วิถีแห่งเต๋า

ปราชญ์เหลาจื่อ พจนา จันทรสันติ แปลและเรียบเรียง
หนังสือคือแสงจันทร์

"เต๋าที่อธิบายได้มิใช่เต๋าอมตะ

ชื่อที่ตั้งให้กันได้มิใช้ชื่ออันสูงส่ง

เต๋านั้นมิอาจอธิบายและมิอาจตั้งชื่อ

เมื่อไร้ชื่อทำฉันใดจักให้ผู้อื่นรู้

ข้าพเจ้าขอเรียกสิ่งนั่นว่า เต๋า ไปพลางๆ"

หนังสือบางเล่มเป็นยิ่งกว่าหนังสือ

วิถีแห่งเต๋า เป็นหนึ่งในบรรดาหนังสือที่ต้องใช้คำเรียกอีกคำหนึ่งว่า คัมภีร์ แม้โดยเนื้อหาจะเหมาะกว่าแต่ความหมายของคัมภีร์อาจจะไม่ใช่นิยามที่ตรงเสียทีเดียวนัก โดยเนื้อแท้ของคำว่าเต๋านั้นมิใช่เพื่อการอบรมสั่งสอน ทว่า เต๋า จะหมายถึงสิ่งใดยังไม่แน่ชัด ถ้าจะให้อธิบายเป็นที่เข้าใจ เต๋าก็คือความจริงแท้ ที่คนสามารถศึกษาเรียนรู้จากธรรมชาติ

วิถีแห่งเต๋า ปราชญ์เหลาจื่อ ประพันธ์ พจนา จันทรสันติ แปลและเรียบเรียง สำนักพิมพ์ openbooks พิมพ์ครั้งที่ 16 พ.ศ.2556 สำนักพิมพ์พิมพ์เล่มปกแข็งสวยงาม

หนังสือวิถีแห่งเต๋า ซึ่งเป็นหนังสือที่ค่อนไปในทางปรัชญา จึงมีส่วนที่อ่านไม่เข้าใจอยู่บ้าง ทว่าเสี้ยวของความไม่เข้าใจนี้มิใช่อุปสรรคในการอ่าน เพราะหนังสือพิมพ์ซ้ำมาตลอดเวลาสามทศวรรษ แน่นอนว่าวิถีแห่งเต๋ามีความลึกซึ้งดื่มด่ำ ความจริงความนุ่มนวลอ่อนโยน ความกล้าแกร่งผสานอยู่ กล่าวได้ว่า วิถีแห่งเต๋า ได้กล่าวถึงทุกๆอย่างรอบตัว

ฉันอ่าน วิถีแห่งเต๋า ครั้งแรก เล่มพิมพ์ครั้งที่ 3 ซึ่งนับว่านานพอสมควร หนังสือวิถีแห่งเต๋านี้ ผู้แปลได้มอบให้กับมือ ครั้งนั้นอ่านด้วยความพิศวง ความจริงและความงามสามัญช่วยเปิดโลกภายในและบ่มเพาะให้หมุดหมายของความสงสัยที่เคยมีอยู่ผลิบานขึ้นมาบ้าง คล้ายเป็นสะพานนำพาออกจากทรรศนะเก่าๆที่รกเรื้อไร้ประโยชน์ เปรียบเสมือนเรือที่ลอยวนอยู่ในแอ่งน้ำเดิมหันเหล่องไปยังลำน้ำใหม่ ความรู้ความงามจากหนังสือคือใบพายที่ช่วยให้เรือได้ล่องไหล ทั้งหมดนี้เพื่อการ "เข้าถึง" ตนเอง เพื่อความเข้าใจคนและเห็นโลกตามความเป็นจริงอันเที่ยงแท้

