การเสด็จประพาสยุโรปของ ร.5

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

ในห้วงเวลาที่เอเชียกำลังประสบปัญหาจากการรุกรานของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ลัทธิล่าอาณานิคมขยายขอบเขตกินเมืองเข้ามาทุกขณะ นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงใคร่ที่จะได้เรียนรู้ชีวิตและความเป็นมาของพวกที่ถือกำเนิดว่าประเสริฐกว่าชาติทางเอเชีย มีพระราชดำริจะเสด็จประพาสยุโรปมาแต่ต้น ทว่าในช่วงที่ยังต้องทรงอยู่ภายใต้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้รับอนุญาตให้เสด็จประพาสได้เพียงอินเดียเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงได้รับความโทมนัสอย่างสุดซึ้งจากการถูกรุกรานโดยประเทศฝรั่งเศส และเป็นเหตุให้เสียดินแดน เมื่อ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ครั้งนั้นถึงขั้นทรงพระประชวร ต่อมาจึงทรงใคร่ครวญและใช้วิจารณญาณอันสุขุมว่าหนทางอันดีที่สุดก็คือจักต้องติดต่อสมาคมกับต่างชาติในยุโรป เพราะจะมีส่วนให้พวกชาตินักล่าอาณานิคมเหล่านั้นรู้สึกเกรงอกเกรงใจเสียบ้าง การเสด็จประพาสยุโรปจะเป็นผลดีแก่ชาติ นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างพระราชไมตรีระหว่างชาติต่างๆให้มีความสนิทสนมเข้าใจกันเป็นอันดีแล้ว ยังทรงตั้งความหวังที่จะนำความเจริญจากประเทศเหล่านั้นมาเป็นตัวอย่างเพื่อผดุงชาติไทยให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งการเสด็จประพาสยุโรปของพระองค์ก็ได้บรรลุผลสมดังพระราชหฤทัยทุกประการ

ความสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดๆ ได้แก่ การนำแบบแผนที่จะผดุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ จนเป็นที่มาของการปฏิรูปประเทศในทุกมิติ ส่วนผลทางการเมืองที่โดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ทำให้ชาติในยุโรปที่มุ่งแสวงหาล่าเมืองขึ้น ไม่กล้าที่จะสำแดงอำนาจข่มเหงใครอีกต่อไป และยิ่งกว่านั้นราชวงศ์ชั้นสูงของรัสเซียได้เดินทางเยี่ยมกรุงสยามเป็นการตอบแทนที่พระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จฯไปทรงเยือน ด้วยพระปรีชาสามารถของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนั้น ช่วยให้เมืองไทยรอดพ้นจากชะตากรรมอันตรายร้ายกาจ ทรงหยั่งรู้ถึงความล้าหลังที่เป็นเบื้องแรกที่จะต้องแก้ไขก่อน และเจริญรอยตามชาติที่พยายามเอารัดเอาเปรียบเป็นประการต่อไป การเสด็จประพาสยุโรปพร้อมกับพระโอรส และพระบรมวงศานุวงศ์คณะใหญ่ ได้สร้างการพบปะสังสรรค์จนคุ้นเคยชอบพอกันอย่างดี และทำให้เมืองไทยกลายเป็นจุดสนใจของชาติต่างๆในยุโรป เพราะเวลานั้นกรุงสยามมิได้เป็นเมืองขึ้นของใคร ในขณะชาติต่างๆที่รายล้อมอยู่โดยรอบเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นทั้งสิ้น

การเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกของพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อ พ.ศ.2440 จึงเป็นกุศโลบายอันลึกซึ้ง และเป็นพระราชภารกิจใหญ่หลวงที่มีพระราชดำริขึ้น โดยตามหมายกำหนดการจะต้องเสด็จฯผ่านหลายประเทศเป็นระยะทางไกลมากและใช้เวลานาน จึงทรงห่วงใยทางบ้านเมือง เกรงความยุ่งยากที่จะมีปัญหาต่างๆ ซึ่งจะไม่มีผู้แก้ไขได้ จึงทรงเรียกประชุมใหญ่เพื่อปรึกษาราชการแผ่นดินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ก่อนเสด็จประพาสยุโรป และโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกำหนดแต่งตั้งให้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ระหว่างที่ไม่ประทับอยู่

ในวันที่ 20 มีนาคม ร.ศ.115 (พ.ศ.2439) กำหนดให้มีพระราชพิธีสโมสรสันนิบาต ประกาศพระราชกระแสพระราชดำริมอบหน้าที่ราชการแก่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และพระราชพิธีสัจจากาล ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ที่จะได้เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้ปรึกษาราชการแทนพระองค์ ถวายสัตยานุสัตย์รับน้ำพิพัฒน์ตามพระราชประเพณี มีพิธีสวดพระพุทธมนต์ ณ พระที่นั่งศาลาทักษิณ รุ่งขึ้นวันที่ 21 มีนาคม ร.ศ.115 มีประกาศพระราชกำหนดผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงตั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากนั้นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และที่ปรึกษาถวายสัตยานุสัตย์รับน้ำพิพัฒน์ตามพระราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าหลวงมีพระราชปฏิญาณ แสดงบรรทัดฐานพระราชจริยาวัตรที่จะทรงประพฤติพระองค์ในเวลาที่เสด็จประพาสยุโรป จากนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แต่ครั้งยังเป็นกรมหมื่น ทูลรับพระราชปฏิญาณของพระพุทธเจ้าหลวง และถวายพระพรพระพุทธเจ้าหลวงในการเสด็จประพาสยุโรป มีใจความว่า

