60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

ศูนย์วิทยาศาสตร์สิงคโปร์
วิถีอาเซียน-วิถีไทย

 สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างของประเทศอาเซียน ที่ประสบความสำเร็จในการพลิกฟ้าสร้างบ้านแปงเมืองจากเกาะเล็กๆ พัฒนาไปสู่ความเจริญในทุกๆด้าน และนำเงินตราเข้าประเทศจนติดอันดับศักยภาพในการแข่งขันไม่น้อยหน้าประเทศที่พัฒนาแล้ว

สิงคโปร์เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีว่า ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มนุษยชาติสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ทุกอย่าง เริ่มจากการถมทะเล เพราะประเทศที่เป็นเกาะ มองไปทางไหน คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ในลักษณะเช่นนี้ ที่ดินมีความหมายและต้องซื้อหาด้วยราคาที่แพงลิบอย่างไม่ต้องสงสัย การถมทะเลเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะจะต้องลอกเอาโคลนเลนออกมาเสียก่อน จากนั้นเป็นขั้นตอนการดูดทรายจากทะเลมาถม หรือบางครั้งต้องเอาหิน ดิน ทราย จากเนินเขาบางลูกมาถม หลังจากถมเสร็จจึงเริ่มปลูกสิ่งก่อสร้าง ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นสร้างบ้านแปงเมืองของคนสิงคโปร์ในระยะแรก จึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาบ้านเมือง จึงเสด็จฯไปทรงเยือนสิงคโปร์หลายครั้ง เพื่อติดตามความก้าวหน้าทางวิทยาการอยู่เสมอ มีรับสั่งว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าสนใจ น่าศึกษา เพราะอยู่ในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีที่เพาะปลูก เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและธุรกิจการค้า ต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน จึงทรงพยายามที่จะสังเกตความเป็นไป และบันทึกสิ่งต่างๆไว้เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย

ในคราวเสด็จฯไปทรงเยือนสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ.2528 เพื่อร่วมประชุมและทรงบรรยายเกี่ยวกับกิจการของสภากาชาดไทย ได้ทรงใช้เวลาที่ว่างจากพระราชภารกิจ เสด็จฯไปทอดพระเนตรความเจริญก้าวหน้าของประเทศนี้ หนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณที่เป็นอุตสาหกรรมจูล่ง สิงคโปร์สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปว่า ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้นจึงจะพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้ ศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งนี้ตั้งขึ้นโดยรัฐบัญญัติ ค.ศ.1970 แต่เปิดใช้ใน ค.ศ.1977 โดยมีที่ตั้งอยู่ในแหล่งอุตสาหกรรมและสถานศึกษาที่สำคัญๆทางเทคโนโลยี เป็นการสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมกับการศึกษา โรงเรียนระดับประถมและมัธยม ตลอดจนสถาบันระดับอุดมศึกษาเข้าด้วยกัน จึงเป็นสถานที่ที่คนในประเทศจะสามารถเข้าถึงได้ง่าย การคมนาคมไปมาสะดวก บทบาทของศูนย์เหมือนเป็นสถาบันที่ให้การศึกษานอกระบบ และเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์สอดคล้องกับหลักสูตรของโรงเรียน เป็นการช่วยครูสอนวิทยาศาสตร์ไปในตัว