พจนา จันทรสันติ แปลและเรียบเรียง วิถีแห่งเต๋า ขณะยังเป็นนักศึกษาปี 1 (พ.ศ.2517) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมา สำนักพิมพ์เคล็ดไทย พิมพ์รวมเล่ม และพิมพ์ตลอดมาทั้ง 15 ครั้ง วิถีแห่งเต๋า ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสวยงาม จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2521 หนังสือเล่มนี้ทำให้เปิดเผยให้ผู้อ่านเห็นความสุขจากความเปล่าว่างภายใน มันจึงถูกพิมพ์ซ้ำเรื่อยๆมาจนถึงเดือนปี ใน พ.ศ.นี้

"ความเต็มของดวงจันทร์

และความสงบสำรวมของสายน้ำ

ล้วนปรากฏอยู่ในตัวข้าพเจ้า"

ก่อนจะถึงเนื้อหาทั้ง 81 บท ช่วงแรกของเล่ม มี คำนำ บทนำ คำขอบคุณ เพื่อใช้บอกเล่าถึงความเป็นมาและอธิบายถึงหนังสือและคำว่า "เต๋า" สิ่งน่าสนใจยิ่งสำหรับฉันคือใครก็ตามที่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ควรจะได้รู้อย่างยินดีว่า บทประพันธ์ที่เปรียบเสมือนทองคำของเหลาจื่อนี้ ปรากฏขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน และยังอยู่ยืนยงมาถึงวันนี้ มันช่างอัศจรรย์เหลือจะกล่าว ช่วงต้นๆนั้นยังไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่เขียน วิถีแห่งเต๋าอันเลิศเลอนี้ ต่อมาก็พบหลักฐานว่า

"ครั้นมาลองค้นประวัติของ เหลาจื่อ ตามที่มีบันทึกอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ก็จะพบประวัติของท่านจารึกอยู่ในหนังสือ สื่อจี้ อันเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เล่มแรกของจีน หนังสือสื่อจี้นี้ ซือหม่าเชียน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 100 ปี ก่อนคริสตกาล ได้เป็นผู้บันทึกขึ้น"

"ซือหม่าเชียน ได้ให้ข้อสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณ 604 ปี ก่อนคริสตกาล เหลาจื่อ ได้ถือกำเนิดในหมู่บ้านชีว์เหรินหลี่ เข้ารับตำแหน่งเลขานุการพระราชวังในวังวง ต่อมาได้เป็นบรรณารักษ์หอสมุดแห่งชาติ เหลาจื่อ มีความหมายว่า ปราชญ์ผู้ชรา ท่านเป็นปราชญ์ร่วมยุคเดียวกับขงจื่อ แต่ขงจื่อมีอายุอ่อนกว่า 53 ปี

ซือหม่าเชียน ได้แสดงความเห็นว่า ขณะเมื่อ เหลาจื่อ มีอายุได้ 160 หรืออาจจะถึง 200 ปี ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในความเสื่อมโทรมของราชวงศ์โจว จึงได้ออกเดินทางไปทางตะวันตกเพื่อแสวงหาชีวิตอมตะ เมื่อไปถึงด่านหานกู่ อันเป็นทางผ่านไปสู่ดินแดนตะวันตกที่เรียกว่า แคว้นฉัน อันไกลโพ้นนั้น นายด่านได้ขอให้ท่านเขียนอะไรไว้เป็นที่ระลึก"

"ท่านได้สนองต่อคำขอ โดยได้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ บรรจุอักษรกว่าห้าพันตัวทิ้งไว้ให้ หนังสือเล่มนี้ก็คือ เต้าเต๋อจิงอันสูงสุด ซึ่งได้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้"

วิถีแห่งเต๋า มีบทประพันธ์ 81 บท และแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาค 1 เต้าจิง 37 บท และภาคที่ 2 เต๋อจิง เริ่มที่บท 38 ถึง 81