"จงเสด็จพระราชดำเนินโดยสะดวกดี นิราศสรรพภยันตราย สรรพโรคาพาธ จงอย่าได้มีมากล้ำกลายพระบาทยุคล จงเบิกบานพระกมล เกษมสุขทุกทิพาราตรี ขอพระราชประสงค์จงสำเร็จเป็นผลอันดี เป็นประโยชน์คุณแก่พระราชอาณาจักรทุกประการ อนึ่ง ขอสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ จงทรงพระเกษมสวัสดิ์ปราศจากอุปัทวันตรายอุปสรรคคือ เหตุขัดข้องทั้งหลายอย่าได้มีมากั้นกางแต่อย่างหนึ่งอย่างใด จงทรงปฏิบัติราชกรณียกิจปลอดโปร่งสมพระประสงค์ทุกประการเทอญ"

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิญาณพระองค์ก่อนเสด็จประพาสยุโรป ข้อความตอนหนึ่งว่า " การที่ข้าพเจ้าคิดจะไปประเทศยุโรป ณ ครั้งนี้ ข้าพเจ้ามุ่งต่อความดีแห่งพระราชอาณาจักร และด้วยความหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตัวข้าพเจ้าด้วย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจ จะรักษาตนให้สมควรแก่ที่เป็นเจ้าของประชาชนชาวสยามทั้งปวง จะรักษาเกียรติยศแห่งพระราชอาณาจักรอันเป็นเอกราชนครนี้ จนสุดกำลังที่ข้าพเจ้าจะป้องกันได้ และเพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจตัวข้าพเจ้า และเป็นเครื่องเย็นใจแห่งผู้ซึ่งมีความรักใคร่มุ่งหมายความดีต่อข้าพเจ้า ปราศจากความวิตกกังวลใจด้วยความประพฤติรักษาตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอสมาทานข้อทั้งหลาย

อันได้แก่

๑ ข้าพเจ้าไม่มีจิตยินดีน้อมไปในศาสนาอื่น นอกจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรมอันพระองค์ได้ตรัสรู้ชอบดีแล้วกับทั้งพระสงฆ์หมู่ใหญ่อันได้ประพฤติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเลยเป็นอันขาด จนตราบเท่าสิ้นชีวิต

๒ การที่ข้าพเจ้าไปครั้งนี้ แม้ว่าจะช้านานเท่าใดก็ดี ข้าพเจ้าจะไม่ร่วมประเวณีด้วยสตรีใด จนกลับเข้ามาถึงในพระราชอาณาเขต

๓ ถึงแม้จะไปในประเทศซึ่งเขาถือกันว่าการใช้สุราเมรัยไม่รับเป็นการเสียกริยาอันดี หรือเพื่อป้องกันโรคภัยอันเปลี่ยนอากาศ เป็นต้น ข้าพเจ้าจะไม่เสพสุราเมรัยให้มึนเมาเสียสติ หรือแม้แต่มีกาลวิกลเกินปกติเป็นอันขาด"

พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จฯไปโดยเรือพระที่นั่งออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ.2440 ได้เสด็จประพาสเมืองต่างๆระหว่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ และลังกา เมื่อเสด็จฯไปถึงยุโรป เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี ออสเตรีย รัสเซีย สวีเดน เดนมาร์ก อังกฤษ เยอรมนี เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส โดยลำดับ เมื่อกลับจากยุโรปได้เสด็จประพาสประเทศอียิปต์ ขณะที่พระองค์เสด็จฯไปถึงประเทศใด

พระเจ้าแผ่นดินเมืองนั้นหรือประธานาธิบดีเมืองนั้นพร้อมทั้งเจ้านาย ข้าราชการและราษฎรต่างๆก็พากันมารอรับเสด็จอย่างคับคั่งด้วยความนิยมยินดี เป็นการเชิดชูพระบารมีของพระพุทธเจ้าหลวงให้ปรากฏออกไปยิ่งขึ้น ทรงกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศด้วยพระราชจริยาวัตรอันละมุนละม่อม เพื่อความสนิทชิดใกล้ที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆกันต่อไป ทั้งในทรรศนะการเมืองและการปกครอง ทรงสอดส่องความเจริญของประเทศที่ผ่านไปอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายแห่งการประพาสครั้งนี้ก็เพื่อนำความเจริญเหล่านั้นมาเป็นแบบอย่าง

ครั้นวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2440 เสด็จพระราชดำเนินกลับมาถึงกรุงเทพฯ ท่ามกลางการรับเสด็จอย่างมโหฬารของประชาชนคนไทยทุกสาขาอาชีพ มีการตกแต่งสถานที่อย่างงดงาม รวมทั้งวัดวาอาราม และตามวังเจ้านาย อาคารบ้านเรือน พสกนิกรแสดงความจงรักภักดีด้วยการตกแต่งธงทิว และดอกไม้ใบไม้ประดับประดากันอย่างพร้อมเพรียงตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีแต่เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีปรีดา

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอถวายคืนหน้าที่ราชการ และพระราชลัญจกรสำหรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบขอบพระทัยในการที่ได้ทรงสำเร็จราชการต่างพระองค์ และรักษาพระราชอาณาจักรให้เป็นไปโดยสวัสดี ตลอดเวลาที่ไม่ประทับอยู่ และทรงขอบใจบรรดาที่ปรึกษาของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินที่ได้ช่วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ปฏิบัติราชการด้วยดี พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาอดิเรก ถวายพระพรลากลับ

นับได้ว่าการเสด็จประพาสยุโรปของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นประโยชน์ต่อสยามประเทศอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในด้านการปฏิรูปไปสู่ความเป็นอารยะ