ธรรมชาติอัศจรรย์ใจ ณ ถ้ำผาไท

ท่องเที่ยวธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท จังหวัดลำปาง ที่มีเนื้อที่ประมาณ 758,750 ไร่ โดยพื้นที่ได้ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ อำเภอเมืองฯ อำเภอแจ้ห่ม อำเภองาว และอำเภอแม่เมาะ มีลักษณะภูมิประเทศทั่วไปนั้น เป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน ทั้งสภาพผืนป่าธรรมชาติโดยรวม เป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ซึ่งยังมีความสมบูรณ์อยู่ไม่น้อยเลย ที่สำคัญธรรมชาติอันอุดมพูนผล ได้แฝงเร้นสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งเป็นแอ่งกักเก็บน้ำ แหล่งน้ำตก หรือโถงถ้ำหินปูน

ซึ่งการได้มาท่องเที่ยวธรรมชาติของผม กับทีมงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้น ก็ได้มาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวชมภายในโถงถ้ำ

เราจึงเล็งตรงไปทัศนศึกษา ณ ถ้ำผาไท

ในเวลาประมาณ 13.00 น. กับการเดินทางอยู่บนทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งได้เป็นเส้นทางจากจังหวัดลำปาง-พะเยา-เชียงราย ห่างจากตัวจังหวัดลำปาง ไปทางจังหวัดพะเยาราวๆ 65 กิโลเมตร อยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 665-666 จะเห็นป้ายของอุทยานฯ จากนั้นเลี้ยวเข้าไปจากปากทางอีกราว 300 เมตร เราจึงมาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท

เรามารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกับได้พบปะกับ น้าปุ๊-ศิริพรรณ หาญป้อ อายุ 45 ปี จะมาเป็นไกด์นำชมภายในถ้ำ จากประสบการณ์ 3 ปี ย่างเข้าปีที่ 4 ที่ได้มาเป็นไกด์ เราจึงต่างเชื่อใจในสาระเรื่องราวนั้นๆว่าต้องมีความน่าสนใจแน่นอน

การเดินไปสู่ถ้ำผาไท อำนวยความสะดวกด้วยบันไดที่ทอดตัว 380 ขั้น กับระยะทางราว 215 เมตร ซึ่งแรกๆก็เดินตามติดน้าปุ๊ดีอยู่หรอก เผลอยืนพักเมื่อยไปหน่อยเดียว น้าเค้าเดินล้ำหน้าไปไกลโข ก็เห็นว่าเดินขึ้นลงทุกวัน จึงซูฮ๊กเรื่องความแข็งแรง

ส่วนผมก็ทำการพักเหนื่อยแบบเนียนๆ ด้วยการทำเป็นศึกษาธรรมชาติข้างๆทาง ซึ่งมองเห็นมีแมกไม้นานาชนิดปกคลุมอยู่มากมาย โดยต้นไม้ที่ตั้งตรงตระหง่าน ส่วนใหญ่แล้วเป็นต้นสัก ที่มีอายุยืนยาวเป็นร้อยๆปี อีกทั้งยังได้มีต้นดู่ ต้นแดง ต้นยาง ต้นมะค่า หรือต้นยาง ล้วนแต่เป็นต้นไม้ที่มีค่าทั้งนั้น ต่างก็ได้เจริญเติบโตปะปนรวมกันอย่างเนืองแน่น

พอเรี่ยวแรงกลับพลิกฟื้นขึ้นบ้าง ผองเพื่อนก็เริ่มชวนผมให้ก้าวเดินต่อ ระหว่างทางที่อดทนเดินอยู่นั้น ได้มีนักท่องเที่ยวเดินสวนกลับมาบ้าง เราก็มักไถ่ถามไปลอยๆว่า ระยะทางมันอีกไกลมั้ย กว่าจะไปถึงที่ถ้ำ แล้วมักได้คำตอบที่เสมือนให้กำลังใจกลับมาว่า อีกไม่ไกล...อีกนิดเดียว...หรืออีกหน่อยก็ถึงจุดหมายแล้ว แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ด้วยระยะทางได้ถูกประเมิลจากความรู้สึก

เหนื่อยมาก ก็ว่าไกล เหนื่อยน้อย ก็ว่าใกล้

กัดฟันเดินมาถึงปากถ้ำจนได้ เห็นน้าปุ๊ยืนคอยส่งแรงใจ แล้วเมื่อยืนนิ่งๆได้สักพักเดียว น้าแกก็ควักมือให้เดินตามไปทางขวา พอเดินลุยในดงวัชพืชไปหน่อย ได้เห็นว่ามีเจดีย์เก่าแก่องค์หนึ่ง แล้วน้าปุ๊ยกมือขึ้นไหว้สวยงาม เห็นเช่นนั้นผมก็เลยไหว้ตาม