ไม่ว่าหนังสือจะใช้ชื่อใด ใครจะให้ความหมายอย่างไร เต๋า ก็คือ เต๋า วิถีแห่งเต๋า ย่อมตกทอดผ่านคืนวัน ผ่านสายน้ำแสงดาวมาถึงมือของเราคนรุ่นปัจจุบัน ซึ่งนับเวลาห่างกันเกือบ 3,000 ปี

หนังสือที่เปรียบเสมือนคัมภีร์เล่มนี้ มีเสน่ห์ของนัยซ่อนเร้นที่แปลความหมายได้ง่ายๆ เพราะไม่ซับซ้อนจนเกินไป กับความซับซ้อนที่นิ่งคิดอย่างไรก็ยังเข้าไม่ถึง ผู้อ่านจึงไม่จำเป็นต้องรีดเค้นตนเองให้เข้าถึงความหมายทั้งหมด เพราะ เต๋า ก็คือ เต๋า

และ เหลาจื่อ เขียนบอกไว้ตั้งแต่บทแรกว่า

"เต๋าที่อธิบายได้มิใช่เต๋าอันอมตะ

ชื่อที่ตั้งให้กันได้ไม่ใช่ชื่ออันสูงส่ง

เต๋านั้นมิอาจอธิบายและมิอาจตั้งชื่อ

เมื่อไร้ชื่อทำฉันใดจักให้ผู้อื่นรู้

ข้าพเจ้าขอเรียกสิ่งนั้นว่า เต๋า ไปพลางๆ"

ฉันคิดว่าเช่นเดียวกับการอธิบายถึงความหมายของนามธรรม เราใช้ภาษาเพื่ออธิบายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ภาษาจึงเป็นสื่อกลางในการแสดงออก ถ้อยคำมีอำนาจชักจูงชีวิตชักจูงสังคม ถ้าเปรียบโลกเป็นถังใบโต สิ่งที่ล้นออกมานอกโลกก็คงจะเป็นถ้อยคำที่คนเราใช้สื่อสารกันทั้งในข้อเขียน และการพูดจา วิถีแห่งเต๋า จึงให้ความสำคัญของคำพูดโดยเขียนถึงไว้ในบทประพันธ์หลายๆครั้ง

"ผู้รู้ไม่พูด ผู้รู้ไม่พูด"

"ยิ่งพูดมากยิ่งไร้ประโยชน์

พูดมากคำยิ่งเหน็ดเหนื่อย

มิสู้เก็บคุณค่านั้นไว้แต่เพียงภายใน"

"คำจริงนั้นฟังดูไม่ไพเราะ

คำที่ไพเราะไม่มีความจริง

คนดีไม่ได้พิสูจน์โดยการถกเถียง

คนที่ถกเถียงเก่งไม่ใช่คนดี

คนฉลาดไม่รู้มาก

คนที่รู้มากไม่ฉลาด"

เต๋า คือ ความปีติขั้นสูง คำ และประโยคในวิถีแห่งเต๋า ได้ช่วยไถพรวนสวนความคิดทำให้ดินร่วนซุย และรดน้ำให้ความคิดอื่นๆพุ่งพรวดขึ้นสู่อากาศ เห็น จับต้องและนำไปใช้ประโยชน์อีกครั้ง และอีกครั้งไม่มีวันหมด

วิถีแห่งเต๋า นำความจริงจากในธรรมชาติ ความสามัญของชีวิต ความดีความซื่อสัตย์ การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ การยึดถือและความว่าง ส่วนตนและความเป็นสากล บอกให้รู้ว่าความนอบน้อมนั้นสำคัญกว่าความแข็งกระด้าง ทั้งยังให้แลเห็นว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนกระจิริดในธรรมชาติไพศาล และมีหัวใจเด็ดเดี่ยวหากตั้งใจจริง ห้วงการอ่านวิถีแห่งเต๋าเปิดเผยให้เห็นสิ่งเหล่านี้ ช่วยปรับโทนความคิดในเส้นทางใหม่ๆให้แก่ความยุ่งเหยิงในปัจจุบัน