เมื่อราว 30 ปีก่อนศูนย์วิทยาศาสตร์สิงคโปร์ยุคบุกเบิก มีเจ้าหน้าที่เพียง 70 คน ทำงานให้บริการแก่โรงเรียน วางแผนประเมินผลนิทรรศการ จัดโปรแกรมการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยการประชุม อภิปราย สัมมนา ปาฐกถา มีฝ่ายนิทรรศการผลิตและดูแลการจัดนิทรรศการ ทั้งนิทรรศการชั่วคราวและนิทรรศการถาวร มีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมใหม่ๆ ปีละ 10% มีความทันสมัยเนื่องจากนโยบายของผู้บริหารต้องการให้ผู้เข้าชมสามารถจับต้องทดลองสิ่งต่างๆได้ ในระยะแรกจึงมีปัญหาของที่นำมาจัดแสดงเสียหายเร็ว มีเจ้าหน้าที่ผลิตอุปกรณ์การศึกษา พิมพ์หนังสือ และแผ่นพับ สำหรับนิทรรศการจะมีอยู่ประมาณ 400 เรื่อง ซึ่งต้องใช้เวลาเยี่ยมชมพอสมควร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จึงทรงแนะนำว่า สำหรับคนที่มีเวลาน้อยเช่นพระองค์ การเข้าชมศูนย์วิทยาศาสตร์ครั้งหนึ่งควรจะดูเพียงส่วนเดียวจึงจะได้ประโยชน์ ดีกว่าจะดูทั้งหมดแต่ไม่ได้อะไรมากนัก ในวันสุดสัปดาห์จะมีไกด์นำชม แต่ต้องแจ้งล่วงหน้า เปิดทำการทุกวัน เว้นวันจันทร์ และวันหยุดราชการ ตั้งแต่ 10.00-18.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 2 ดอลลาร์ เด็ก 50 เซ็นต์ ถ้ามาเป็นกลุ่มจะลดราคาลงอีก ยิ่งถ้ามากับโรงเรียน ราคายิ่งลดลงไป เป็นการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรนิทรรศการบางส่วน อาทิ การจัดพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพลังงานและสิ่งมีชีวิต ซึ่งตรงกับการขาดแคลนพลังงานในโลกปัจจุบัน ทอดพระเนตรการทดลองเพื่อให้เด็กอายุ 3-8 ขวบเรียนรู้ ทำเป็นห้องเล็กๆที่เปิดโอกาสให้เด็กสามารถอยู่ในห้องตามลำพังโดยไม่มีใครห้ามปราม มีการตกแต่งห้องเพื่อดึงดูดใจเด็ก และสร้างปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ด้วยความเพลิดเพลิน และยังให้ความสำคัญกับเด็กพิการทางสายตา ด้วยการออกแบบฝาผนังห้องบุให้นุ่ม ไม่มีมุมแหลม ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น มีคำอธิบายเป็นภาษาเบรลสำหรับคนพิการทางสายตา ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะจัดนิทรรศการสอนคนปกติให้รู้จักอักษรเบรลด้วย นอกจากนี้ยังจัดให้มีการทดลองเพื่อเพิ่มประสบการณ์ด้านการมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น และสัมผัส

เสด็จฯเข้าไปในห้องที่มีกล้องจุลทรรศน์สำหรับส่องดูพืชและสัตว์ มีรับสั่งว่านึกถึงเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งได้ทอดพระเนตรสิ่งต่างๆที่เล็ก แต่สามารถขยายใหญ่ขึ้นมาได้ ทำให้รู้สึกตื่นเต้น ทรงรับสั่งว่าตอนเป็นเด็กเรื่องแบบนี้น่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะต้องเป็นนักเรียนชั้นโตเท่านั้นจึงจะมีโอกาสใช้กล้องจุลทรรศน์

ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สิงคโปร์ ส่วนที่มีเด็กมุงดูกันมาก ได้แก่ ฟาร์มเล็กๆ มีลูกไก่ และลูกกระต่ายให้เด็กอุ้ม การอุ้มลูกไก่ และกระต่ายน้อย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ฝึกให้เด็กๆมีจิตใจอ่อนโยน เมตตา กรุณา

จากห้องเด็กเล็ก ถัดไปเป็นห้องเด็กโต อายุประมาณ 12 ปี มีเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับทดสอบความรู้ด้วยตนเองและวาดรูปเล่น ทรงสังเกตว่าเขาจะมีชุดการเรียนการสอนอยู่ในหีบหลายชุดสำหรับให้เด็กทดสอบความรู้และศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นการเรียนรู้ที่เด็กสนใจ แต่เด็กส่วนใหญ่เล่นแล้วไม่เก็บให้เป็นระเบียบ ของหลายอย่างจึงหายไป