"องค์พระธาตุที่เห็นอยู่นี่ชื่อว่า 'พระธาตุเกตุจุฬามณีศรีอุดมไพร' เกิดมาจากที่คณะพระะสงฆ์และชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นมา คาดว่าเพื่อนำกระดูกไว้ด้านใน แต่ไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด ได้ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2496" น้าปุ๊หันมาบอกเล่าด้วยน้ำเสียงนุ่ม

แล้วไกด์สาววัยกลางคน ก็เดินนำหน้าพาพวกเราเข้าถ้ำ เป็นบริเวณตรงปากถ้ำมโหฬาร โดยที่มีการสันนิษฐานกันไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบโดยนายพรานป่าล่าสัตว์ หรือมาจากการสำรวจทางหลวงแผ่นดิน และยังเป็นที่ที่มีพระธุดงค์เคยมาวิปัสสนา

บริเวณปากถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งมีนามว่า หลวงพ่อมงคลนิมิต เป็นพระพุทธรูปปางปฐมมรรค สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2501-2502 โดยท่านพระครูวิทิตธรรมคุณ ร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านสร้างขึ้น หลังจากสร้างพระธาตุตรงหน้าถ้ำเสร็จสิ้น

เมื่อได้กราบไหว้หลวงพ่อมงคลนิมิต ก็เดินตรงรี่เข้าไปหาน้าปุ๊ แล้วซักถามเกี่ยวกับพระพุทธรูปปางปฐมมรรค ซึ่งมีคำอธิบายที่น่าสนใจกลับมาว่า

"สำหรับปางปฐมมรรคนั้น มีพุทธลักษณะคล้ายกับปางสมาธิ อยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิบนบัลลังก์ทอง พระหัตถ์ทางด้านซ้ายหงายบนพระเพลา (ตัก) ส่วนที่พระหัตถ์ทางด้านขวา มีลักษณะคล้ายการจีบนิ้วตั้งขึ้น อยู่บนพระเพลา (ตัก) เช่นกัน โดยองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะเสด็จปรินิพพาน ไม่มีคำใดจะสั่งสอนอีกแล้ว พระองค์ท่านจึงยกนิ้วมือขึ้นจีบ แล้วได้ตรัสกับพระอานนท์ ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ...ตนแลเป็นที่พึ่งของตน"

พระพุทธรูปปางปฐมมรรคองค์นี้ คาดเดากันว่า...มีเพียงองค์เดียวในประเทศไทย ซึ่งจะมีความเป็นจริงเท็จอย่างไร ผมมิอาจหาความกระจ่างได้

จากองค์พระพุทธรูปอร่ามตา เราพากายไปทางขวาของถ้ำ เพื่อได้ทัศนาการกับรอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ ป.ป.ร ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงจารึกไว้เมื่อครั้งเสด็จประพาสถ้ำผาไท ในปี 2469 พอมองลึกเข้าไปเป็นของ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของประเทศ และในสุดเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5

ความลึกจากบริเวณถ้ำ เข้าไปประมาณ 367 เมตร กับการเคลื่อนขบวนไปท่องเที่ยว ซึ่งมีน้าปุ๊คอยเดินนำหน้าขบวน ผ่านถึงที่เสาหินขนาดใหญ่ มีความสูงอยู่หลายสิบเมตร ที่ได้ตระหง่านตั้งตัวตรงเป็นเอกลักษณ์ ก็เลยเมื่อยคอที่แหงนหน้าถ่ายรูป

"เสาหินปูนตรงบริเวณนี้ ที่มีการขนานนามว่า 'สร้อยระย้า' กว่าจะก่อตัวเป็นเสาหินได้ใช้เวลาเป็นร้อยเป็นพันปี" น้าปุ๊เริ่มทำหน้าที่การบรรยาย

เสร็จจากถ่ายภาพเก็บความประทับใจ พากันเดินผ่านเข้าไปตรงหลัง หินฉัตรศิลา ก็จะมีหินสีขาวๆมีชื่อว่า หินประกายเพชร เป็นจุดที่มีความน่าสนใจมิใช่น้อย แล้วพอเดินเข้าไปข้างในอีก มีเสียงจากน้าปุ๊เปรยว่า...ระวังหัวชนนะ เมื่อได้ยินการกล่าวเตือนภัย ก็ก้มศีรษะเดินอย่างระวังตัว ครั้งเมื่อเดินผ่านพ้นได้หน่อย น้าปุ๊ก็บอกเราว่า ตรงนั้นนอกจากทางที่คับแคบ ยังต้องระวังงูนิดนึง เมื่อเราได้ยินคำว่างู ก็หันหน้าควับไปทางน้า แล้วถามเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นงูอะไร มีพิษหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ออกมาจากปากของน้า ก็รวดเร็วทันใจที่เราอยากรู้กันว่า งูที่เราผ่านมาตรงนั้นชื่อ 'งูกาบหมากหางนิล' บางวันพบเป็นสิบ เป็นงูที่ไม่มีพิษ พวกเดียวกับงูสิงห์ อาศัยอยู่ในถ้ำ ดักจับค้างคาวกินเป็นอาหาร แล้วก็มีเสียงแหลมๆแทรกขึ้นว่า แล้วเป็นค้างคาวอะไร ผู้ให้คำอธิบายหันมาตอบว่า ค้างคาวหน้ายักษ์ หรือค้างคาวทศกัณฐ์ เป็นสายพันธุ์พวกที่กินพืช ตัวใหญ่กว่าค้างคาวสายพันธุ์อื่นๆที่อาศัยอยู่ในถ้ำด้วยกัน มักบินออกจากถ้ำไปหากิน ประมาณหกโมงถึงหนึ่งทุ่ม