"ความอ่อนละมุนมีชัยเหนือความแข็งกร้าว

ควรปล่อยให้มัจฉาอยู่ในสระลึกจะดีกว่า

เหมือนดังเก็บงำศัสตราวุธทั้งมวล

ของบ้านเมืองไว้มิให้ใครแลเห็น"

"ล้อรถนั้นประกอบด้วยไม้สามสิบซี่

รวมกันอยู่ที่แกน

วงรอบนอกของล้อและไม้ทั้งสามสิบซี่นั้น

คือความ มี

ดุมล้อนั้นกลับกลวง

คือความ ว่าง

จากความว่างนี้เอง

คุณประโยชน์ของล้อจึงเกิดขึ้น"

ในแต่ละบทของ วิถีแห่งเต๋า เต็มไปด้วยคุณค่าในทุกๆด้านที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เมื่ออ่านจบทั้ง 81 บทแล้ว ในภาคผนวกหรืออีกครึ่งเล่มของหนังสือ พจนา จันทรสันติ เขียนอธิบายถึงเต๋ากับสิ่งอื่นๆ เช่น เต๋ากับขงจื๊อ เต๋ากับกวีนิพนธ์ เต๋ากับความงาม เต๋ากับเซน เต๋ากับการสร้างสรรค์ นอกจากความรู้แล้วลีลาการเขียนของพจนาได้เขียนภาพขึ้นในใจ บางครั้งก็เหมือนสายลมโชยพัดในวันร้อนอ้าว ทำให้ความงามปรากฏออกมาในความหม่นมัว และยังขยายความจริงเพื่อให้เข้าถึงความจริงยิ่งกว่า

ฉันจึงเลือกอ่านในส่วนของภาคผนวกก่อน ก็เพื่อจะได้มีความเข้าใจถ้อยรจนาที่ เหลาจื่อ เขียนไว้ให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากขีดเขียนคำอันแหลมคมใช้อธิบายถึงความสามัญ ความลุ่มลึกของโลกของชีวิตแล้ว วิถีแห่งเต๋า ให้ความสำคัญกับการปกครองและผู้รู้คือปราชญ์ เพราะคนสองกลุ่มนี้จะเป็นผู้ชี้นำ สังคมจะมีความสุขผู้ปกครองกับผู้รู้ต้องมีคุณธรรม ปัจจุบันนั้นคงจะต้องเพิ่มเป็นสาม คือ กลุ่มทุน เพราะโลกทุกวันนี้เป็นช่วงเวลาของทุนนิยม

ฉันอยากให้ทุกคนอ่านหนังสือเล่มนี้ วิถีแห่งเต๋า คือหนังสือที่อยู่เหนือกาลเวลา มีความเรียบง่ายพอๆกับลุ่มลึก ในฤดูกาลอันยาวนานของชีวิตในวันนี้หรือภายภาคหน้า แม้วัตถุจะทำให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัว หากมนุษย์มีจิตใจลึกซึ้งและเข้มแข็ง ความดีจะไม่สามารถสูญสิ้นไปได้ และความดีนี่เองจะช่วยสืบทอดสังคมมนุษย์ให้อยู่อย่างเป็นสุข

"ผู้เข้าใจคนอื่นคือผู้รอบรู้

ผู้เข้าใจตนเองคือผู้รู้แจ้ง

ผู้มีชัยต่อคนอื่นคือผู้มีกำลัง

ผู้มีชัยต่อตนเองคือผู้เข้มแข็ง

ผู้มักน้อยคือผู้ร่ำรวย

ผู้มานะพยายามคือผู้มีความหวัง

ผู้อยู่ในสถานะอันเหมาะสมของตน

ย่อมอยู่ได้ยาวนาน

ถึงแม้ผู้นั้นจะสิ้นชีวิตไปแล้ว

แต่คุณความดียังคงอยู่สืบไป"