที่ปรึกษา คนที่พร้อมจะฟังสิ่งที่เขาระบาย ในฐานะที่เป็นแพทย์ทางด้านจิตเวช เราอาจจะไม่เคยมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนไข้ แต่เรากลับไปมองโรคที่ห่อหุ้ม แล้วพยายามเยียวยาตรงนั้น เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์หลายๆท่านจึงพยายามให้เราเห็นข้างใน สอนเราเสมอว่า หมอเขาไม่ได้มีแต่โรคเขามีคน สมเด็จพระราชบิดาบอกไว้แต่ต้นเลยว่า "ฉันไม่ต้องการให้เธอรักษาโรค แต่ฉันต้องการให้เธอรักษาคน" แรกๆเราก็ไม่เข้าใจ เพราะเราโตมากับการที่ต้องรู้จักโรค วินิจฉัยโรคให้ได้ถูกต้อง รักษาให้ได้แล้วเราก็วุ่นวายอยู่กับโรค แล้วก็พยายามรักษาให้หาย สมเด็จพระราชบิดามีพระราชดำรัสมาตั้งแต่แรกเลยว่าเธอต้องดูคนทั้งคน เขามีอย่างอื่นอยู่

Satir Model จึงทำให้หมอเข้าใจพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชบิดาได้อย่างถ่องแท้หลังจากที่หลงทางอยู่นาน ผู้ป่วยทางจิตเวชเขามีค่า เขามีความเป็นคน แล้วเขามีสิทธิ์ที่จะเป็นเหมือนเรา เขาไม่ได้ต่างกับเรา เราหนาวเขาก็หนาว เราร้อนเขาก็ร้อน เราหิวเขาก็หิว เขาไม่ได้ต่างไปจากเรา แต่ในบทบาท ในสังคมนั้นต่าง เราเป็นหมอ เขาเป็นคนไข้ ใช่ เราเป็นครูบาอาจารย์เขาเป็นลูกศิษย์ เราเป็นเจ้านายเขาเป็นลูกน้อง อันนั้นคือบทบาททางสังคม แต่ในฐานะความเป็นมนุษย์เราเท่ากัน เพราะฉะนั้นที่สมเด็จพระราชบิดาสอนมาตั้งแต่กาลครั้งนานแล้ว เราเข้าไม่ถึง เราถึงแค่นั้น แล้วเราก็มีความรู้สึกว่าเราเป็นลูกพ่อแล้วจบ มันไม่ใช่

เพราะเข้าถึงตรงนี้ได้หมอจึงมีความสุขมาก สามารถปล่อยพลังได้เยอะมาก จริงๆ พอมาทำงานทางด้านนี้ แล้วมองเห็นข้างในของคนแล้ว งานของหมอจึงไม่หนักอีกต่อไป ต่อให้เขาป่วยด้วยอาการของโรคจิตเพศมาตั้งแต่อายุสิบห้า สิบหก สิบเจ็ด ณ วันนี้สมองเขาเลอะเลือนมาก อยู่กับอาการหูแว่ว ประสาทหลอนจนเขาแย่ แต่ข้างในเราจะเห็นความน่ารักความเป็นคนดีของเขา ความมีน้ำใจของเขา ความกตัญญู ความอยากช่วยเยอะแยะมากมายอยู่ข้างใน แล้วอาการภายนอกที่เราเห็นตรงนี้แค่เปลือกนอกเท่านั้นเอง หมอจึงมีความสุขมากขึ้นเวลาทำงานกับคนไข้

โดยหลักการของ Virginia Satir เขาต้องการสร้างโมเดลนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวของการทำจิตบำบัด ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว หลายๆทฤษฎีเลย ถามว่าการทำจิตบำบัดที่ดีที่สุด คือการพาเข้าไปสำรวจจิตใจ การสำรวจที่ดีที่สุด คือการถาม ไม่ใช่การบอก เวลามนุษย์บอกอะไรกันมักบอกกันแป๊บเดียวก็หมดแล้วค่ะ เดินพ้นประตูห้องบางทีมันก็ลืม แต่ถ้าเขาคิดได้เองแล้วปิ๊งขึ้นมาปั๊บมันจะอยู่กับเขา โดยหลักการทางการแพทย์แล้วมันเกิดจากการทำงานของเซลล์สมอง และเกิดวงจรใหม่ทางความขึ้นมาด้วยตัวตนของเขาเอง แล้วมันจะอยู่ได้ด้วยดี เหมือนกับคุณเรียนขับรถโดยการนั่งดูทฤษฎี นั่งอ่านแค่ป้าย กับคุณโดดขึ้นไปขับสักครั้ง มันต่างกันเพราะอะไร เพราะการที่คุณขับปั๊บ มันเกิดการทำงานของเซลล์สมองทันที แล้วมันเกิดวงจรใหม่ขึ้นในสมอง เขาถึงบอกไงคะคุณฝึกทักษะอะไรก็ตามแต่ คุณจะจำไปชั่วชีวิตคุณได้ เพียงแต่ว่าจะคล่องหรือไม่คล่องนั้นเป็นอีกเรื่องนึงค่ะ เพราะถ้าคุณนั่งพูดให้ตาย แล้วคุณไม่ลงมือทำ คุณไม่มีวันทำสิ่งนั้นได้หรอก

หมอถึงยืนยันเสมอว่า หมอมีความสุขมาก(เน้นเสียงสูง) เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก คือได้ช่วยคนในอีกวิธีหนึ่ งเราไม่ได้มีสตางค์เยอะแยะมากมายที่ไปช่วยเขา แต่เราช่วยให้เขารู้จักตัวเขาเอง และตระหนักในคุณค่าของเขาไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เหมาะมีความสุขที่สุดแล้วละค่ะ...