เลิกการซักไซ้ในสาระข้อมูล ได้เดินไปตามแสงไฟฉาย ถึงโถงถ้ำที่ขนาดเล็กเรียกว่า ถ้ำจำลอง ซึ่งมีหินงอกหินย้อยที่ขนาดเล็กๆทั้งนั้น พอเดินถัดจากถ้ำจำลองเข้าไปอีกหน่อย ก็จะไปเจอะเข้ากับเสาหินคู่ มีขนาดต้นหนึ่งใหญ่ต้นหนึ่งเล็ก โดยเสาหินเกิดจากหินงอกกับหินย้อยมาชนกัน แล้วยังดูแปลกที่เกิดมาเป็นคู่ เมื่อเลยเข้ามาก็ได้เห็นหินย้อย แต่เป็นหินย้อยมาจากด้านบน ที่ลักษณะคล้ายกับผ้าม่าน มีประกายระยิบระยับอีกด้วย จากนั้นก็ยังเดินลงไปอีกนิดเดียว ได้ไปพบกับ หินช้างแมมมอธ เลยไปอีกเล็กน้อย เห็นมีหินน้ำตกเล็กๆจากข้างผนังถ้ำ

ยังต้องก้าวเดินลึกเข้าไปอีก ก็เจอกับ ถ้ำอิดคอยหาย ที่น้าแกว่าสมัยก่อนคนเข้าไปในถ้ำ แล้วไม่มีอากาศหายใจ ก็เกิดอาการเหนื่อยหอบ คนที่นั่งรออยู่ด้านนอก พากันเข้ามาตามหา แล้วก็ได้พบว่าเสียชีวิตอยู่ด้านใน จึงได้เป็นที่มาของชื่อถ้ำตรงนี้

"ตรงถ้ำอิดคอยหาย บางวันที่มีอากาศร้อนๆ จะมีกลิ่นกำมะถัน ลอยออกมาช่วงเวลา 3-4 โมงเย็น พอผ่านเลยเข้าไป ก็เจอกับบ่อน้ำ ที่สมัยก่อนชาวบ้านเชื่อว่า เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ จึงตั้งชื่อไว้อย่างเพาะพริ้งว่า 'บ่อน้ำสร้อยอโนดาต' แล้วเงยขึ้นไปตามหยดน้ำ ตรงนั้นได้มีองค์พระประดิษฐานอยู่ด้วย" น้าชี้มือไปอธิบายไป เลยยกมือไหว้เป็นการใหญ่

ผ่านไปอีกนิดก็เจอกับช่องแคบ หรือที่เรียกว่า ช่องแคบประตูบาป ถึงกับต้องเอียงตัวเดินผ่านไป เค้าว่า...คนบาปจะผ่านไม่ได้ แต่พวกเราผ่านได้ทุกคน แสดงว่า...เป็นคนมีวาสนา ผมจึงเดินยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ แล้วพอก้าวเลยจากจุดที่เรียกว่า ทิพยอาสน์ หรือ ทิพยอาสนะ ก็มาถึงบริเวณที่มีปล่องถ้ำอยู่ 3 ปล่อง ในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. จะมีลำแสงอาทิตย์ ส่องผ่านลงมาเป็นลำ จึงเรียกว่า ปล่องไตรรังสี และตรงเนินมีหินที่เรียกว่า รองเท้านารี

ไม่ต้องอาศัยการจินตนาการ มองอย่างไรก็เหมือนรองเท้า แล้วเพื่อนๆก็เรียกให้ตามไปอีก 50 เมตร ที่เป็นจุดท่องเที่ยวสุดท้าย ซึ่งได้มาประสบพบเข้ากับหิน ช้างเอราวัณ หรือ ช้างสามเศียร ก็มิได้ต้องจินตนาการกัน ด้วยเป็นหินที่คล้ายคลึงมากๆ

และก็พากันเดินกลับทางเดิมอย่างเฮฮา

อ้อ!!! อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท หมู่ 3 ตำบ้านหวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง สามารถติดต่อสอบถามข้อมูล โทร.0-5422-0364 ได้เลยครับ