ทรงสนพระทัยนิทรรศการต่างๆที่จัดแสดงในศูนย์วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีด้วยกันหลากหลาย ทั้งเรื่องปัญหาประชากร โรคภูมิแพ้ การเดินทางทางอากาศ ความรู้ทางชีววิทยา ฟิสิกส์ และวิศวกรรม แต่ที่ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษคือ คณิตศาสตร์ แม้ว่าจะทรงพระปรีชาทางด้านศิลปะและภาษา มีรับสั่งว่านิทรรศการส่วนนี้มีการสร้างแรงบันดาลใจด้วยข้อความที่อยู่ในเอกสารแจกประกอบการชมนิทรรศการที่ว่า "นิทรรศการนี้อุทิศเพื่อผู้ที่คิดว่าตนไม่ชอบคณิตศาสตร์" เนื้อหาประกอบด้วยลักษณะของคณิตศาสตร์ สนุกกับตัวเลข ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สร้างความเพลิดเพลินได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงแนวคิดเรื่องเศษส่วนและสัดส่วน มีรับสั่งว่าเป็นแนวคิดที่สำคัญ แต่อธิบายยาก ใช้ตัวอย่างที่เห็นจากชีวิตประจำวันมาประกอบ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวต่างๆที่ทำให้เกิดความรู้เกี่ยวกับวิชาที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ได้แก่ ตรีโกณ และเรขาคณิต มีเกม และตัวอย่างที่น่าสนใจมากมาย เช่น สอนเรื่องจำนวนด้วยการใช้กระจกสองบานสะท้อนไปมา สอนหลักมุมตก มุมสะท้อนในวิชาตรีโกณมิติ ด้วยการวัดส่วนสูงของคนจากมุมตก มุมสะท้อนในกระจก นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาต่างๆ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆที่ศูนย์วิทยาศาสตร์อย่างเพลิดเพลินจนหมดเวลา จนต้องขอทอดพระเนตรสวนนิเวศน์อีกอย่าง เป็นหนึ่งในวิชานิเวศวิทยา ซึ่งเป็นหลักสูตรของโรงเรียน มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีความเข้าใจสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้เกิดความรักธรรมชาติ และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ เพราะปัจจุบันเกาะสิงคโปร์ได้กลายเป็นตึกรามบ้านช่องไปหมด จนครูไม่อาจหาพืชและสัตว์มาเป็นตัวอย่างในการสอนชีววิทยาอีกต่อไป สวนนิเวศน์แห่งนี้จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ มีสระน้ำ มีพืช และสัตว์

ทอดพระเนตรเห็นผักตบชวาด้วย มีฟาร์มเล็กๆเลี้ยงสัตว์ เช่น หนูตะเภา กระต่าย เป็ด ห่าน ลูกไก่ เต่า ช่วยให้เรียนรู้เรื่องสมดุลธรรมชาติ และมีสวนผลไม้ด้วย โรงเรียนที่จะเข้าชมสวนนิเวศน์แห่งนี้ต้องจองล่วงหน้า

ทรงเสียดายว่ามีเวลาน้อย ทอดพระเนตรเอกสารโฆษณายังไม่ได้ชมอีกหลายส่วน โดยเฉพาะกิจกรรมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ที่ทรงสนพระทัย และมีพระราชประสงค์ที่จะนำมาปรับใช้ในประเทศไทย เพราะเป็นกิจกรรมที่จะทำให้นักเรียนมีความสามารถที่จะสังเกตการณ์ รวบรวมข้อมูล และถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยการเขียนและบรรยายปากเปล่า กระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียนรู้ การตั้งคำถาม รวบรวมความคิดและทำกิจกรรมที่มีความหมาย และทำให้นักเรียนมีความคิดก้าวหน้า รู้จักความสัมพันธ์ของเหตุและผล ทำให้นักเรียนรู้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมนุษย์ และประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

ก่อนเสด็จฯกลับ มีพระราชดำริว่า ที่กรุงเทพฯ เสด็จฯไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์หลายครั้ง รู้สึกว่าของเราก็ทำได้ดีมาก แต่เมืองไทยกว้างใหญ่กว่าสิงคโปร์ แม้แต่ในกรุงเทพฯก็กว้างใหญ่ การคมนาคมไม่สะดวกที่เด็กจะใช้บริการอย่างทั่วถึง มีพระราชดำริว่าเมืองไทยน่าจะมีศูนย์วิทยาศาสตร์ย่อย จัดกิจกรรมในลักษณะนี้ แต่ไม่ต้องให้หรูหราราคาแพง ซึ่งจะช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมาก

หลังจากนั้น พ.ศ.2528 ซึ่งเป็นเวลาถึง 30 ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังเสด็จฯไปเยือนสิงคโปร์หลายครั้งแทบทุกปี แต่ไม่เคยทรงพลาดที่จะติดตามความก้าวหน้าของศูนย์วิทยาศาสตร์ และสถานที่สำคัญที่บ่งบอกถึงการเป็นประเทศที่รู้คุณค่าและใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างความเจริญให้กับบ้านเมืองอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นสุดยอดของประเทศอาเซียน